อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

"ร.ต.สุเทพ วงศ์กำแหง" ตำนาน "เสียงขยี้แพรในฟองเบียร์"

"ผมเคยฝันไว้ว่า...จบมาแล้วอยากเป็นช่างเขียนรูป” ...เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ “นักร้องระดับตำนานของเมืองไทย” นามว่า “ร.ต.สุเทพ วงศ์กำแหง” ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง) “ทีมวิถีชีวิต” มีโอกาสนั่งจับเข่าพูดคุยกับ...เจ้าของฉายา “เสียงขยี้ฟองเบียร์” อาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2563 เวลา 10.30 น.


"ผมเคยฝันไว้ว่า...จบมาแล้วอยากเป็นช่างเขียนรูป ...เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ นักร้องระดับตำนานของเมืองไทยนามว่า ..สุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง) ที่ได้เคยบอกเล่าเกี่ยวกับ ความฝัน ของตนเองไว้ คราวที่ ทีมวิถีชีวิต ได้มีโอกาสนั่งจับเข่าพูดคุยกับเขา...เจ้าของฉายา เสียงขยี้ฟองเบียร์คนนี้ ในขณะที่นักร้องระดับตำนานคนนี้อยู่ใน วัย 68 ปี ซึ่งตีพิมพ์ลงใน คอลัมน์วิถีชีวิต หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ..2545 ...มาวันนี้วงการเพลงไทยสากลและวงการบันเทิงไทยได้รับข่าวเศร้า ข่าวการจากไปของศิลปินแห่งชาติท่านนี้ในวัย 86 ปีทั้งนี้ เพื่อเป็นการร่วมไว้อาลัย วันนี้ ทีมวิถีชีวิต จึงขอพาไปร่วมรำลึกถึงนักร้องระดับตำนานท่านนี้กันอีกครั้ง...  
                   
e e e e
      
ประวัติโดยสังเขปของนักร้องเสียงขยี้ฟองเบียร์ท่านนี้ ข้อมูลโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ระบุไว้ว่า ..สุเทพ วงศ์กำแหง เกิดที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2477 ซึ่งตลอดชีวิตของศิลปินแห่งชาติท่านนี้ เป็นศิลปินนักร้องเพลงไทยสากลที่มีผลงานดีเด่นทั้งในและนอกประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลงานขับร้องที่แสดงถึงความสามารถอันสูงส่ง ทั้งยังได้พัฒนาวิธีการขับร้องเพลงไทยสากลอย่างไพเราะและงดงามในศิลปะแขนงนี้ จากความสามารถดังกล่าวยังส่งผลให้ได้รับพระราชทานรางวัลแผ่นเสียงทองคำไม่น้อยกว่า 5 ครั้ง และได้รับรางวัลเสาอากาศทองคำในฐานะนักร้องยอดเยี่ยมถึง 2 ครั้ง ไม่นับรวมรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง) ปี 2533


      
อนึ่ง เมื่อครั้งที่ศิลปินแห่งชาติท่านนี้อยู่ในวัย 68 ปี ได้เคยสะท้อนถึงเส้นทางชีวิต ผ่านเรื่องราวที่ผ่านมาของเขากับ ทีมวิถีชีวิตว่า... ก่อนชีวิตจะมาเริ่มต้นบนถนนคนขายเสียงนั้น ตอนที่กำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนเพาะช่าง เขาได้ตั้งเข็มหมุดในชีวิตว่า... จะเป็นช่างเขียนรูปในอนาคต แต่ก็นั่นแหละ...ชีวิตมันยิ่งกว่าละคร เมื่อเพื่อนคนหนึ่งคือ บุญสร้าง เอกสุภาพันธ์ ได้ชวนให้เขาไปร้องเพลงประกอบละครวิทยุที่สถานีวิทยุ 1 ป.ณ. ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาให้ชีวิตของเขาต้องผูกพันโดยบังเอิญกับ ไศล ไกรเลิศ ที่ต่อมาภายหลังกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้ชื่อ สุเทพ วงศ์กำแหง ได้แจ้งเกิดในวงการเพลง...
      
