อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

'เขื่อน'สอดคล้องนิเวศ 'นวัตกรรมวิถี'ไซยะสู่หลวงพระบาง?

ปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา มีการจัดเวทีประชุมเกี่ยวกับ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยเป็นการจัดเวทีครั้งที่ 3 เพื่อ ชี้แจงข้อมูล โครงการฯ ตามระเบียบปฏิบัติ เรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง (PNPCA) และ รับฟังประเด็นข้อห่วงกังวล จากทุกภาคส่วน ศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2563 เวลา 11.40 น.


ปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา มีการจัดเวทีประชุมเกี่ยวกับ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ที่ศาลาประชาคม อ.เชียงคาน จ.เลย โดยเป็นการจัดเวทีครั้งที่ 3 เพื่อ ชี้แจงข้อมูล โครงการฯ ตามระเบียบปฏิบัติ เรื่องการแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง (PNPCA) และ รับฟังประเด็นข้อห่วงกังวล จากทุกภาคส่วน... ซึ่งโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ’เขื่อนหลวงพระบาง“ นี่ก็เป็นอีกโครงการในอนาคตอันใกล้ที่ "น่าจับตา"..

มีนัย ’ยึดโยงความเป็นไป“ ของ ’ลุ่มน้ำโขง“ เวทีดังกล่าวมีการจัดขึ้นเพื่อรวบรวมแนวคิดและท่าทีของเครือข่ายภาคประชาสังคมทางฝั่งประเทศไทย เพื่อเสนอไปยัง สปป.ลาว ได้พิจารณาประเด็นต่าง ๆ ทั้งในด้าน การประมง การอพยพของปลา ทางปลาผ่าน ตะกอน การกัดเซาะตลิ่ง ช่องทางเดินเรือ การเปลี่ยนแปลงด้านอุทกวิทยา ระบบนิเวศ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต มาตรการลดผลกระทบ มาตรการเยียวยา

ทั้งนี้ ทางตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคมลุ่มน้ำโขง ระบุว่า... ได้มีการแสดงถึงข้อกังวลต่าง ๆ ที่ภาคประชาชนเป็นห่วง ไปให้ สปป.ลาว ตอบกลับมาว่า...จะแก้ไขอย่างไร? จะดำเนินการอย่างไร? ซึ่งสุดท้ายแล้วก็จะ เอื้อประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งไทย-สปป.ลาว ที่น่าจับตา เพราะถือได้ว่าเป็นความร่วมมือระดับภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมเข้าถึงกิจการระหว่างประเทศมากขึ้น

เขื่อนหลวงพระบาง เพื่อการปั่นไฟ เป็นโครงการที่ สปป.ลาว มีแผนจะก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายประธานต่อจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี แต่จะทำอย่างไรจึงจะสามารถเอื้อประโยชน์ร่วมกัน เช่น การใช้น้ำระหว่าง 2 ประเทศ ทำอย่างไรไม่ให้มีผล กระทบ ให้แต่ละฝ่ายมีความพอใจในการใช้น้ำของแต่ละฝ่าย“ ...ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมลุ่มน้ำโขงระบุ พร้อมทั้งยังบอกด้วยว่า... นี่จะเป็นตัวอย่างหนึ่งในเรื่องของการ ’พัฒนาอย่างยั่งยืน“

ด้าน กัญจน์ วงศ์อาจ ประธานหัวหน้าคณะทำงานลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำโขง ส่วนที่ 5 จ.อุดรธานี ระบุถึง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ว่า... เป็นเอกสิทธิ์ของลาว ซึ่งข้อตกลงตามเอ็มอาร์ซี (Mekong River Commission : MRC) เป็นตัวประกอบ ตัวหลัก ๆ เลยก็คือการแจ้งเพื่อทราบ แต่ไม่มีอำนาจยับยั้ง ถ้าพร้อมเมื่อไรเขาสร้างแน่ ฉะนั้น เมื่อไม่มีอำนาจที่จะห้ามเขาสร้าง เราก็ขอว่าเขื่อนที่จะสร้างต้องเป็น ’เขื่อนที่สอดคล้องกับระบบนิเวศ“ มากที่สุด

ประเด็นตอนนี้คือ...จะทำอะไรต้องโอเปอร์เรตน้ำให้เหมาะสมกับฤดูกาล ให้เหมาะสมกับความต้องการ ต้องมองที่คนท้ายน้ำเป็นหลัก จะต้องฟังความคิดเห็นของคนที่อยู่ท้ายน้ำด้วย โดยการประชุมแสดงท่าทีต่อการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบาง...การคิดหรือข้อเสนออะไรก็แล้วแต่...มันยังไม่ใช่ข้อสรุป แต่ ประเด็นสำคัญก็คือ...จะต้องพัฒนาร่วมกัน และหาคำตอบทุกคำถาม ซึ่งถ้าข้อมูลไม่สมบูรณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ...การเกิดอุปทานหมู่ เกิดความกังวลไปหมด ไม่ว่าจะน้ำแล้ง น้ำท่วม

