อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

จิตใจที่เศร้าหมอง นำความเสื่อมสู่ชีวิต​ด้วยความเห็นผิด

สัปดาหนี้ว่านักการเมืองในเรื่องของจิตใจที่เศร้าหมองแล้ว จะนำพาความเสื่อมมาสู่ชีวิต​ด้วยความเห็นผิด พฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น.


ผู้คนทั่วไปในสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด ประกอบอาชีพอะไร ต่างล้วนเป็นปุถุชนที่มีกิเลสหยาบหนากันแทบทั้งสิ้น เว้นแต่ผู้ที่เคยสะสมความรู้ความเข้าใจพระธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตั้งแต่ครั้งอดีตชาติ และมีการสะสมความรู้ความเข้าใจพระธรรมในปัจจุบันชาติ โดยมีการขัดเกลากิเลส รักษากาย วาจาและใจให้สุจริตด้วยความเห็นถูก(สัมมาทิฏฐิ)​

แต่ในทางกลับกันผู้ที่ไม่เคยสะสมความรู้ ความเข้าใจ พระธรรม​มาก่อนทั้งในอดีตชาติ​และปัจจุบัน​ชาติ​ นอกจากจะไม่มีการขัดเกลากิเลสแล้วยังกลับมีการพอกพูนกิเลสเพิ่มขึ้น จึงมีการกระทำทุจริต ทั้งทางกายและวาจาด้วยความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ)​ โดยไม่​ละอายชั่วกลัวบาป (หิริ)​ และไม่กลัวบาป (หิริโอตตัปปะ)

คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงความมีเหตุและผล ซึ่งเกิดจากการกระทำ (กรรม) โดยเป็นไปตามกฎแห่งกรรม กล่าวคือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ดังพระพุทธวัจนะ “หว่านพืชเช่นไรย่อมได้รับผลเช่นนั้น” (ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ). “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ( กมฺมุนา วตฺตตีโลโก )



การกระทำความดี(กุศลกรรม) เป็นเหตุให้ได้รับผลของกรรมดี (กุศลวิบาก) บั้นปลายชีวิตของผู้กระทำความดีเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วจะไปเกิดในภพภูมิที่ดี(สุคติภูมิ) ผู้กระทำความชั่ว (อกุศลกรรม) เป็นเหตุให้ได้รับผลของกรรมชั่ว (อกุศลวิบาก ) บั้นปลายชีวิตของผู้กระทำความชั่วเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว จะไปเกิดในภพภูมิที่เป็นแดนเกิดของสัตว์โลกอยู่ด้วยความยากลำบาก  (ทุคติภูมิ )​ หรือภูมิที่ปราศจากความสุข (อบายภูมิ) ได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน

ผู้ที่มีจิตเป็นกุศล (กุศลจิต) ซึ่งเป็นสภาพธรรมฝ่ายดีที่เกิดจากกุศลมูลประกอบด้วยความไม่โลภ (อโลภะ) ความไม่โกรธ (อโทสะ) และความไม่หลง (อโมหะ) จะเป็นเหตุนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติด้วยความสุจริต ทั้งทางกาย วาจาและใจ แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่มีจิตไม่เป็นกุศล (อกุศลจิต)ซึ่งเป็นสภาพธรรม​ฝ่าย​ชั่วที่เกิดจากอกุศลมูล ประกอบด้วย ความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) และความหลง (โมหะ) จะเป็นเหตุนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติด้วยทั้งความทุจริต ทางกาย วาจาและใจ