ตอนนั้นพอดีเพื่อนมาชวนให้ไปร้องเพลงละครวิทยุ ซึ่งเห็นว่าน่าจะมีเพลงที่ร้องนอกจากเพลงรำวงทั่ว ๆ ไป ซึ่งพอดีว่าผมรู้จักกับพี่ไศลอยู่แล้ว เพราะพี่ไศลอยู่ข้างบ้านผม ซึ่งผมรู้ว่าแกเป็นนักแต่งเพลง ผมก็เลยไปขอยืมเพลงพี่เขามาร้อง นั่นก็คือเพลงแทบตักเทวีซึ่งเป็นเพลงแรกในชีวิตที่ผมได้ร้องแบบจริงจัง


      
นอกจากนี้ เขายังได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตเขาพลิกผันเข้าสู่วงการเพลงอีกว่า... หลังจากนั้นชีวิตว่าที่ช่างเขียนรูปของเขาก็พลิกผันไปไกล เมื่ออาจารย์ไศลได้ชักชวนให้เขาเข้าไปช่วยเขียนโน้ตเพลงให้ เพราะเห็นว่าจบช่างเขียน-ช่างวาดมา และก็เลยจับพลัดจับผลูได้เป็น  นักร้องทดสอบ ซึ่งมีหน้าที่คอยร้องเพลงฆ่าเวลาก่อนที่นักร้องตัวจริงจะมา... จนได้มาเจอกับ 2 บรมครูเพลงอย่าง สง่า อารัมภีร และ สมาน กาญจนผลิน ที่มองเห็นแววและติดอกติดใจในน้ำเสียงของเขา จึงตัดสินใจให้ลองอัดแผ่นเสียงเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยมีเพลง รำพึงรำพันเป็นเพลงแรกในชีวิต
        
อย่างไรก็ตาม แต่เพลงที่ทำให้นักฟังเพลงรู้จักและยอมรับชื่อ สุเทพ วงศ์กำแหงเพลงที่สร้างความนิยมจนพุ่งขึ้นถึงขีดสุด ก็คือเพลงที่เป็นอมตะอย่าง รักคุณเข้าแล้ว  ซึ่งจุดเด่นของเพลงนี้คือมีการใช้คำว่า คุณ-ผม แทนคำว่า ฉัน-เธอ และด้วยน้ำเสียงที่กลั่นกรองอย่างสุดหัวใจ ทำให้นักเขียนนามอุโฆษที่สนิทกันอย่าง รงค์ วงษ์สวรรค์ ถึงกับขนานนามเสียงของเขาว่า...
      
เสียงขยี้แพรในฟองเบียร์
      
...แต่แล้วชีวิตชายชื่อ สุเทพ วงศ์กำแหงก็พลิกผันอีกครั้ง เมื่อ มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้ถลำตัวเข้าสู่แวดวงการเมือง จนต้องหลบลี้หนีภัยไปอยู่ต่างแดนเกือบ 3 ปี!! โดยเขาได้เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ว่า...
      
ปี 2500 ผมเดินทางไปร้องเพลงที่ฮ่องกงกับคณะของ สุวัฒน์ วรดิลก จากนั้นคณะเขาก็เลยไปแสดงต่อที่จีน ซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งถือว่าเสี่ยงมาก และครั้งนั้นเองก็มีโอกาสพบกับบุคคลสำคัญ เช่น โจว เอิน ไหล กับ เหมา เจ๋อ ตุง ซึ่งเมื่อรัฐบาลไทยรู้ข่าวก็ตั้งข้อหาเลยว่าไม่จงรักภักดีมั่งล่ะ เอนเอียงไปทางฝั่งซ้ายมั่งล่ะ โดยกล่าวหาคุณสุวัฒน์ เราก็เลยตัดสินใจไม่กลับประเทศ แต่บินตรงไปประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก็ถือโอกาสไปเรียนต่อด้านศิลปะซะเลย
      