เขื่อนหลวงพระบาง” ที่จะสร้างต้อง มีรูปแบบการออกแบบด้านต่าง ๆ สอดคล้องกับระบบนิเวศลุ่มน้ำโขง ซึ่งคณะทำงานทั้งหลายที่ได้ ไปดูไปศึกษารูปแบบและการออกแบบก่อสร้างของ ’เขื่อนไซยะบุรี“ ด้วยตัวเองแล้ว เห็นว่า เป็นรูปแบบที่น่าจะเหมาะที่สุดในขณะนี้ที่มีอยู่ เป็นต้นแบบแนวคิดกระบวนการในการศึกษาออกแบบร่วมกันเพื่อให้ลดผล กระทบมากที่สุด ได้ประโยชน์สูงสุดกับพื้นที่ และยังเป็นต้นแบบเรื่องความแข็งแรงทางวิศวกรรม เป็นการก่อสร้างที่มีมาตรฐานสูง

เขื่อนไซยะบุรี ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ ซึ่ง การออกแบบเกิดจากภูมิปัญญาของท้องถิ่นด้วย โดยเสนอการออกแบบผ่านคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) แล้วสื่อสารต่อไปยังรัฐบาลลาวในการกำหนดให้มีการจัดการออกแบบก่อสร้างตามที่มีการเสนอ ซึ่งผู้ก่อสร้างก็ยอมที่จะดำเนินการตาม”

กรณีเขื่อนไซยะบุรีนั้นยอมเพิ่มงบประมาณอีกเกือบ 20,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเรื่อง...ระบบการเดินเรือ สะพานปลา การจัดการตะกอน ฯลฯ เริ่มจากมีการจำลองสภาพภูมินิเวศ แล้วทดลองเอาน้ำมาไหลจริง ๆ ทำจริง ๆ เขื่อนไซยะบุรียอมลงทุนส่วนนี้ โดยมีการทำแบบจำลองก่อนที่จะสร้างเขื่อนจริง เรื่องสะพานปลาเขาก็ยอม รับฟังข้อเสนอและยอมทำตามดีไซน์ที่มีการเสนอ มีการเพิ่มระยะทางของเส้นทางของปลา โดยทำเหมือนเป็นร่องน้ำ มีขั้นบันไดช่วยให้ปลาพักได้

เรื่องการจัดการตะกอน ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่ลงทุนจริง ๆ ทำไม่ได้ แต่ เขื่อนไซยะบุรีก็ยอมลงทุน มีการลงทุนเพิ่ม ในส่วนนี้เพื่อเพิ่มการระบายตะกอน โดยเจาะพื้นลงไปเพิ่มเติมจากแบบ มีบานประตูขนาดใหญ่สำหรับระบายตะกอนที่อยู่ใต้ฐานเขื่อนด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่สร้าง แต่ยังต้องดูแลบำรุงรักษาอย่างดีด้วย ซึ่งที่ผ่านมาเขื่อนอื่น ๆ ที่สร้างก่อนหน้าไม่มีตรงนี้

ทั้งหมดนี้ถือว่ามีธรรมาภิบาล...เราจึงยกโมเดลเขื่อนไซยะบุรีมาไว้เป็นมาตรฐาน เพราะฉะนั้น เขื่อนหลวงพระบางที่จะทำหลังจากนี้จะต้องไม่ผิดไปจากนี้ ต้องเทียบเท่า มาตรฐานต้องเท่านี้ หรือดีกว่านี้“

ทั้งนี้ กัญจน์ ยังเสริมด้วยว่า...โมเดล ’ไซยะบุรี“ นั้นเริ่มจากการระดมสมองจากภาคประชาชนเสนอมาตั้งแต่ต้น ถือว่าเป็นเขื่อนที่ ’สอดคล้องกับระบบภูมินิเวศปัจจุบันมากที่สุด“ ในตอนนี้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือความต้องการน้ำที่จะเป็นประโยชน์ร่วมกัน มีน้ำก็มีปลา ถ้าปลามีความอุดมสมบูรณ์ มีการบริหารจัดการที่ดี ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ โดยสิ่งที่ต้องเดินต่อไปคือ ส่งเสริมการอนุรักษ์ การขยายพันธุ์ มีระบบในการบริหารจัดการปลาแม่น้ำโขงให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป...

ทิ้งท้าย ทางประธานหัวหน้าคณะทำงานลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำโขง ส่วนที่ 5 ยังระบุถึงประเด็นสำคัญ นั่นคือ... การพัฒนาร่วมกันทุกมิติ” เพื่อให้เป็นการปรับตัว เปลี่ยนแปลง เรียนรู้ร่วมกัน พัฒนาไปให้ถึงขนาดเป็น ’นวัตกรรมวิถี“ ซึ่งคือการที่... นวัตกรรมใหม่ ๆ กับวิถีชีวิตเดิม ๆ... อยู่ร่วมกันได้...อย่างมีความสุข.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 64