อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563

ทำไมคนจีนจึงชอบดื่มน้ำร้อน

สัปดาห์นี้พูดถึงเรื่องของการดื่มน้ำของคนจีนที่ชอบดื่มน้ำร้อน และภาพที่คุ้นตาก็คือจะมีแก้วหรือขวดพกติดตัว ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเราไปดูคำตอบกัน อาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.


เมื่อกล่าวถึงการดื่มน้ำของคนจีนแล้วนั้น ภาพที่เรามักจะคุ้นตาก็คือ คนมักจะมีแก้วหรือขวดพกติดตัว ไปไหนก็เอาแก้วไปใส่น้ำร้อนมาดื่ม เรียกได้ว่าน้ำเย็นไม่ได้เลย จนเป็นที่แปลกใจให้กับคนจำนวนมากว่าคนจีนจะดื่มกันแต่น้ำร้อนเท่านั้นหรือ

แต่หากเราดูไปถึงธรรมเนียมการดื่มของคนจีนนั้น คนจีนนั้นแต่เดิมไม่ได้ดื่มแต่น้ำร้อนเท่านั้น และยิ่งไม่ได้ดื่มแต่เพียงน้ำชาร้อน ในประวัติศาสตร์แค่เพียงสมัย ราชวงศ์ซ่ง (พ.ศ.1503 – พ.ศ.1822) ก็พบว่ามีการดื่มชาเย็นในช่วงฤดูร้อน หรือแม้แต่ในตำรับยาจีนนั้นก็ไม่ได้บอกว่า ต้องดื่มแต่เพียงน้ำร้อนเท่านั้น หากแต่มีการใช้น้ำเย็นมารักษาในโรคภัยไข้เจ็บบางโรคด้วย

ความนิยมในการดื่มแต่น้ำร้อนนั้นมีมาตั้งแต่ในยุคปี พ.ศ. 2493 หรือพูดได้ว่าภายหลังจากที่จีนสถาปนาประเทศเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนและดำเนินการปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม ทำให้คนจำนวนมากรั้งแต่คนสูงวัยจนคนวัยกลางคนส่วนมากมีนิสัยการดื่มแต่น้ำร้อน



ในสมัยนั้นคนจีนจะอยู่กันเป็นคอมมูน และเป็นสังคมแบบปิด ไม่มีการเปิดไปสู่สังคมภายนอก การกินการดื่มจึงมีลักษณะที่เป็นส่วนกลาง การทำงานก็ทำกันเป็นคอมมูน เหมือนโรงทำงาน และจะกินอาหารจากโรงอาหารส่วนกลางที่มีการทำอาหารจัดเตรียมไว้ให้ เมื่อเลิกงานก็จะกลับไปยังหอพักที่เตรียมไว้ให้ ลูกก็จะเข้าเรียนในโรงเรียนที่ส่วนกลางหรือคอมมูนจัดไว้ให้

ดังนั้น การดื่มน้ำก็เป็นเรื่องที่คอมมูนได้จัดน้ำไว้บริการ และเนื่องจากในช่วงปี พ.ศ. 2493 เป็นช่วงที่มีการรณรงค์ในเรื่องรักชาติ รักสุขอนามัย เพื่อให้เกิดการดูแลด้านสาธารณสุขเป็นไปด้วยดีในการอยู่เป็นหมู่คณะ จึงได้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คน “ดื่มน้ำต้มเดือด” จนกลายเป็นคำขวัญของคนยุคนั้นไปทั่วประเทศ

จากนโยบายที่ต้องการด้านสาธารณสุขของมวลชนในเริ่มแรก ได้กลายมาเป็นความคุ้นเคยวิถีชีวิตของคนจีนมาเป็นเวลาต่อมาจนทุกวันนี้ และใช้กันอย่างเป็นนิสัยทั่วไปทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบท จนมีช่วงหนึ่งที่คนนิยมใช้กระติกน้ำร้อน และไปต่อแถวเพื่อรับน้ำร้อนไปดื่มในห้องหรือที่ทำงาน ซึ่งการบริการน้ำร้อนจะมีเป็นช่วงเวลา เพื่อให้สะดวกและประหยัด



เมื่อกลับถึงบ้าน ผู้คนก็จะหิ้วกระติกน้ำร้อนทรงสูง ข้างในเป็นกระจก ด้านนอกเป็นอลูมิเนียมมารับน้ำร้อนกลับบ้านไปดื่มกันในครอบครัว

เด็กจำนวนมากของจีนในยุคก่อนจึงเติบโตมาภายใต้นโยบาย “ดื่มน้ำต้มเดือด ให้เป็นนิสัย ทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง” เด็กในยุคนั้นปัจจุบันก็อยู่ในวัยเกษียณกันแล้ว จึงใช้ชีวิตด้วยการดื่มน้ำร้อนมาตลอด แม้แต่ของขวัญในวันแต่งงานในสมัยก่อน สิ่งหนึ่งที่นิยมกันมากก็คือ “กระติกน้ำร้อน” นั่นเอง จนถึงในปี พ.ศ.2540 คนจีนยอดจำหน่ายแก้วน้ำร้อนทั่วประเทศสูงถึง 26,600,000,000 ใบต่อปี

แต่พอมาในยุคใหม่ คนรุ่นใหม่ก็เลิกที่จะพกกระติกน้ำร้อน หรือขวดแก้วที่มีฝาปิด แต่หันมาพกแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิที่มีรูปทรงสวยงานแทน จึงไม่ได้ทำให้ความนิยมในการดื่มน้ำร้อนในสังคมจีนลดลง หากกลับกลายเป็นความเคยชินของสังคมจีนที่เวลาไปไหนมักจะพกแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิไปเติมน้ำร้อนดื่มกันไปทั่ว ส่วนการซื้อกระติกน้ำร้อนก็ลดจำนวนลง เพราะความทันสมัยและฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีมากขึ้นของชาวจีน คนจำนวนมากมักจะมีเครื่องทำน้ำดื่มร้อนหลากหลายแบบไว้ในแต่ละบ้าน ขึ้นกับความชอบส่วนบุคคลกันไป

จนกลายเป็นความคุ้นเคยที่จะไม่ดื่มน้ำที่เย็นมาก รวมถึงร้านฟาสต์ฟู้ดที่จะใส่น้ำแข็งให้ในปริมาณน้อยๆ ที่เราคนไทยมักจะงงกันว่าใส่มา 6 ก้อนเล็กๆ เอง จะงกน้ำแข็งไปไหน น้ำดื่มไม่เย็นพอ หรือหาน้ำแข็งไม่ได้ ในทางกลับกันเมื่อคนจีนมาไทย ก็จะเข้าใจว่าคนไทยขี้โกง ซื้อน้ำดื่มจากร้านฟาสฟู้ดมีน้ำแข็งเต็มแก้ว ดื่มปรื๊ดเดียวน้ำหมด ขี้โกงเอาเปรียบจริงๆ นั่นเป็นเพราะเราโตกันมาคนละวัฒนธรรมจริงๆ เค้าก็ไม่เข้าใจว่าเราจะเอาน้ำแข็งทำไมเยอะๆ ส่วนเราก็งงว่าจะหวงน้ำแข็งกันทำไม

ต่างคนต่างจิตต่างใจ โตมาต่างกัน ยอมรับความต่างจะได้อยู่อย่างสบายใจ

ดังนั้น หากเราจะเห็นคนจีนนิยมดื่มน้ำร้อนพกแก้วน้ำก็อย่าได้แปลกใจกันอีกต่อไป

-------------------------
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 95