เขาเล่าไว้อีกว่า... ชีวิตในช่วงนี้ของเขานั้นถือว่าเป็นช่วงที่ลำบากมากช่วงหนึ่ง เนื่องจากเป็นการเดินทางไปแบบกะทันหัน ส่งผลให้งานเพลงที่กำลังทำท่าจะดีมีอันต้องหยุดชะงักงันลง ครั้นพอได้กลับมาเมืองไทย ก็ไม่ค่อยมีเงิน แต่นับว่าโชคยังดีเพราะยังมีแฟนเพลงที่ชื่นชอบผลงานอยู่ และยังอยากได้ยินเสียงร้องของเขาอีก เขาจึงได้เริ่มลงมืออัดแผ่นเสียงอีกครั้งหนึ่งอย่างถี่ยิบอย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เพลงในยุคนี้ในขณะนั้นของเขาเป็นเพลงที่เร่งรีบทำให้
ทันกับความต้องการของตลาด จึงทำให้ขาดความละมุนละไมลงไปมาก เพราะเน้นที่ปริมาณมากกว่าที่จะเฟ้นกันในเรื่องคุณภาพ โดยเขาเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นว่า...
      
ช่วงนี้เองที่ถือว่าเป็นช่วงที่มีการอัดแผ่นเสียงที่เป็นของตัวเองมาก บางทีแทบจะเห็นเนื้อเพลงกันหน้าห้องอัดเลย บางเพลงมาเห็นเนื้อตอนหลังก็ยังจำไม่ได้เลยทีเดียว แต่ก็ยังมีเพลงที่เรียกได้ว่าดีที่สุด ดังที่สุด อยู่หนึ่งเพลง นั่นก็คือเย้ยฟ้าท้าดินซึ่ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ
      
ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจาก เพลงแล้ว กับการเมือง ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับเส้นทางชีวิตของ สุเทพ วงศ์กำแหงมาโดยตลอด ซึ่งเมื่อครั้งที่เดินทางกลับมาจากญี่ปุ่น การเมืองก็ได้เข้ามาใกล้ชิดกับชีวิตสุเทพอีกครั้ง ในปี 2509 เมื่อเขาเริ่มกลับมาจับปากกาเขียนหนังสือลงใน ฟ้าเมืองไทย และได้รับคำแนะนำจากนักอ่านท่านหนึ่งว่าเขียนแต่เรื่องใกล้ตัว ทำไมไม่เขียนอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมบ้าง ซึ่งจากจุดนี้เองที่ทำให้เกิดความคิดที่จะศึกษาและติดตามเรื่องของสังคมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการเมือง จนนำมาสู่การตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งในเวลาต่อมา โดยเริ่มจากลงสมัคร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (..) ในนามพรรคพลังใหม่ ของ นพ.กระแส ชนะวงศ์ ในปี 2518 แต่สอบตก พอปี 2519 จึงตัดสินใจลงสมัครในตำแหน่งทางการเมืองที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม คือลงสมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (..) นครราชสีมา แต่ก็พลาดเป็นหนสอง เพราะไปเจอกระดูกชิ้นใหญ่อย่าง พล..ชาติชาย ชุณหะวัณ จนมาประสบความสำเร็จก็ในการลงสมัครครั้งที่ 3 ของชีวิต และได้เป็น ส.ส.โคราชสมใจ ในปี 2522 และก็อยู่จนครบเทอมถึงปี 2526 จากนั้นจึงลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในปีนั้น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก จนปี 2531 ถึงได้ตำแหน่ง ส.ส.อีกครั้งจากการลงสมัครที่เขต 2 กรุงเทพฯ โดยศิลปินแห่งชาติท่านนี้เล่าให้เราฟังไว้ว่า...
      
