อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

อภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรก อาฟเตอร์ช็อก'อนค.'แตก

สัปดหา์นี้ว่าด้วยเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นครั้งแรก แต่กลับเกิดอาฟเตอร์ช็อกพรรคอนาคตใหม่แพแตก พฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 12.00 น.


ในสัปดาห์นี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนปิดประชุมสภาฯ ก็เข้มข้น ตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ตามสถานอุดมศึกษาต่างๆ ออกมาแสดงพลังไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และมีองค์กรต่างชาติที่ออกสารแสดงความไม่เห็นด้วยตามมา โดยการรวมตัวจะเริ่มจากการเป็นแฟลชม็อบก่อน จากนั้นจะยกระดับขึ้นไปอย่างไรก็ยังไม่แน่ใจ ต้องรอดูท่าทีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค

และเมื่อพรรคอนาคตใหม่โดนยุบ คราวนี้ “ธุรกิจการเมือง” ก็เตรียมสะพัดได้ตั้งแต่วันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ( ซึ่งจะชัดเจนในวันโหวตคือ 28 ก.พ.) ว่า มีใคร “แปรพักตร์” ไปอยู่พรรคร่วมรัฐบาลแล้วบ้าง เบื้องต้นมีรายงานว่า ส.ส.อดีตพรรคอนาคตใหม่ 9 คนที่จะไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเหตุผลก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ตรงที่ ส.ส.เหล่านี้บอกว่า “มาอยู่พรรคภูมิใจไทยสบายดี เพราะบรรยากาศเหมือนพี่น้อง ไม่ค่อยมีเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์



มันทำให้กลับไปคิดถึงพวกอดีต ส.ส.สอบตก หรือคนที่เคยร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ที่บางคนก็เคยออกมาแฉว่า “จริงๆ แล้วไม่มีความเป็นประชาธิปไตยในพรรคเท่าไร” เพราะอำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับ “ชนชั้นนำ” หรือ elite ในพรรคเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งความขัดแย้งนี้เห็นเป็นระยะในช่วงมีข่าวพรรคอนาคตใหม่เตรียมทีมงานที่จะลงชิงเก้าอี้เลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝั่ง ส.ส.หรือ ส.ส.สอบตกก็ขัดแย้งกับคนของพรรค

แต่ทางฝ่ายที่ยังจงรักภักดีกับพรรคอนาคตใหม่ (หรือยังไม่ตัดสินใจ ในช่วงก่อนถึงวันที่ 28 ก.พ.อะไรก็เกิดขึ้นได้) ที่แสดงท่าทีไม่ยอม โดยมีกลุ่ม ส.ส.นำโดย น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เปิดคลิปเสียงแฉว่า มีคนในรัฐบาลเข้ามาทาบทามคนในพรรคอนาคตใหม่ให้ไปร่วมพรรค โดยให้ราคาหัวละ 23 ล้านบาท และถ้ากว้านเอาพรรคพวกมาได้เท่าไรจะมีผลต่อการพิจารณาให้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการหรือตำแหน่งทางการเมืองอื่นด้วย

น.ส.เบญจาระบุว่า การทาบทามส.ส.พรรคอนาคตใหม่ให้มาอยู่ฝั่งรัฐบาล มีตั้งแต่การประชุมสภาฯครั้งแรก เกิดขึ้นทั้งใต้ถุนสภาฯ ที่จอดรถ ห้องน้ำ และห้องประชุมสภาฯ เกิดขึ้นอย่างไม่เกรงใจใคร การที่ทางกลุ่มต้องออกมาแถลง เพื่อให้หยุดกระบวนการเหล่านี้ และขอยืนยันว่าพวกเราทั้งหมดจะไปไหนไปด้วยกัน แต่เมื่อเจอเหตุการณ์การซื้อส.ส.ทำให้เราหมดศรัทธา และ เราต้องการให้สภาฯเป็นสถานที่ที่มีศักดิ์ศรี มีภาพลักษณ์ที่ดีงาม



ขณะที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แสดงความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน โดยระบุว่า “มันเจ็บหัวใจเมื่อพรรคถูกยุบแล้วทำไมเป็นแบบนี้ ตกลงการเมืองไทยเป็นแบบนี้หรือ ผมเริ่มได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อคืน (ก่อนการอภิปราย) กระทั่งเช้านี้เป็นที่ชัดเจนว่ารายชื่อที่ปรากฏไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่เป็นไร ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละคน แต่อยากให้คนที่ไปทั้งหมดนึกถึงวันที่สร้างพรรคมาด้วยกัน 

“ขอให้นึกถึงอุดมการณ์ที่เคยพูดไว้ เราเคยให้สัตยาบันว่าจะสู้ด้วยกันจนกว่าจะได้มาซึ่งประชาธิปไตย ไม่นึกเลยว่าเมื่อยุบพรรคพรรคทุกสิ่งทุกอย่างจะลืมไปหมดได้รวดเร็วแบบนี้ ผมเชื่อมั่นว่าตอนที่อยู่กับพรรคอนาคตใหม่ได้เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มีบทบาท แต่ไม่แน่ใจว่าเมื่อไปอยู่พรรคอื่นทุกคนจะได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมกับพรรคมากน้อยแค่ไหน หรือคนที่ไปเพื่อไปยกมือเติมเต็มให้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ท้ายที่สุดถามว่าคุณค่าความเป็น ส.ส.อยู่ตรงไหน” 

