อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563

การสื่อสารในภาวะวิกฤติ แบบสิงคโปร์ (2)

หลังจากปรากฏตัวเสมือนอยู่ในบ้านในเสื้อเชิ้ตสีชมพูสดใส บรรยากาศสบาย ๆ และทักทายกับคนสิงคโปร์แล้ว นายกฯ ลี เซียน ลุง ได้พูดว่า วันนี้เขาจะมาพูดความจริงแบบตรงไปตรงมากับประชาชน การแพทย์ของสิงคโปร์นั้นมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับมือกับโคโรนาไวรัส อาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2563 เวลา 07.00 น.


หลังจากปรากฏตัวเสมือนอยู่ในบ้านในเสื้อเชิ้ตสีชมพูสดใส บรรยากาศสบาย ๆ และทักทายกับคนสิงคโปร์แล้ว นายกฯ ลี เซียน ลุง ได้พูดว่า วันนี้เขาจะมาพูดความจริงแบบตรงไปตรงมากับประชาชนโดยเริ่มต้นด้วยการสร้างความเชื่อมั่นว่าหลังจากการต่อสู้กับวิกฤติการระบาดของ ซาร์ส” เมื่อ 17 ปีที่แล้วทำให้เทคโนโลยี ความรู้และความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ของสิงคโปร์นั้นมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับมือกับโคโรนาไวรัส อีกทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันภัยและหน้ากากอนามัยก็มีมากเพียงพอ ดังนั้นประเทศสิงคโปร์จึงมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้

หลังจากสร้างความมั่นใจแล้วนายกฯ ลี เซียน ลุง ก็ได้เริ่มให้ข้อมูลเกี่ยวกับโคโรนาไวรัส ด้วยการใช้ภาษาง่าย ๆ ข้อมูลถูกต้องตรงไปตรงมาด้วยการเปรียบเทียบกับซาร์สและไข้หวัดธรรมดาว่า โคโรนาไวรัสนั้นติดต่อและแพร่กระจายได้ง่ายกว่าซาร์ส แต่อันตรายน้อยกว่ามาก อัตราการตายนั้นใกล้เคียงกับไข้หวัดธรรมดาเท่านั้นเอง สำหรับผมช่วงนี้ถือว่าเป็นการอธิบายความรุนแรงของโคโรนาไวรัสได้ชัดเจนด้วยการพูดไม่กี่ประโยคได้อย่างยอดเยี่ยม และสามารถทำให้คนสิงคโปร์ไม่ตระหนกเกินกว่าเหตุได้อย่างดี

แต่ด้วยการระบาดที่เริ่มจะหาคนต้นเหตุได้ยากขึ้นทุกที ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์จึงต้องคุมเข้มสถานการณ์ ยกระดับการเฝ้าระวังและเลื่อนการจัดงานที่จะมีคนมาชุมนุมกันออกไปก่อนรวมถึงงานตรุษจีนซึ่งปกติจะจัดกันที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ขอให้ประชาชนอย่าตกใจเพราะสิงคโปร์จะไม่ปิดประเทศหรือควบคุมการออกจากบ้านของคนสิงคโปร์ อีกทั้งอาหารสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภคก็มีมากเพียงพอ ไม่มีความจำเป็นต้องกักตุนอะไรทั้งสิ้น นายกฯ ลี เซียน ลุง อธิบายต่อก่อนจะแนะนำถึงการปฏิบัติตัวของคนสิงคโปร์ว่า หนึ่ง ควรดูแลและป้องกันตัวเอง ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ล้างมือบ่อย ๆ และอย่าเอามือไปสัมผัสหน้าตาโดยไม่จำเป็น สอง พยายามวัดไข้ตัวเองวันละสองครั้ง และสาม ถ้ารู้สึกไม่สบายก็อย่าไปในที่ซึ่งแออัดมีคนเยอะ และให้ไปหาหมอทันที ซึ่งเป็นสามข้อซึ่งทุกคนสามารถทำได้อย่างง่ายดาย

