อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

ออกลายเสือเฒ่า"มหาเธร์" มาเลเซียกับเกมอำนาจครั้งใหม่

ภูมิทัศน์การเมืองในมาเลเซียดำดิ่งลงสู่ความไม่แน่นอนครั้งใหม่ เมื่อ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลเข้าสู่สถานะรักษาการ ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม อาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2563 เวลา 09.30 น.


ภูมิทัศน์การเมืองในมาเลเซียดำดิ่งลงสู่ความไม่แน่นอนครั้งใหม่ เมื่อ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลเข้าสู่สถานะรักษาการ ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม เมื่อบุคคลซึ่งเป็น “ศูนย์กลาง” ของเรื่องราวทั้งหมด ยังแทบไม่แสดงท่าทีใดอย่างเป็นทางการ
        
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ายิ่งมหาเธร์ “นิ่งสงบสยบทุกความเคลื่อนไหว” มากเท่าไหร่ ยิ่งก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นไปไกลมากยิ่งขึ้นเท่านั้น แน่นอนรัฐบาลผสมชุดปัจจุบันที่มาจากการรวมตัวของหลายพรรคการเมืองในนาม “ปากาตัน ฮาราปัน” ซึ่งหมายถึง “พันธมิตรแห่งความหวัง” สิ้นสุด “โดยปริยาย” จากกระแสข่าวว่าแกนนำพรรคคนพื้นถิ่นสามัคคี ซึ่งก็คือพรรคเบอร์ซาตูของมหาเธร์ พบหารือร่วมกับพรรคมลายูสามัคคีแห่งชาติ (อัมโน) และพรรคอิสลามมาเลเซีย (พีเอเอส) เพื่อเตรียมจัดตั้งรัฐบาลผสม “ชุดใหม่” ร่วมกัน โดยปราศจากพรรคความยุติธรรมปวงชน (พีเคอาร์ ) ของนายอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งรอโอกาสการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองตาม “สัญญาใจ” กับมหาเธร์
        


จนถึงตอนนี้มหาเธร์ไม่เคยปริปากอธิบายเหตุผลว่าเพราะ เหตุใดจึงตัดสินใจลาออก “แบบฉับพลัน” และแน่นอนว่าไม่มีทางที่นักการเมืองรุ่นลายครามวัย 94 ปีจะยอมบอกว่า ในความเป็นจริงแล้วเขามีส่วนรู้เห็นกับการพบกันระหว่างพรรคการเมืองทั้งสามพรรคที่ไม่มีพรรคพีเคอาร์หรือไม่ หรือแม้แต่การจะกลับไปจับมือกับ   พรรคอัมโน อดีตต้นสังกัดทางการเมืองของตัวเองอีกครั้ง ขณะที่แกนนำของพรรคการเมืองในปากาตัน ฮาราปัน ยังคง “แสดงท่าที” สนับสนุนมหาเธร์  ยกเว้นพรรคพีเคอาร์ที่แน่นอนต้องเข้าข้างอันวาร์
          
ไม่ว่าคำกล่าวและท่าทีของทุกคนจะเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ปฏิกิริยาของทุกฝ่ายบ่งชี้ได้ว่า มหาเธร์คือผู้ที่ “ถือไพ่เหนือกว่า” ทุกคน และยังคงเป็นคนเดียวที่จะสามารถ “กำหนดชะตาที่แท้จริง” ให้กับทิศทางการเมืองในมาเลเซียนับจากนี้ เนื่องจากไม่ว่ามหาเธร์จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ก็ตาม เพราะการที่เจ้าตัวลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ที่ประชุมพรรคเบอร์ซาตูปฏิเสธใบลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของมหาเธร์ แต่ “การขอลาออก” อาจใช้เป็นข้ออ้างได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมหาเธร์กับปากาตัน
ฮาราปัน “ยุติแล้ว” ข้อตกลงต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะสัญญาใจทางการเมืองกับอันวาร์ “ไม่มีผลผูกพันอีกต่อไป”


