อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563

ทำความรู้จักกับโรคมะเร็งปอด

“มะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด” เป็นประโยคที่หมอมักจะบอกผู้ป่วยของหมอทุกคน เสาร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น.


มะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิดเป็นประโยคที่หมอมักจะบอกผู้ป่วยของหมอทุกคน ในวันที่เราพบกันครั้งแรกและผู้ป่วยที่เพิ่งทราบว่ามีเซลล์มะเร็งปอดอยู่ในร่างกาย ทำไมหมอถึงได้บอกแบบนี้กับผู้ป่วย ส่วนหนึ่งเพื่อให้กำลังใจกับผู้ป่วย อีกส่วนหนึ่งคือมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะมีวิวัฒนาการต่าง ๆ ในช่วงสิบปีนี้เกิดขึ้นมากมายทั้งการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะเริ่มต้นและระยะแพร่กระจาย
        
มะเร็งปอด แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (small cell lung cancer) และชนิดเซลล์ที่ขนาดไม่เล็ก (non-small cell lung cancer) ซึ่งพบมากถึง 85% ของมะเร็งปอดทั้งหมด และในกลุ่มนี้ยังมีแยกย่อยออกเป็นชนิดต่าง ๆ อีกหลายชนิด เช่น squamous cell carcinoma, adenocarcinoma
        
ในสมัยก่อนนั้นการวินิจฉัยมะเร็งปอดทำได้ยาก แต่เมื่อมีการทำ CT scan ทำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และการสแกนด้วย PET scan รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ของการส่องกล้องหลอดลมและการเจาะตรวจชิ้นเนื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งการวินิจฉัยเซลล์มะเร็งปอดนั้นทันสมัยขึ้น ทำให้สามารถวินิจฉัยได้รวดเร็วเมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ ซึ่งอาการต่าง ๆ ที่พบนั้น ขึ้นอยู่กับเซลล์มะเร็งปอดว่าอยู่ที่ตำแหน่งใดในร่างกาย

โดยส่วนใหญ่มักจะมาด้วยอาการไอเรื้อรัง บางครั้งไอแบบมีเสมหะปนเลือด เหนื่อย หายใจไม่สะดวก นํ้าหนักลดมากในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นต้น ผู้ป่วยบางคนอาจจะมาด้วยอาการทางระบบประสาท เซลล์มะเร็งปอดแพร่กระจายไปอยู่ที่สมองหรือไขกระดูกสันหลัง มีอาการแขนขาอ่อนแรง  ชา กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ บางคนมีอาการปวดกระดูกมาก เมื่อเซลล์มะเร็งปอดนั้นแพร่กระจายไปอยู่ที่กระดูก เป็นต้น


        
การรักษามะเร็งปอดในระยะเริ่มแรกนั้นคือ การผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดก็ก้าวหน้าไปมาก ส่วนการรักษามะเร็งปอดระยะลุกลามนั้นคือ การให้ยาเคมีบำบัด ฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำเหมือนเวลาให้นํ้าเกลือ ซึ่งในอดีตนั้นมียาเคมีบำบัดอยู่เพียงไม่กี่ชนิดที่เราสามารถใช้ได้ในการรักษา ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง และมีการติดเชื้อง่าย ทำให้ผู้ป่วยบางคนกลัวการให้ยาเคมีบำบัดมาก
        
ปัจจุบันมียาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ ๆ เกิดขึ้นหลายชนิด ซึ่งผลข้างเคียงในการรักษาน้อยกว่าเดิมมาก แต่อย่างไรก็ตาม ยาเคมีในกลุ่มเก่าบางชนิดก็ยังคงต้องใช้ในการรักษาผู้ป่วย และในปัจจุบันก็มีการพัฒนายากลุ่มใหม่ ๆ ที่ได้ผลดีมากในการรักษาอาการข้างเคียงที่เกิดจากยาเคมีบำบัดตามมา เช่น ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน หรือยาที่ช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาว เป็นต้น รวมทั้งมียาต้านมะเร็งกลุ่มใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ที่ใช้ได้ผลดีในมะเร็งกลุ่มที่เป็น Adenocarcinoma

