อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

"เบาหวานลงไต" ปฏิบัติตัวอย่างไร

เบาหวานส่งผลกระทบต่อทุกอวัยวะของร่างกายคนเรา ไตก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่หลีกหนีเบาหวานไม่พ้น ข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่าเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคไตวายเรื้อรัง มาทำความรู้จัก โรค “เบาหวานลงไต” กัน อาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2563 เวลา 08.30 น.

เบาหวานส่งผลกระทบต่อทุกอวัยวะของร่างกายคนเรา ไตก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่หลีกหนีเบาหวานไม่พ้น ข้อมูลจากสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่าเบาหวานเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของโรคไตวายเรื้อรังในปัจจุบัน ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จัก โรค “เบาหวานลงไต” กันนะครับ โดย.นพ.เถลิงศักดิ์ กาญจนบุษย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสมาคมเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ

เบาหวานลงไต มีจริงหรือ? และส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร
        
ทราบหรือไม่ว่า 1 ใน 3 ของผู้เป็นเบาหวาน มีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนของโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เบาหวานลงไต” พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่คุมเบาหวานได้ไม่ดี มีภาวะความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง อ้วน สูบบุหรี่ มีเบาหวานขึ้นจอประสาทตา หรือมีญาติใกล้ชิดในครอบครัวป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง  เมื่อเบาหวานลงไต จะทวีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนที่เป็นเบาหวานแต่ไม่ลงไต และตามมาด้วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือระยะที่ต้องทำการฟอกไตเพื่อช่วยยืดอายุ ไม่เพียงต้องเสียเวลาในแต่ละวันในการฟอก ยังต้องจำกัดการใช้ชีวิต ทำให้อายุสั้นลง และที่สำคัญต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง นอกจากนี้ผู้เป็นเบาหวานลงไตจะติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย ส่งผลร้ายซ้ำเติมเร่งให้ไตยิ่งทรุดตัวลงเร็ว และหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจทำให้เสียชีวิตได้

ทราบได้อย่างไรว่าโรคเบาหวานลงไตแล้ว และมี “เบาหวานลงไต” กี่ระยะ
        
ทางการแพทย์แบ่ง “เบาหวานลงไต” เป็น 5 ระยะ แต่เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ขอแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะต้น เป็นระยะที่เริ่มมีไข่ขาว อัลบูมินรั่วในปัสสาวะแบบไมโคร (microalbuminuria หรือ 30-300 มก./วัน) ซึ่งจะตรวจไม่พบด้วยแถบตรวจโปรตีนในปัสสาวะแบบจุ่มมาตรฐาน ระยะกลาง เป็นระยะที่มีไข่ขาวรั่วระดับแมโคร (macroalbuminuria หรือ มากกว่า 300 มก./วัน) สามารถตรวจพบไข่ขาวรั่วในปัสสาวะได้จากแถบตรวจปัสสาวะแบบจุ่ม มีความดันโลหิตสูง และเริ่มมีค่าไตทรุดลง และระยะท้าย เป็นระยะไตวายต้องการการฟอก มีวิธีสังเกตว่าตนเองเริ่มเป็นเบาหวานลงไต 6 ประการ ดังนี้
         1) ตรวจปัสสาวะพบมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะหรือตรวจพบโปรตีนจากแถบตรวจปัสสาวะแบบจุ่ม (อาจแสดงในใบรายงานผลการตรวจปัสสาวะเป็นลำดับว่า พบเล็กน้อย (trace) หรือ พบ +1, +2, เป็นต้น
         2) ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดสังเกต
         3) พบความดันโลหิตสูง หรือคุมความดันโลหิตด้วยยายากขึ้น
         4) มีอาการบวมที่เท้าหรือที่ข้อเท้า ใบหน้า หรือมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากอาการบวมนั้น
         5) ต้องการยาเบาหวานหรือยาฉีดอินซูลินลดลง หรือสามารถหยุดยาได้เลย หรือมีอาการจากภาวะระดับน้ำตาลต่ำในเลือดบ่อยครั้ง จนบางรายอาจเข้าใจผิดว่าตนเองควบคุมเบาหวานได้ดี หรือหายจากโรคเบาหวานแล้ว ทั้ง ๆ ที่ควบคุมอาหารได้ไม่ดี
         6) ตรวจพบระดับของเสียในเลือด ยูเรียไนโตรเจน (urea-nitrogen) และระดับครีอะตินีน (creatinine) สูงขึ้น

จะตรวจเบาหวานลงไตระยะแรกได้อย่างไร
        
วิธีการที่ไวที่สุดในการค้นหา “เบาหวานลงไต” ระยะแรก คือการตรวจวัดปริมาณไข่ขาวอัลบูมินในปัสสาวะโดยตรง หรือการตรวจไข่ขาวรั่วระดับไมโคร อย่างไรก็ดีมีห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลจำนวนจำกัดที่สามารถให้การตรวจด้วยวิธีนี้ได้ จึงอาจใช้วิธีที่ไวรองลงมา คือการตรวจด้วยวิธีใช้แถบตรวจไข่ขาวอัลบูมิน ซึ่งแถบตรวจปัสสาวะแบบจุ่มสำหรับตรวจหาไข่ขาวอัลบูมินนี้จะไม่ปรากฏในแถบตรวจปัสสาวะแบบจุ่มตามปกติ เนื่องจากมีราคาแพงกว่าแถบตรวจปัสสาวะมาตรฐานทั่วไป อย่างไรก็ตาม การใช้แถบตรวจปัสสาวะมีความไวที่สามารถตรวจให้ผลบวกได้เฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีปริมาณไข่ขาวอัลบูมินจำนวนมากรั่วออกไปทางปัสสาวะระดับแมโครหรือ “เบาหวานลงไต” ระยะกลางเท่านั้น ปรึกษาวิธีการตรวจไข่ขาวหรืออัลบูมินในปัสสาวะเพิ่มเติมกับแพทย์โรคไตหรือแพทย์โรคเบาหวานนะครับ