แต่เพราะการระบาดมันไปเร็วกว่าที่ทุกคนคาด นายกฯลี เซียน ลุง จึงขอให้คนที่รู้สึก ไม่สบายเพียงเล็กน้อยให้ลองดูอาการ พยายามทานยาหรือดูแลตัวเองไปก่อน ไม่ต้องรีบไปโรงพยาบาล เพราะต้องการจะเก็บโรงพยาบาลและหมอเอาไว้ให้คนติดโคโรนาไวรัสจริง ๆ

หลังจากนั้นนายกฯ ลี เซียน ลุง ได้พูดสร้างความเชื่อมั่นและสปิริตของคนสิงคโปร์ได้อย่างน่าสนใจว่า..สิ่งที่เกิดขึ้นคือบททดสอบของการร่วมมือกันและความเข้มแข็งของขวัญกำลังใจของคนสิงคโปร์ แน่นอนความวิตกกังวลเป็นธรรมชาติและเป็นเรื่องปกติในเวลาเช่นนี้ ความกลัวเป็นสิ่งที่ทำร้ายเราได้มากกว่าไวรัส ดังนั้น  ถ้าทุกคนตื่นกลัว แชร์ข่าวผิด ๆ กักตุนอาหารและหน้ากากอนามัย หรือตำหนิต่อว่ากลุ่มคนที่ก่อให้เกิดการระบาดจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่าง  แย่ลง พวกเราควรจะใช้ความกล้าหาญร่วมมือร่วมใจกันฟันฝ่าอุปสรรคช่วงนี้ไปด้วยกันและนี่คือสิ่งที่คนสิงคโปร์ควรจะทำในช่วงนี้

ต่อมานายกฯ ลี เซียน ลุง ได้ยกย่องชมเชยคนที่เสียสละทำงานหนักในช่วงที่ผ่านมา เช่นผู้นำในชุมชน อาสาสมัคร บุคลากรทางการแพทย์ คนทำงานเพื่อสาธารณะเช่นคนขับรถโดยสารต่าง ๆ ที่อุทิศตนทำงานเพื่อให้ทุกสิ่ง  ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วย ดี และย้ำอีกครั้งว่าการ   กระทำของบุคลากรเหล่านี้แหละคือความเป็นคนสิงคโปร์อย่างแท้จริง

ในการพูดตลอด 7 นาทีเศษ ๆ ของนายกฯลี เซียน ลุง นั้น เขาได้ ให้ข้อมูลที่สำคัญซึ่งประชาชนควรรู้เพื่อจะได้ไม่ต้องตื่นตระหนกในภาษาง่าย ๆ รวมถึงคำแนะ นำว่าประชาชนควรดูแลรักษาตนเองอย่างไรได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะเดียวกันเขาไม่ได้ตำหนิใครเลยในการเป็นต้นเหตุของการระบาด ไม่ได้ตำหนิคนจีนประเทศจีน ไม่มีการตำหนิคนที่ตกใจไปกักตุนสินค้า ตรงกันข้ามเขากลับบอกว่าคนสิงคโปร์ไม่ควรตำหนิใครเลย (นี่เป็นสิ่งที่ไทยเราทำตรงกันข้าม เราตำหนิเราด่าคนที่เราคิดว่าพวกเขาเป็นต้นเหตุให้เกิดการระบาดในไทย โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของคนเหล่านั้นเลย)
ทุกถ้อยคำที่พูด ทุกอากัปกิริยา น้ำเสียง สีหน้าแววตาท่าทาง การยกไม้ยกมือ การแต่งกายและฉากหลังในการพูดของนายกฯ ลี เซียน ลุง คราวนี้ล้วนแต่ถูกเตรียมการโดย มืออาชีพ ซึ่งจะต้องวิเคราะห์มาแล้วอย่างดีว่า อะไรคือสาระสำคัญที่ประชาชนอยากรู้และควรรู้ อะไรคือสิ่งที่ประชาชนควรทำ ประโยคไหนควรพูด  ด้วยน้ำเสียง แววตาท่าทีเช่นไรจึงจะสามารถลดความตื่นกลัว สร้างความเชื่อมั่นและจะพลิกสถานการณ์สร้างจิตวิญญาณของความเป็นสิงคโปร์ขึ้นมาได้ในภาวะวิกฤติเช่นนี้น่าชมเชยและน่าศึกษาครับ.

........................................
เกษมสันต์ วีระกุล

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 63