นักการเมืองเป็นอาชีพประเภทหนึ่งใบบรรดาอาชีพทั้งหลายทั้งมวลซึ่งมีผู้เข้าสู่สาขาอาชีพนี้ไม่มากนักเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรทั้งประเทศที่ประกอบอาชีพต่างๆมากมาย กล่าวได้ว่าผู้ที่เข้าสู่อาชีพนักการเมืองเป็นผู้มีความทะเยอทะยานไม่น้อย จุดมุ่งหมายที่แท้จริงเพื่อต้องการเข้าไปสู่อำนาจรัฐโดยแสวงหาผลประโยชน์​ต่างๆ อันได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญและสุข  นักการเมืองก็เป็นเช่นบุคคลทั่วไปที่มีกิเลสหยาบหนา เมื่อก้าวเข้าสู่อำนาจรัฐได้แล้วกิเลสที่มีอยู่ก็ยิ่งมีเพิ่มขึ้น  กล้าประพฤติปฏิบัติทุจริตทั้งทางกาย วาจา และใจ ไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดีเพราะไม่มีความละอายชั่วและกลัวบาป จึงเห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าความเจริญผาสุกของประชาชนและความเจริญมั่นคงของประเทศชาติ ส่วนนักการเมืองผู้มีกิเลสเบาบางนั้นมีน้อยมากไม่อาจสู้รบปรบมือกับนักการเมืองที่มีกิเลสหยาบหนาได้อย่างเต็มที่ในการทำงานทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ​และฝ่ายบริหาร
 


ประเทศชาติจึงตกอยู่ในสภาพติดกับดักประชาธิปไตยมาอย่างยาวนานต่อเนื่องชนิดพายเรือวนไปเวียนมาอยู่ในอ่างไม่รู้จักจบสิ้น ในขณะที่ประชาชนทั่วไปมีข้อจำกัดกับการทำความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยขาดความรู้เท่าทันกับเล่ห์กลของนักการเมืองกอปรกับการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองและถูกนักการเมืองครอบงำความคิดอย่างผิดๆ อีกทั้งยังถูกนักการเมืองจับเป็นตัวประกันมาตลอด

นักการเมืองที่มีจิตไม่เป็นกุศล(อกุศลจิต)และมีความจงใจที่ไม่เป็นกุศล(อกุศลเจตนา) มีพฤติกรรมทุจริตทางวาจา คือ พูดเท็จ พูดส่อเสียด  พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ซึ่งเป็นทางแห่งการกระทำชั่ว (อกุศลกรรมบถ)ทางวาจา ไม่เห็นคุณค่าและคุณประโยชน์การใช้คำพูด “ปิยวาจา” ซึ่งเป็นคำพูดที่สุภาพ ไพเราะ อ่อนหวานสร้างความสมานสามัคคีให้เกิดไมตรีต่อกันในหมู่ชน จึงอยากฝากข้อคิดและเตือนสติมายังคนรุ่นใหม่ที่มีพลังของคนหนุ่มสาว อย่าเป็นคนเชื่อง่าย ต้องเป็นผู้มีจิตสำนึกทางประวัติศา​สตร์ พิจารณาสิ่งต่างๆอย่างมีหลักการและมีเหตุผลเพราะ​พฤติการณ์ของพรรคการเมืองที่อ้างตัวว่าเป็นพรรคการเมือง​ของคนรุ่นใหม่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่อนาคตใหม่ที่ดีกว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ  

การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเป็นความจริงแท้(สัจธรรม)​ ไม่มีอะไรที่ฝืนจากสภาพหลักไตรลักษณ์ไปได้ ซึ่งมีสภาวะที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ และดับไป เป็นสามัญลักษณะของโลกที่มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลาความเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์​ย่อมก่อให้เกิดสันติสุขกับคนในชาติในทุกหมู่เหล่าเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่การเปลี่ยนแปลงที่ใช้กลยุทธ์​ทุจริต​ทั้งทางกายและวาจามุ่งทำลายความสงบสุขของบ้านเมืองโดยมีตัวตน(อัตตา)​และมีความสำคัญตนว่าเหนือกว่าผู้อื่น (มานะ)​ซึ่งเป็นผู้มีความเห็นผิด(มิจฉาทิฏฐิ)​ มีแต่จะทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟและทำลายล้างความเป็นชาติไทยอันเป็นที่รักยิ่งของทุกคนซึ่งไม่อาจปล่อยให้เกิดขึ้นได้ เพราะต้องส่งมอบประเทศไทยให้แก่อนุชนรุ่นหลังในสภาพสมบูรณ์ที่สุด.
……………………...
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 281