จริงแล้ว ๆ ผมเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ช่วงปี 2513-2515 เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ซึ่งยุคนั้นบ้านเมืองตกอยู่ใต้อำนาจทหาร ช่วงนี้ได้รู้จักกับนักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยหลายคน ทั้ง ธีรยุทธ บุญมี, ประสาร มฤคพิทักษ์ หรือ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และเขาก็ทิ้งท้ายไว้ว่า... เขาพบว่า...คนบางคนเมื่อเวลาผ่านไปก็ทำให้แนวคิดเปลี่ยนตาม
      
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่เขาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็ทำให้มีโอกาสได้สนิทสนมกับ หงา คาราวาน หรือ สุรชัย จันทิมาธร ซึ่งสุเทพบอกว่าในฐานะที่เป็นคนทำเพลงเหมือนกันเขามองว่าเพลงของหงากับพวกพ้องขึ้นมาได้ถูกจังหวะมาก อีกทั้งเพลงเพื่อชีวิตในยุคนั้นก็มีแง่คิดมากมาย โดยหนึ่งในเพลงของคาราวานที่สุเทพบอกว่าชื่นชอบก็คือเพลง คนกับควาย ซึ่งเขาได้พูดถึงหงาเอาไว้ว่า...  หงาจะซื่อ ๆ ไม่ค่อยมีจริตมารยา แต่มีความคิดเป็นตัวเอง มีจุดยืน มีสมอง มั่นใจตัวเองสูงด้วย บางครั้งบางเรื่องนี่ต้องถึงขนาดขู่กันเลย เช่นเรื่องใส่รองเท้าเนี่ย บางทีผมต้องบังคับให้เขาใส่ ก็ผูกพันกันพอสมควร ผมนี่แหละอยู่เบื้องหลังการแต่งงานครั้งแรกของหงาเขา โดยเป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอสาวให้เขากันเลยถึงสมุทรสาคร
      
ในฐานะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับ ถนนการเมืองไทย มาไม่น้อย เราก็อดจะถามถึงมุมมองของศิลปินแห่งชาติท่านนี้ต่อการเมืองไทยในยุคสมัยนั้นไม่ได้ โดยเขาได้บอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า... การเมืองที่ผมพบพานมา ผมพบว่า...มีการใช้กลวิธี มีการเล่นเกมระหว่างผู้เข้าแข่งขัน มีทั้งรูปแบบที่เปิดแจ้งและในทางลับ ทั้งจากฝ่ายตรงข้ามหรือแม้กระทั่งจากคนภายในพรรคเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผมยังคิดว่า... รัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องที่ดีอยู่ แต่คนใช้นี่สิที่ไปทำไม่ดี คือบางครั้งชอบสร้างความคลุมเครือ จนทำให้ชาวบ้านสับสน  ...เป็นมุมมองของนักร้องระดับตำนานเจ้าของฉายาเสียงขยี้ฟองเบียร์คนนี้ ที่มีต่อ การเมืองไทยในอดีต ที่เมื่อนำกลับมานั่งไล่อ่านตามบรรทัดอีกครั้ง ก็ฉายภาพการเมืองไทยปัจจุบัน ได้ไม่มากก็น้อย ก็ฉายภาพได้ว่า... เปลี่ยนผ่านไปหรือไม่จากในอดีต???
      
