อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

เตรียมรับ"โควิด-19"ถล่มเศรษฐกิจไทยหนักกว่าต้มยำกุ้ง

โรคระบาดครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อ “ซัพพลายเชน” ระหว่างประเทศอาจจะหนักกว่าที่คิด หากเทียบกับสมัยไข้หวัดซารส์การผลิตอุตสาหกรรมเกิดในจีนเพียง 5% ของโลก แต่ปัจจุบันกว่า 20% พฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 น.


จนถึงขณะนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายทั้งชีวิตผู้คนและเศรษฐกิจมากมาย ตอนนี้มีผู้ป่วยกว่า 9 หมื่นคน มีผู้สังเวยชีวิตทะลุ 3,000 คนแล้ว ระบาดลุกลามไปแล้ว เกือบ 70 ประเทศทั่วโลกและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
 
ส่วนเศรษฐกิจนั้นยิ่งหนักหนาสาหัส “ธนาคารโลก” ได้ประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูลการระบาด ว่า จีดีพี.ของทั้งโลกน่าจะถดถอยลงราว 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรุนแรงกว่า ซาร์ราว 70 เท่า และไม่สามารถประเมินได้ว่า ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ว่าเสียหายมากน้อยแค่ไหน


 
โรคระบาดครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อ “ซัพพลายเชน” ระหว่างประเทศอาจจะหนักกว่าที่คิด หากเทียบกับสมัยไข้หวัดซารส์การผลิตอุตสาหกรรมเกิดในจีนเพียง 5% ของโลก แต่ปัจจุบันกว่า 20% ดังนั้น ความเสียหายย่อมจะมากกว่าและไม่น้อยกว่าสงครามการค้าอย่างแน่นอน
 
ที่ผ่านมาไทยเองก็เจอปัญหารุมเร้ามากมายทั้งฝุ่นพิษ พีเอ็ม 2.5 ปัญหาภัยแล้งแถมยังต้องเจอพิษโควิด-19 มาซ้ำเติม เศรษฐกิจยังนอนซมยังไม่ฟื้น ธุรกิจท่องเที่ยวต้องอัมพาต พัทยา ภูเก็ต นักท่องเที่ยวทรุดฮวบกว่า 80% สูญเสียรายได้กว่า 3 แสนล้านบาท เฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจโรงแรมตอนนี้ถึงขั้นเจ้าของโรงแรมหลายรายเริ่มถอดใจเร่ขายกันแล้ว แหล่งบันเทิงในพัทยาภูเก็ตหลายแห่งเงียบเหงาบางแห่งปิดตัวโดยไม่จ่ายเงินเดือนพนักงาน รอจนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นจึงจะกลับมาเปิดใหม่ ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าในเมืองที่รองรับลูกค้าจากจีนทุกวันนี้เงียบเหงาคนขายของนั่งตบยุงบางแห่งประท้วงขอให้ลดค่าเช่าเพราะอยู่ไม่ได้
 
คนในแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจท่องเที่ยวตอนนี้อาการอยู่ขั้นโคม่ามีเงินจ่ายเงินเดือนลูกน้องไม่มีเงินสดในมือจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยก็ได้พึ่งพาอาศัย ธุรกิจท่องเที่ยวช่วยประคับประคองเอาไว้ในยามที่ภาคส่งออกมีปัญหาโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ในแต่ละปีจะมีกว่า10 ล้านคน ที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยแต่วันนี้แทบไม่เหลือ


 
นอกจากเรื่องท่องเที่ยวแล้วไทยยังนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นเป็น 45.62 พันล้านดอลลาร์ หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 12 เท่า มูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนในช่วงเวลาเดียวกันก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 5.1 เท่า คือจาก 5.69 เป็น 20.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
 
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาอาศัยจีนค่อนข้างมากด้วยแต่วันนี้พิษไข้หวัดโควิด-19 ทำให้การค้าระหว่างไทยจีนต้องชะงักงัน ซัพพลายเชนต่างๆเดี้ยงไปหมด 

วิกฤติปี 63 หากจะเทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 40 คราวนี้หนักหนาสาหัสกว่าหลายเท่า ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัญหาการส่งออกทรุดหนัก สินค้าเกษตรเจอค่าเงินบาทแข็งกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ การลงทุนชะลอตัวอย่างหนัก  ธุรกิจรายย่อยไม่ต้องพูดถึงตายสนิทมานานแล้ว


 
คราวนั้นวิกฤติปี 40 เป็นวิกฤติของคนรวยที่ไปกู้เงินดอกเบี้ยถูกมาใช้และสถาบันการเงินที่กู้เงินต่างประเทศมาปล่อยกู้ในประเทศจึงกระทบกลุ่มนี้ก่อน เริ่มจากธุรกิจธนาคารก่อนแล้วค่อยลามลงมาถึงโรงงานอุตสาหกรรมและธุรกิจทั่วไป บริษัทต่างๆเลิกจ้างพนักงาน โรงงานก็ลอยแพคนงานกระทบคนในเมือง แต่ไม่กระทบภาคเกษตร ไม่กระทบคนในชนบท แม้ตกงานในเมืองยังมีชนบท มีภาคเกษตรรองรับกลับไปตั้งหลักได้ 
 
เมื่อเกิดวิกฤติแบงก์ชาติประกาศ”ลอยตัว”ค่าเงินบาท ทำให้เงินบาทอ่อนค่าจาก 25 บาทไปถึง 52 บาท เป็นโอกาสทองของสินค้าเกษตรอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนเกษตรกรขายสินค้าได้ราคาสูง ทำให้เศรษฐกิจฐานรากแข็งแกร่ง พอที่รองรับลูกหลานตกงานในเมืองกลับมาพักพิงได้
 
แต่ในช่วงสี่ห้าปีมานี้ วิกฤติที่รุมเร้ากระทบกับเศรษฐกิจระดับล่าง เศรษฐกิจชุมชนอ่อนแรงไม่มีกำลังซื้อ นโยบายรัฐก็หลงทิศผิดทาง ยิ่งเกิดวิกฤติจากโควิด-19 มาซ้ำเติม กระทบตั้งแต่เศรษฐกิจฐานรากถึงระดับบน เดือดร้อนตั้งแต่คนจนชนบทกระทั่งชนชั้นกลางในเมืองธุรกิจทุกระดับเริ่มกระทบ
ฟันธงว่าวิกฤติโควิด 2563 เที่ยวนี้หนักกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 40 หลายเท่าเตรียมรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ ปีนี้ทั้งปีเหนื่อยแน่ๆ 
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”  
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    93%
  • ไม่เห็นด้วย
    7%

บอกต่อ : 126