อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563

รถสีเขียว

สิงคโปร์ประกาศแผน เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เลิกใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งเบนซินและดีเซล ในรถยนต์ ภายในปี พ.ศ. 2583 หรือไม่เกิน 20 ปีนับจากนี้ และเป็นประเทศแรกของภูมิภาคที่ประกาศกรอบเวลาชัดเจน          ศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2563 เวลา 07.30 น.

สิงคโปร์ประกาศแผน จะกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เลิกใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งเบนซินและดีเซล ในรถยนต์ ภายในปี พ.ศ. 2583 หรือไม่เกิน 20 ปีนับจากนี้ และเป็นประเทศแรกของภูมิภาคที่ประกาศกรอบเวลาชัดเจน
        
ทำให้ตอนนี้สิงคโปร์เข้าร่วมขบวนกับอีกหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก และนอร์เวย์ ที่ประกาศแผนเลิกใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมัน จีนประกาศแผนด้วยเช่นกัน แต่ไม่กำหนดกรอบเวลาแน่ชัด
        
ขณะที่บางประเทศที่กล่าวมา เสนอห้ามขายรถยนต์ใหม่ที่วิ่งด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่สิงคโปร์ล้ำหน้าไปอีกก้าว ด้วยการกำหนดให้รถยนต์ทุกคันที่วิ่งบนถนนสายต่าง ๆ ทั่วประเทศ ต้องวิ่งด้วยพลังงานสะอาดกว่า
        
นายเฮง สวี เกียต รัฐมนตรีคลังสิงคโปร์ เผยในระหว่างการแถลงร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อปลายเดือนที่แล้วว่า ภาคการขนส่งในประเทศ มีส่วนอย่างมากในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ไอซีอี (Internal Combustion
Engines) ยังมีส่วนในการก่อมลพิษทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชากร
        
การสร้างแรงจูงใจให้ปรับเปลี่ยนไปสู่ทางเลือกอื่น เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า  หรือ อีวี (Electric Vehicle) นายเฮง กล่าวว่า ผู้ซื้ออีวี จะได้รับเงินส่วนลดจากรัฐบาล สูงสุดคันละ 20,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (451,457 บาท) เมื่อแจ้งจดทะเบียนรถกับเจ้าหน้าที่
        
ภาครัฐและเอกชนสิงคโปร์ จะทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มจำนวนจุดชาร์จพลังงานไฟฟ้าสำหรับอีวี จาก 1,600 แห่งในปัจจุบัน เป็น 28,000 แห่ง ภายในปี 2573
        
นายเฮง บอกว่า สิงคโปร์วางเดิมพันสูงกับรถยนต์ไฟฟ้า การปรับเปลี่ยนนโยบายมาทางนี้ เนื่องจากอีวีคือเทคโนโลยีที่มีอนาคตสดใสที่สุด
        
อย่างไรก็ตาม นายเฮงไม่เผยรายละเอียด รัฐบาลมีวิธีการอย่างไร ในการลดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเพียงอย่างเดียว ที่มีอยู่บนท้องถนนในปัจจุบัน ภายในกรอบเวลา 20 ปีตามที่ประกาศ
        
ทางด้านมุมมองของนักวิเคราะห์ วอลเทอร์ เทไซรา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และผู้อำนวยการโครงการขนส่งในชุมชนเมือง (Urban Transportation Programme) มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์สิงคโปร์ กล่าวถึงแผนโครงการของรัฐบาลว่า ประเด็นหลัก อยู่ที่ว่า อุตสาหกรรมรถยนต์พร้อมหรือยัง หากยังไม่พร้อม และมีรถยนต์ปลอดมลพิษ   หรือปล่อยมลพิษต่ำ ไม่เพียงพอในตลาด  นโยบายไหนก็ไม่ได้ผล เพราะประชาชนจะมองว่าอีวีเป็นทางเลือกที่สูญเสียอย่างมาก
        
ส่วน สือ เหลียน เจย์ หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์ของบริษัทวิเคราะห์เทคโนโลยีเอบีไอ รีเสิร์ช กล่าวว่า แนวโน้มปัจจุบันในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์
        
ตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่อย่าง จีน อเมริกา หรือ อินเดีย ล้วนแต่มีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่อีวี แนวโน้มนี้ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก ต่างตื่นตัว เร่งทำการวิจัยและพัฒนาอีวีกันขนานใหญ่
        
ไม่เว้นแม้แต่บรรดาค่ายผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อหรูราคาแพง ที่ขึ้นชื่อเรื่องรถเครื่องยนต์กระหายน้ำมัน ต่างหันมาพัฒนาอีวี เพื่อไม่ให้ตกยุคที่กำลังเข้าสู่ยุคของยานยนต์พลังงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
        
สัตยา รามามูร์ธี ผู้อำนวยการแผนกสาธารณูปโภค รัฐบาลและอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ ของบริษัทตรวจสอบบัญชี “เคพีเอ็มจี สิงคโปร์” กล่าวว่า ภาระในการปรับเปลี่ยนไปสู่อีวี ควรเป็นของบริษัทจัดส่งเชื้อเพลิงฟอสซิล ตอนนี้บริษัทเชื้อเพลิงยักษ์ใหญ่ “รอยัล ดัตช์ เชลล์” ได้เริ่มสร้างจุดชาร์จพลังงานไฟฟ้าสำหรับอีวี ภายในสถานีบริการน้ำมันของบริษัทในสิงคโปร์ ตั้งแต่ปีที่แล้ว.

...............................................
เลนซ์ซูม
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 28