อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563

การเมืองวงการสงฆ์ว่าด้วย "การประจบฆราวาส"

การเมืองในพระสงฆ์มีหรือไม่ หากมีการเมืองในคณะสงฆ์แตกต่างจากทางบ้านเมืองอย่างไร  เรื่องแบบนี้ผมว่าการเมืองในสถาบันสงฆ์มีหรือไม่ ชาวพุทธที่ติดตามความเคลื่อนไหวของคณะสงฆ์พอที่จะคาดเดาได้ พุธที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 11.00 น.


การเมืองในวงการสงฆ์ มันอาจจะมีเหมือนกับการเมืองนอกวัด ซึ่งปัจจุบันผู้คนส่วนหนึ่งเชื่อกันว่ามี “ ผู้เขียนบท,มีผู้กำกับ,มีผู้แสดงและมีแฟนคลับ มีนายทุนสปอนเซอร์ ฉันใด การเมืองในวงการคณะสงฆ์ก็อาจมีได้เช่นนั้น..” ไม่ต้องคิดอื่นไกล หากไม่มีการเมืองไฉนแต่งตั้งสมเด็จสังฆราชคราวใด วงการพระสงฆ์ป่วนทุกครั้ง หากไม่มีการเมืองไฉนการบริหารคณะสงฆ์ปัจจุบันติด ๆ ขัด ๆ เพราะอะไร

ในอดีตยังจำขบวนการ  “ตู้กระจก”  ได้หรือไม่ ปัจจุบันกลุ่มยังคง ดำรงอยู่ หรือ สลายไปไหน หรือเป็นเพียงแค่ ย้ายสถานที่ อันนี้ไม่อาจจะตอบได้



หากไม่มีการเมืองในวงการสงฆ์ การจับกรรมการมหาเถรสมาคม 3 รูป ติดคุก บางรูปต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่ตอนนี้คิดว่า วงการคณะสงฆ์ปกติ หรือไม่ เรื่องเหล่านี้หากไม่มีการเมืองในวงการคณะสงฆ์จะเกิดหรือไม่

ยุคใดที่เผด็จการครองเมือง ยุคใดที่ผู้นำมาจากรัฐประหาร ยุคนั้น คณะสงฆ์ต้องระวังตัว

ปัจจุบันสิ่งที่น่าค้นหาและน่าคิดคือ เมื่อทางบ้านเมืองมี บิ๊กบราเธอร์ แล้วในวงการคณะสงฆ์รูปใดคือ บิ๊กบราเธอร์ และบิ๊กบราเธอร์ตอนนี้กำลังขยายปีกเรื่องอะไร ร่วมมือกับใคร และเป้าหมายคืออะไร ประเด็นนี้น่าคิดและน่าค้นหา เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ได้นำไปสู่ตามเป้าหมายการปฎิรูปของคณะสงฆ์ คือ พุทธศาสน์มั่นคง ดำรงศีลธรรม นำสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน

และหากไม่มีจริงทั้งวงการคณะสงฆ์และข้าราชการบางคนของสำนักงานพุทธศาสนา คงไม่โจษจันนินทาเรื่อง บิ๊กบราเธอร์ในวงการคณะสงฆ์



แต่สำหรับผม ในฐานะนักบวชเก่า ลำพังพระสงฆ์เอง ซึ่งเป็น ผู้รักความสันโดษ รักความสงบ มีความเมตตา เป้าหมายคือความ หลุดพ้น คงไม่มีการเมือง นอกจากอาจมี ความอิจฉาริษยา บ้าง ซึ่งก็มีเกิดได้กับทุกคนในฐานะปุถุชน ไม่เว้นแม้กระทั้งพระสงฆ์

ในวงการคณะสงฆ์ ที่มีการเมือง ผมเชื่อว่าน่าจะมาจากบุคคลภายนอกที่ คอยเขียนบท กำกับ โดยให้พระสงฆ์เป็นผู้แสดง เพื่อเป้าหมายของบุคคลกลุ่มนี้ในบางสิ่งบางอย่าง พระภิกษุที่อยู่ในข่ายแบบนี้หรือกำลังถูกขบวนการของบุคคลกลุ่มนี้ใช้งานอยู่..ขอโปรดสำเหนียกระวังตัว

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาจะเทศนาสั่งสอนโปรดเมืองใด แม้จะมุ่งไปที่ผู้มี บารมี หรือ ผู้นำ หรือ เจ้าครองรัฐ นั่น ๆ ทำนอง จับโจรต้องจับหัวหน้า หรือสุภาษิตไทยที่ว่า อยากได้ลูกเสือ ต้องเข้าถ้ำเสือ แต่เมื่อผู้นำนั้น ๆ เกิดศรัทธานับถือแล้ว พระองค์ก็ไม่เคยแสวงหา ผลประโยชน์ จากบุคคลนั่นนอกจาก ทำให้เขาพ้นจากทุกข์



ด้วยเหตุนี้ในอาบัติสังฆาธิเสส ซึ่งมีโทษรองมาจากอาบัติปาราชิก พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติเอาไว้ว่า “ห้ามภิกษุประทุษร้ายตระกูล คือประจบคฤหัสถ์..” หากห้ามแล้วไม่ฟัง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

ปัจจุบันมีพระสงฆ์เราจำนวนมาก..นิยมวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจ นิยมวิ่งเข้าหาผู้มีเงิน จนลืมพุทธบัญญัติ...บางรูปประสบสอพลอไม่พอ กลับไปรับใช้ตามบทที่ผู้มีอำนาจเขียน ตามบทที่ผู้มีเงินกำกับ แบบนี้ก็เข้าข่าย อาบัติสังฆาธิเสสข้อที่ 13 คือ ห้ามภิกษุประทุษร้ายตระกูล คือประจบคฤหัสถ์

พระภิกษุเรา เนื่องจาก 95% มาจากคนต่างจังหวัด มาจากชนชั้นด้อยโอกาส บางรูปเมื่อมีอำนาจ มีตำแหน่ง มีคนวิ่งเข้าหา บางรูปบางท่านอาจมีสติหลงลืมประมาทไปบ้าง...ตอนนี้กลับตัวก็ยังไม่สาย
..................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    91%
  • ไม่เห็นด้วย
    9%

บอกต่อ : 200