ย้อนกลับมาที่เรื่องของ “เส้นทางชีวิต” ของศิลปินระดับตำนานของไทยท่านนี้ ด้วยความที่ชีวิตต้องเผชิญความผันผวนของยุคสมัยมาโดยตลอด จึงทำให้ อำนวย จั่นเงิน ซึ่งเป็นบรรณาธิการดูแลการจัดพิมพ์ หนังสือที่ระลึกคอนเสิร์ตลืมไม่ลง 40 ปี สุเทพ วงศ์กำแหง ได้วิเคราะห์เส้นทางในอาชีพนักร้องของเขาไว้ว่า... แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือ... ยุคเริ่มต้น ที่ส่วนใหญ่จะเป็นบทเพลงที่ร้องขึ้นเพื่อใช้ประกอบละครและภาพยนตร์ ซึ่งเป็นยุคที่แจ้งเกิดชื่อ สุเทพ วงศ์กำแหง อาทิ... รักคุณเข้าแล้ว, คุณจะงอนมากไปแล้ว, มนต์รักในฤดูร้อน, ลืมรัก, สวรรค์มืด, ลาก่อนวันนี้ ซึ่งใช้ร้องประจำทุกค่ำคืนในยุคที่ไนท์คลับยังเฟื่องฟู ส่วน ยุคที่สอง เป็นยุคที่เรียกว่า ยุคฟื้นฟูชื่อเสียง เป็นช่วงที่เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น และเป็นช่วงที่ต้องจำใจยอมรับงานมากที่สุด เพราะกำลังจน  แต่จะอย่างไรในยุคนี้เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นนักร้องชายที่มีแฟนเพลงให้ความนิยมสูง ทั้งยังมีงานโชว์ตัวชุกที่สุดคนหนึ่ง และ ยุคสุดท้าย คือ ยุคที่สาม เป็นยุคที่เรียกว่า ยุคสูงสุด เมื่อเขาเดินทางถึงจุดสูงสุดแล้ว ดังนั้นการร้องเพลงในยุคนี้จึงเป็นการกลั่นกรองอย่างมาก
          
...นี่เป็นทางเดินในชีวิตของนักร้องระดับตำนานท่านนี้ และความที่มีผลงานเพลงต่อเนื่องนับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มจับไมค์เป็นต้นมา ก็ได้เคยมี
การบันทึกว่า... สุเทพ วงศ์กำแหง มีผลงานเพลงที่ร้องทั้งหมดกว่า5,000 เพลง!!! ซึ่งกับเรื่องนี้ ในครั้งนั้นศิลปินแห่งชาติท่านนี้ได้บอกกับ
“ทีมวิถีชีวิต” ไว้ว่า...


      
ช่วงที่พยายามรวบรวมจำนวนและรายชื่อเพลงที่เคยร้องทั้งหมดนั้น เขาพบว่า... มีปัญหาอย่างมาก นั่นคือ1.บางเพลงก็รวบรวมไม่ได้ 2.บางเพลงก็ติดปัญหาลิขสิทธิ์ และ 3.บางเพลงก็จำไม่ได้ว่าเคยร้องไว้หรือเปล่า ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีใครเป็นคู่แข่งหรือเปล่า ถ้าเป็นแนวเดียวกันก็ยังไม่เห็นนะ เพราะอย่าง แฟรงค์ ซินาตร้า นี่ผมก็ว่าผมร้องเพลงเยอะกว่าเขานะ ซึ่ง 5,000 กว่าเพลง หากสามารถรวบรวมและมีข้อมูลที่ยืนยันได้แน่นอนชัดเจน ผมว่า...ผมก็มีสิทธิจะถูกบันทึกเป็นสถิติโลกในหนังสือ กินเนสบุ๊ก ว่า...เป็นนักร้องชายที่ร้องเพลงมากที่สุดในโลก ได้เหมือนกันนะ
                  
e e e e
       ...นี่เป็นเรื่องราวของ นักร้องที่เป็นตำนานของเมืองไทย ที่เคยนั่งเปิดใจถึง ชีวิต-แง่คิด กับทาง ทีมวิถีชีวิต ไว้ตั้งแต่ปี 2545
 ขณะที่อยู่ในวัย 68 ปี ที่วันนี้ ในปี 2563 ในขณะเขาอายุ 86 ปี วงการเพลงเมืองไทยต้องพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ กับการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเหลือไว้เพียง เสียงร้องระดับตำนานของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้...
      
นักร้อง เสียงขยี้แพรในฟองเบียร์
      
..สุเทพ วงศ์กำแหง”.

..................................................
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 52