อีกกี่ปีต้องฟอกไต
        
ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องชี้วัดอะไรที่สามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำว่า “เมื่อไหร่ผู้เป็นเบาหวานลงไตต้องถึงคราวฟอกไต” ตัวเลขที่ยอมรับโดยทั่วไปคือ 5-10 ปี นับจากตรวจพบไข่ขาวรั่วด้วยแถบสีจุ่มปัสสาวะ แต่จะเร็วขึ้นหากควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดี ปล่อยปละละเลย ไม่ติดตามการรักษา และไม่ปฏิบัติตามหลัก 9 ประการในการป้องกัน “เบาหวานลงไต”

หลัก 9 ประการ ป้องกัน “เบาหวานลงไต” และชะลอให้ไตเสื่อมช้าลง
        
1) ควบคุมโรคเบาหวานให้ระดับน้ำตาลใกล้เคียงปกติ และให้ระดับน้ำตาลสะสม (hemoglobin A1C) ไม่เกิน 7%
        
2) รู้จักพอเพียงในการรับประทานอาหารและเลือกทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสม สำคัญมาก ทานอาหารให้สมดุล เพิ่มผักและผลไม้ (ไม่หวาน) ในแต่ละมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารไขมันและโปรตีนมากเกินไป ลดของหวาน งดเครื่องดื่ม ขนม ที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ น้ำอัดลม เบเกอรี่ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง ผ่านการแปรรูป ผ่านการถนอมอาหาร อาหารกระป๋อง ใส่ผงชูรส และลดเค็มครึ่งนึงนะครับ จากผลวิจัยพบว่า การทานโปรตีนอย่างเหมาะสม เช่น เนื้อปลา และจำกัดปริมาณ แต่ต้องเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ ผู้เป็นโรคเบาหวานที่มีโรคไตร่วมด้วยจึงควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการรับประทานอาหารอย่างถูกต้อง สามารถศึกษาการรับประทานอาหารเพิ่มเติมได้ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
https://www.youtube.com/watch?v=qwHbi9RjFsQ
        
3) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่อย่าออกหักโหม งดกีฬาที่เสี่ยงต่อการปะทะ เพิ่มแรงดันภายในร่างกาย เช่น เล่น weight วิดพื้น ลุก-นั่ง (sit-up) เป็นต้น
        
4) ลดน้ำหนัก อย่าให้มีปัญหาน้ำหนักเกิน
        
5) ควรงดบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง ดังนั้นควรเลี่ยงการสูบบุหรี่
        
6) ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ ผู้เป็นโรคเบาหวานมักมีความผิดปกติของเส้นประสาท ทำให้กระเพาะปัสสาวะทำงานบกพร่อง และอาจส่งผลร้ายต่อการทำงานของไตได้ ผู้ป่วยจึงควรเฝ้าสังเกตความผิดปกติ เมื่อมีอาการปัสสาวะไม่สุด ต้องเบ่ง มีการคั่งค้างหรือมีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
        
7) ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในช่วงไม่เกิน 130/80 มิลลิ เมตรปรอท เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยต้องเอาใจใส่ เพราะหากละเลยอาจทำให้หัวใจ สมอง และไตทรุดตัวลงเร็ว
        
8) ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาในกลุ่ม NSAIDs (Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs) ทุกชนิด ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยา เพื่อลดความเสี่ยงที่ยากลุ่มนี้จะทำลายไต
        
9) ควรติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับตรวจปัสสาวะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจหาปริมาณไข่ขาวอัลบูมินรั่ว
ออกไปทางปัสสาวะ และควรเจาะเลือดวัดค่าครีอะตินีนในเลือดเพื่อคำนวณค่าการทำงานของไต ปีละ 1 ครั้ง

โดยสรุป
        
เบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของโรคไตเรื้อรัง การตรวจที่สำคัญในการค้นหาภาวะ “เบาหวานลงไต” คือการตรวจหาปริมาณไข่ขาวอัลบูมินในปัสสาวะโดยตรง การวัดความดันโลหิต และการตรวจวัดระดับครีอะนินในเลือกเพื่อคำนวณค่าการทำงานของไต (GFR) และเมื่อมีเบาหวาน หรือมี “เบาหวานลงไต” แล้ว ควรปฏิบัติตัวตามหลัก 9 ประการ เพื่อป้องกันไม่ได้เกิด “เบาหวานลงไต” และช่วยชะลอไม่ให้ไตที่เป็น “เบาหวานลงไต” ทรุดโทรมเร็ว จนเกิดเป็นเบาหวานลงไตระยะสุดท้าย หมั่นดูแลรักษาตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สุขภาพไตแข็งแรง อยู่กับเรานาน ๆ และอย่าลืมดูแลจิตใจตัวเองเช่นกันนะครับ คิดดี ทำดี พอดี และอย่าประมาทนะครับ
        
ข้อมูลจาก ศ.นพ.เถลิงศักดิ์ กาญจนบุษย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ

.......................................................
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 29