โดยการรักษาแบบนี้ทางการแพทย์จะเรียกว่า การรักษาแบบตรงจุด หรือแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy)” โดยหนึ่งในปัจจัยการเกิดมะเร็งปอดนั้น ในผู้ป่วยบางรายมีลักษณะทางพันธุกรรมหรือยีนในร่างกายที่เกิดการกลายพันธุ์ไป ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ในครอบครัว
             
ยีนที่พบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอดนั้น มีอยู่สองชนิด คือการกลายพันธุ์ของ Epidermal Growth Factor Receptor (EGFR) ซึ่งในคนผิวขาวพบได้ 10-20% แต่ในคนเอเชียพบได้ถึง 50-70% โดยพบมากในคนที่ไม่สูบบุหรี่หรือเลิกสูบบุหรี่มานานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ความผิดปกติอีกชนิดหนึ่ง คือ การสลับที่และรวมกันของยีน Echinoderm microtubule-associated protein-like 4 fused with the anaplastic lymphoma kinase (EML4-ALK fusion gene) พบได้ประมาณ 5-7% และส่วนมากพบในผู้ป่วยที่ไม่สูบบุหรี่ ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่สูบบุหรี่มักจะไม่พบความผิดปกติของยีน 2 ชนิดนี้ทำให้ไม่สามารถใช้ยาต้านเฉพาะจุดที่จะกล่าวถึงต่อไปได้
              
ปัจจุบันเราสามารถตรวจความผิดปกติของยีนทั้ง 2 ชนิดนี้ได้จากชิ้นเนื้อมะเร็งปอดที่เราทำการผ่าตัดหรือเจาะออกมาตรวจ และการมียาที่ใช้ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งปอดแบบจำเพาะกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของยีน 2 ชนิดนี้โดยเป็นยารับประทาน คือ ยากลุ่มต้าน EGFR และยาต้าน ALK ซึ่งผลการตอบสนองต่อยาต้านมะเร็งทั้ง 2 กลุ่มนี้ดีมากถึง 60-70% และทำให้ระยะเวลาการรอดชีวิตสูงขึ้นอย่างชัดเจน

เมื่อเทียบกับการใช้ยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงของยานั้นก็จะต่างจากยาเคมีบำบัดที่ให้ทางเส้นเลือดดำ คือ ยาในกลุ่มนี้อาจจะทำให้เกิดผื่น ผิวแห้ง สิว ท้องเสีย การเจริญอาหารลดลงหรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ในระบบทางเดินอาหารหรือระบบอื่น ๆ เกิดขึ้นได้ แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถรับยาและทนยากลุ่มนี้ได้ดี ผู้ป่วยบางรายมีการตอบสนองต่อยาดี กล่าวคือ ยาสามารถคุมมะเร็งปอดได้นานหลายปี แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายเกิดการดื้อยากลุ่มนี้ได้เมื่อใช้ไปในระยะเวลาหนึ่งซึ่งเมื่อมีการดื้อยาเกิดขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดได้
        
นอกจากนี้ ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นยา targeted drug เหมือนกัน แต่ช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดในก้อนเนื้อมะเร็ง ซึ่งยากลุ่มนี้เป็นยาฉีดเข้าทางเส้นเลือดดำและจะใช้ร่วมกันกับยาเคมีบำบัดในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์และหมอมะเร็งทั่วโลกกำลังทำการศึกษาวิจัยถึงกลไกการดื้อยา และคิดค้นยาใหม่ ๆ เพื่อใช้ในผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่อเกิดการดื้อยาขึ้น

รวมถึงได้มีการค้นพบยีนกลายพันธุ์ชนิดต่าง ๆ ในมะเร็งปอด ซึ่งขณะนี้การศึกษาวิจัยต่าง ๆ ได้ดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่องและไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ อาจจะมียากลุ่มใหม่ ๆ อีกหลายกลุ่มที่สามารถใช้ในการรักษามะเร็งปอดอย่างแน่นอน.

................................................
พญ.ธัญนันท์ เรืองเวทย์วัฒนา

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 37