อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

อย่าให้ "สองมาตรฐาน" เกิดในวงการสงฆ์

ช่วงนี้เกิดเหตุวุ่นวาย แต่ถ้าชีวิตเรามีกรอบแนวคิด มีหลักในการดำเนินชีวิต ความวุ่นวายต่าง ๆ มากระทบจากหนักก็จะกลายเป็นเบา พุธที่ 4 มีนาคม 2563 เวลา 11.00 น.


ในชีวิตผม มีจงรักภักดีอยู่ 2 สถาบัน คือ หนึ่ง มีศรัทธามั่นคงต่อพระพุทธศาสนาในฐานะเป็นศาสนาที่สอนให้ผมมีหลักในการดำเนินชีวิตท่ามกลางความวุ่นวายต่าง ๆ มากมาย และ สองในฐานะพลเมือง ผมมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะสถาบันแห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการกอบกู้ชาติบ้านเมืองและเป็นศูนย์กลางในการขจัดเพทภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองแห่งนี้

หากชีวิตเรามีกรอบแนวคิด มีหลักในการดำเนินชีวิต ความวุ่นวายต่าง ๆ หากมากระทบจากหนักก็จะกลายเป็นเบา ดีกว่าคนที่ไม่มีหลักในการดำเนินชีวิตอะไรเลย

เฉกเช่นเดียวกันองค์กรหรือสถาบันใด ๆ ก็ตามที่ดำเนินการแล้วไม่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงาน “เมื่อความยุติธรรมกลายเป็นอยุติธรรม และ ความอยุติธรรมกลายเป็นยุติธรรม” สังคมก็จะปั่นป่วนและก่อให้เกิดปัญหาทั่วไปในสังคม คนดูออกว่ามี “สองมาตรฐาน” ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้ง ดังเป็นเงื่อนไขหนึ่งของกลุ่มนักศึกษาที่กำลังจะเคลื่อนไหวอยู่ตอนนี้



ตอนนี้ในสังคมชาวพุทธกำลังกังขากับคำแถลงของโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พูดทำนองว่า “เมื่อพระสงฆ์ต้องคดีอาญาแล้วถูกกักขัง แม้ไม่ได้กล่าวคำลาสิกขา ก็ถือว่า..ขาดจากความเป็นพระ”

คำนี้กรณีนี้คล้าย ๆ กับพูดของ คุณเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่เคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า “จากการที่ตนได้สอบถามสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้แจ้งว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้วก็เท่ากับเป็นการสึกและแม้ได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี สมณะเพศก็ได้ขาดไปแล้ว แต่สมณะศักดิ์หรือยศนั้นเป็นพระราชอำนาจดังนั้นเรื่องนี้จึงหมดจากสำนักพุทธฯ ไปแล้ว ถือว่าได้ขาดจากความเป็นพระแล้ว..”

แต่สุดท้าย..ท่านก็มาแก้ข่าวว่า มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เรื่องนี้ก็ซาลงไป

เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ผมสอบถามกรรมการมหาเถรสมาคมอย่างน้อย 2 รูป ได้ความว่าเป็นแค่คำรายงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภาให้ “มหาเถรสมาคม รับทราบ” มิใช่ “มติมหาเถรสมาคม” เมื่อสำนักงานพุทธรายงานมาก็มีกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปตั้งคำถามสุดท้ายคือ “ให้ไปศึกษามาใหม่” ทำนองตีตกนั่นเอง



แต่เมื่อผมฟังคำพูดของโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ช่วงแรกท่านก็ยึดหลักกฎหมายถูกต้อง แต่ตอนตอบนักข่าว..ท่านก็อาจตอบถูกในทางกฎหมายเบื้องต้นแต่ในทาง “พระวินัย และจารีตประเพณีของคณะสงฆ์” ผมว่าไม่ใช่

คณะสงฆ์ไทย มีหลักอันเป็นวิถีปฎิบัติอยู่ 3 ส่วน คือ พระธรรมวินัย,กฎหมายบ้านเมืองและจารีตประเพณี อันดับแรกที่คณะสงฆ์สายเถรวาทบ้านเรายึดเป็น “สมณสรณะ” คือ พระวินัย เป็นแนวทางปฎิบัติมาแล้ว 2500 กว่าปี หากคณะสงฆ์ไทยหรือมหาเถรสมาคมไม่ยึดหลักอันนี้ ไม่นานเกินรอ องค์กรสงฆ์บ้านเราก็ล่มสลาย เพราะฉะนั้นมหาเถรสมาคมต้อง ยึด พระวินัยให้มั่น อย่าให้ฝ่ายบ้านเมืองหรือฆราวาสมาทำลาย “หลักพระวินัย” อย่าให้ “อคติส่วนบุคคล” มาทำลายล้างคณะสงฆ์ ส่วนกฎหมายของบ้านเมือง เขาจะเปลี่ยนเขาจะควบคุมสังคมอย่างไรคณะสงฆ์ก็ต้องคล้อยตาม แต่หลักพระวินัย ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ต้องตีความอะไร

พระภิกษุจะขาดจะความเป็นพระได้ มิใช่จะพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งหรือกรรมการมหาเถรสมาคมรูปใดรูปหนึงชี้ขาดได้มิใช่มีรัฐมนตรีหรือท่านใดท่านหนึ่งตัดสินใจได้ อย่างน้อยมันมีองค์ประกอบของมัน