        
เป็นที่ทราบกันดีว่าในโลกของการเมืองไม่มีการเป็น “มิตรแท้และศัตรูถาวร” เพราะเรื่องทุกเรื่องล้วนมี “ผลประโยชน์” เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของปากาตัน ฮาราปัน ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือน พ.ค. 2561 ที่เป็นการเขี่ยพรรคอัมโนพ้นจากการร่วมรัฐบาลได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2500 การที่พรรคอัมโนวางรากฐานไว้นานถึง 6 ทศวรรษเป็นการยากที่พรรคการเมืองเกิดใหม่ในภายหลังจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะเอาชนะได้ แม้ข้อครหาเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในกองทุนพัฒนาแห่งชาติ “วันเอ็มดีบี” สั่นคลอนนายนาจิบ ราซัค ซึ่งในตอนนั้นยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มากขึ้น แต่การรวมตัวเป็นพันธมิตรกันหลายพรรคย่อมสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายได้มากกว่าว่ามีสิทธิจะชนะได้
        
มหาเธร์ต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคพีเคอาร์ของอันวาร์เพื่อเอาชนะและ “จัดการ” นาจิบ ซึ่งเป็น “เด็กสร้าง” ของมหาเธร์เช่นเดียวกับอันวาร์ นอกจากนั้น ดูเหมือนการกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งของมหาเธร์ จะเป็นเจตจำนงของเจ้าตัวในการสานต่อนโยบายที่คั่งค้างตั้งแต่การดำรงตำแหน่งช่วงแรก ที่ยาวนานระหว่างปี 2524 ถึง 2546 ไม่ว่าจะเป็นการใช้นโยบายภูมิปุตรา การเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ 9 ขั้นให้สำเร็จภายในปี 2563 (Vision 2020) ที่มหาเธร์ประกาศเอาไว้เมื่อปี 2534 และเมื่อกลับมารับตำแหน่งผู้นำประเทศรอบสองเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว ได้เลื่อนเป้าหมายไปเป็นภายในปี 2565
        
นอกจากนี้ยังมีโครงการรถยนต์แห่งชาติในชื่อ “โปรตอน” ซึ่งเป็นภาษาบาฮาซาย่อมาจาก “Perusahaan Otomobil Nasional” หมายความว่า บริษัทรถยนต์แห่งชาติ อย่างไรก็ตาม มาเลเซียมี “ความหลังไม่ค่อยดีนัก” กับโครงการโปรตอน ซึ่งเปิดตัวเมื่อปี 2526 จากแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของมหาเธร์ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ หรือ “นิกส์” อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซียกับสิงคโปร์ที่มหาเธร์ต้องการจัดการ โดยเฉพาะข้อตกลงซื้อขายน้ำสะอาด
        
นับตั้งแต่มหาเธร์ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ 27 ปีที่แล้ว บุคคลซึ่งขึ้นมารับตำแหน่งต่อล้วนเป็น “เด็กในคาถา” หรือผู้ที่มหาเธร์วางตัวไว้ทั้งสิ้น ซึ่งบุคคลที่มหาเธร์วางตัวไว้เป็นอันดับหนึ่งคืออันวาร์ แต่กลับขัดแย้งกันอย่างหนักเสียก่อนเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติการเงินเอเชียเมื่อปี 2540 ขณะที่นายอับดุลเลาะห์ บาดาวี ผู้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากมหาเธร์ มีความขัดแย้งกับหลายฝ่ายเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนเชื่อมกับสิงคโปร์เพื่อลดปัญหาการจราจร และยังขัดแย้งกับนาจิบซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลังในรัฐบาลของบาดาวี เกี่ยวกับโครงการ “วันมาเลเซีย”  (1Malaysia) ที่เป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย
        
ดูเหมือนว่าทายาทของมหาเธร์แต่ละคนไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าใดนัก หลังอยู่ในอำนาจมาได้ระยะเวลาหนึ่ง จึงอาจเป็นไปได้ว่ามหาเธร์ไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในเรื่องทายาทการ เมือง และท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังขาดเสถียรภาพ และภาระหนี้สาธารณะที่พอกพูนจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ตลอดจนความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน แน่นอนว่ามาเลเซียต้องการผู้นำ “ที่แข็งแกร่ง” มากกว่า “มีเสน่ห์” และวัยวุฒิไม่ใช่ปัญหา แต่คุณวุฒิและประสบการณ์นั้นสำคัญกว่า ตอนนี้จึงยังไม่น่ามีใคร “เหมาะสม” บริหารกิจการของมาเลเซียมากไปกว่าชายวัย 94 ปีผู้นี้อีกแล้ว.

..................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 74