และนายปิยบุตรกล่าวว่า ยังหวังจริงๆว่า ส.ส.เหล่านั้นไปแล้วคงจะได้ดีและที่ลือกันว่าไปแล้วได้ผลประโยชน์ขอให้ไม่เป็นความจริง แต่หวังว่าจะไปด้วยอุดมการณ์ ซึ่งต้องถามกลับมาอุดมการณ์อะไรที่ไปร่วมกับพรรคภูมิใจไทย อุดมการณ์อะไรที่เคยพูดไว้ตอนอยู่กับพรรคอนาคตใหม่  และท้ายที่สุดนี่หรือคือการปฏิรูปที่เราต้องการ  ปล่อยพรรคการเมืองที่คอยดึง ส.ส. ไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และยุบพรรคอนาคตใหม่ เช่นนี้คงต้องพึ่งเสียงประชาชนนอกสภา

ความตั้งใจของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล คือแม้ว่าจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่ก็จะเดินหน้าทำการเมืองนอกสภาต่อไป โดยออกรณรงค์ในทุกพื้นที่ และ “อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา” โดยปล่อยหมัดแรกด้วยการที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรค ออกมาเปิดเผยเรื่องรัฐบาลอาจเกี่ยวข้องกับคดีโกงเงินกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของมาเลเซีย ( 1MDB ) ซึ่งเป็นกองทุนที่ขาดทุนนับ 3.7 แสนล้านบาท



โดยเหตุผลที่ถูกยกมาอ้างคือ คนที่เป็นพยานปากสำคัญในคดีนี้ กลับถูกรัฐบาลไทยจับกุมตัว และปล่อยให้นายโจ โลว์ นักการเงินที่ใกล้ชิดกับนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่ถูกสอบเรื่องโกงเงินก้อนนี้ เดินทางเข้าออกประเทศไทยได้ทั้งที่มีหมายจับแดงของตำรวจสากล ( อินเตอร์โปล ) ซึ่งต่อมา ทางฝั่งรัฐบาลเองก็ออกมาชี้แจงว่าไม่มีความเกี่ยวข้อง และบอกว่า นายโจออกจากประเทศไทยไปตั้งแต่ก่อนหมายจับแดงออก

ทางรัฐบาลเองเตรียมพร้อมฟ้องกลับ ทาง น.ส.พรรณิการ์ก็สู้แบบ “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” คือพร้อมจะแฉเรื่องอื่นเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งคราวนี้ก็ต้องว่ากันตามหลักฐานถ้ามีการสู้คดีกันในชั้นศาล และน่าสนใจว่าอดีตพรรคอนาคตใหม่จะ “หงายไพ่”อะไรออกมาจัดการรัฐบาลได้อีก ในโลกการสื่อสารเสรี และมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ไม่ค่อยชอบรัฐบาล อาจอยากส่งข้อมูลอะไรที่คาดไม่ถึงให้กับคนอดีตพรรคอนาคตใหม่เอาไปเปิดโปงเพิ่มเติมก็ได้

ส่วนบรรยากาศการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ในวันแรกก็ต้องขอบอกว่า “เฉยๆ” คือเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านโหมโรงมาก่อนหน้านี้ค่อนข้างเยอะ ทางฝั่งรัฐบาลก็คงเตรียมตัวชี้แจงได้ ขนาดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเองถึงกับบอกว่า ไม่ต้องให้รัฐมนตรีคนไหนช่วยตอบเป็นพิเศษ ส่วนตัวมีความพร้อมแล้ว และสื่อสังเกตเห็นได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ดูอารมณ์ดีเอามากๆ ในเช้าวันที่ 24 ก.พ.ก่อนถูกอภิปราย พร้อมกับบอกว่าจริงๆ แล้วตัวเองเป็นคนใจเย็นด้วยซ้ำ



พอมันไม่มีประเด็นว่านายกฯ ปรี๊ดแตกขึ้นมาเหมือนตอนโหวตเลือกนายกฯ ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเสรีรวมไทย สามารถจี้จน พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตัดพี่ตัดน้องกลางสภา (กลายเป็นวาทะเด็ดแห่งปีของนักข่าวสภา) คนจึงไม่ค่อยจะมีอะไรเอาไปเล่นเป็น meme โจมตีรัฐบาลสนุกสนาน ก็นับว่า นายกฯ เตรียมตัวมาค่อนข้างดีพอสมควร ( และเรื่องหนึ่งที่ดีแล้วที่ประธานสภาห้ามอภิปรายคือเรื่องถวายสัตย์ ฯ เพราะมันละเอียดอ่อน )

อภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรกที่ควรเป็นไฮไลท์ที่ดึงให้คนดูอภิปรายต่ออีกสามวัน มันก็เลยดูไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไรเพราะนายกฯ คุมอารมณ์ตัวเองได้ และคาดว่ารัฐมนตรีคนอื่นก็คงไม่มีปัญหา รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็พร้อมชี้แจงแทน แต่ที่น่าสนใจคือหลังปิดสมัยประชุมสภาฯ ที่อดีตพรรคอนาคตใหม่จะเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนอกสภา ไม่รู้ว่าจะยกระดับได้ถึงขั้นไหนในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและคนยังผวากับโรคระบาดนี้

หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกมการเมืองอาจเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมก็ได้.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”  



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%