ดังที่ ศ.พิเศษ ดร.จำนงค์ ทองประเสริฐ (ราชบัณฑิต) ท่านเขียนไว้ว่า การลาสิกขาของพระนั้นจะถือว่าลาสิกขาโดยเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อพระภิกษุรูปนั้นได้กล่าวคำลาสิกขาตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้เท่านั้น ต้องเป็นการกล่าวต่อหน้าผู้รู้ความ เข้าใจความ และรู้ภาษาความหมายในคำกล่าวนั้นและเป็นการกระทำในขณะมีสภาพจิตใจเป็นปกติ ไม่ได้ถูกบังคับ ขู่เข็ญขืนใจ ดังนี้
1) ท่านเบื่อความเป็นพระแล้ว มีจิตที่จะลาสิกขาและท่านต้องตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะลาขาดจากความเป็นพระภิกษุ
2) ต้องเป็นการกล่าวคำลาสิกขาตามขอบเขตที่พระวินัยกำหนดไว้และต้องเข้าใจความหมายในคำกล่าวนั้นด้วย
3) ต้องเป็นการกล่าวคำลาสิกขา ณ ปัจจุบันเท่านั้น จะไปอ้างเอาคำกล่าวในอดีตหรืออนาคตมาพูดไม่ได้
4) ท่านต้องเปล่งวาจาลาสิกขาด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้ตำรวจ หรือใครพูดแทน
5) พระภิกษุที่ลาสิกขา และผู้รับการลาสิกขา ต้องมีสภาพจิตใจเป็นปกติเข้าใจและรู้ความหมายในคำกล่าวลาสิกขาและบุคคลทั้งสองนั้นต้องไม่มีเวทนาหรือถูกบังคับบีบคั้นขู่เข็ญคุกคามขืนใจ
6) ต้องเป็นการกล่าวเจาะจงเฉพาะต่อหน้า และผู้อยู่ในสถานที่ลาสิกขาเข้าใจความหมาย
การลาสิกขาจึงจะสมบูรณ์ทันที แต่ถ้าบุคคลเหล่านั้นฟังแล้วยังมึนงง ไม่เข้าใจว่า พูดอะไรไม่ถือว่าเป็นการลาสิกขา ความเป็นพระภิกษุยังคงมีอยู่

ดังนั้น ตามหลักพระธรรมวินัย การลาสิกขาจะทำต่อหน้าพระภิกษุด้วยกันเท่านั้น จะทำต่อหน้าฆราวาส เช่น ตำรวจ หรือบุคคลอื่นใด ไม่นับว่าเป็นการลาสิกขา ก่อนลาสิกขาต้องแจ้งพระอุปัชฌาย์ให้อนุญาตก่อน ถ้าพระอุปัชฌาย์ไม่อยู่ก็เป็นอาจารย์ผู้ปกครอง ถ้ามิเช่นนั้น ก็ถือว่า หนีสึก

อันนี้คือทางพระวินัย ที่คณะสงฆ์สายเถรวาทบ้านเรายึดถือกันมานานกว่า 2500 ปีแล้ว



ส่วนทางกฎหมายบ้านเมือง ศาลฎีกาก็เคยตัดสินแล้ว “ถ้าพระภิกษุไม่กล่าวคำลาสิกขา ถือว่า ไม่ขาดจากความเป็นพระ” อันนี้ถือว่าสิ้นสุด

คำว่า “สองมาตรฐาน” ที่กำลังกึกก้องและนักศึกษากำลังจะ “เคลื่อนพล” อยู่ ณ ตอนนี้อย่าให้เกิดขึ้นกับ “วงการพระสงฆ์” บ้านเรา

ความรักในสถาบันสงฆ์ผมบวชเรียนมา 15 ปี คงไม่ต้องบรรยายว่า ศรัทธามั่นคงแค่ไหนต่อสถาบันสงฆ์และพระพุทธศาสนาอย่างไร ที่พูดและเขียนบ่อย เพื่อให้คณะสงฆ์เห็นภาพในมุมมองบางส่วน

ยิ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมได้รับโปรดเกล้าเป็น “มหาเปรียญ” รับพัดยศจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ราชกาลที่ 10 และยิ่งได้ซึมซับถูกอบรมสั่งสอนให้มีความจงรักรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นานนับสิบปียิ่งกว่าโรงเรียนนายร้อยด้วยซ้ำไป ทำให้รู้ว่าสถาบันสงฆ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์มีความเกื้อกูลกัน ขาดกันมิได้

ผมจึงเชื่อยังสุดหัวใจว่า พระพุทธศาสนาอยู่ได้ ทุกสถาบันอยู่รอด ฉะนั้น อย่าให้มหาเถรสมาคมในฐานะผู้ขับเคลื่อนองค์กรสงฆ์และพุทธศาสนาเสียหลักการไปทำลาย พระวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติเอาไว้ เพื่อไปเอื้อต่อกฎหมายบ้านเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา..
.................................
คอลัมน์ : ริ้วผ้าเหลือง
โดย “เปรียญ10” : riwpaalueng@gmail.com.
ขอบคุณภาพ..สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    95%
  • ไม่เห็นด้วย
    5%

บอกต่อ : 319