อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 3 มิถุนายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 3 มิถุนายน 2563

10 อันดับถนนรถติดที่สุดแห่งปี 62

สัปดาห์นี้จะพาไปเปิดโผ 10 อันดับถนนรถติดที่สุดในกรุงเทพฯ ประจำปี 62 ที่ทำให้ประชาชนหัวเสีย แล้วคนกรุงเทพฯจะต้องทนไปอีกนานแค่ไหน หรือมีมาตรการอะไรในการแก้ไขปัญหาให้เบาบางลง อังคารที่ 10 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 น.


สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.) แจ้งผลสำรวจอัตราความเร็วรถยนต์ส่วนบุคคลในกรุงเทพฯปี 62 บนถนนสายหลักต่าง ๆ ไม่รวมถนนวงแหวนชั้นใน (รัชดาภิเษก) พบอัตราความเร็วเฉลี่ยช่วงเร่งด่วนเช้า 15.7กม./ชม.ขณะที่ความเร็วเฉลี่ยช่วงเร่งด่วนเย็น 21.6 กม./ชม. เมื่อเทียบความเร็วปี 61พบความเร็วเฉลี่ยช่วงเร่งด่วนเช้า (ขาเข้าเมือง) เพิ่มขึ้น 0.3 กม./ชม.หรือร้อยละ1.9 (จาก 15.4 กม./ชม. เป็น 15.7 กม./ชม.) ขณะที่เร่งด่วนเย็น (ขาออกเมือง) ความเร็วลดลง 0.1 กม./ชม. หรือร้อยละ 0.5 (จาก 21.7 กม./ชม. เหลือ21.6
กม./ชม.)

ผลสำรวจยังพบด้วยว่า 10อันดับความเร็วเฉลี่ยรถยนต์ส่วนบุคคลช่วงเร่งด่วนเช้า 06.00-09.00 น. ต่ำที่สุด ได้แก่ 1.ถนนพระราม 9 (รามคำแหง-พระราม9) อยู่ที่ 8.9 กม./ชม. 2.ประชาชื่น (พงษ์เพชร-ประชาชื่น) 9.3 กม./ชม.3.กรุงธนบุรี (กรุงธนบุรี-สุรศักดิ์) 9.8 กม./ชม. 4.พระราม 5 (เตชะวนิช-ราชวิถี)11.1 กม./ชม. 5.พหลโยธิน (อนุสาวรีย์หลักสี่-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) 12.0 กม./ชม.6.สุขุมวิท ชั้นใน (อโศก-นานา) 12.1 กม./ชม. 7.ราชวิถี ชั้นใน(อุภัย-อนุสาวรีย์ชัยฯ) 12.4 กม./ชม. 8.บรมราชชนนี (สายใต้เก่า-บรมราชชนนี) 12.5กม./ชม. 9.พระราม 4 ชั้นใน (เกษมราษฎร์-หัวลำโพง) 12.6กม./ชม. 10.ราชวิถี(บางพลัด-อุภัย) 12.7 กม./ชม., เพชรบุรี (เอกมัย-อโศกเพชรบุรี) 12.7กม./ชม. และ พญาไท (อนุสาวรีย์ฯ-สามย่าน) 12.7 กม./ชม.



ขณะที่ 10 อันดับความเร็วเฉลี่ยรถยนต์ส่วนบุคคลช่วงเร่งด่วนเย็น 16.00-19.00 น. ต่ำที่สุด ได้แก่ 1.พญาไท (สามย่าน-อนุสาวรีย์ฯ) 9.8 กม./ชม. 2.สาทร (วิทยุ-สุรศักดิ์) 10.3 กม./ชม. 3.สุขุมวิทชั้นใน (นานา-อโศก)10.6 กม./ชม. 4.เจริญกรุง (สุรวงศ์-ถนนตก) 10.7 กม./ชม. 5.ราชวิถี (อุภัย-บางพลัด)10.8 กม./ชม. 6.พระราม 5 (ราชวิถี-เตชะวนิช) 11.6 กม./ชม. 7.ประชาชื่น (ประชาชื่น-พงษ์เพชร)12.2 กม./ชม. 8.พหลโยธิน (อนุสาวรีย์ชัยฯ-อนุสาวรีย์หลักสี่) 12.4กม./ชม.9.พระราม 4 ชั้นใน (หัวลำโพง-เกษมราษฎร์) 12.5 กม./ชม. และ10.ราชวิถีชั้นใน(อนุสาวรีย์ชัยฯ-อุภัย) 13.4 กม./ชม.

ถอดรหัสจากความเร็วที่ตรวจวัดได้ แสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ อาทิ ถนนพระราม 9ช่วงเร่งด่วนเช้าใน1ชม. รถแล่นไปได้เพียง 8.9 กม. เท่านั้น โดยสนข.ระบุด้วยว่า ภาพรวมสภาพการจราจรในปี 62 มีปัญหาติดขัดไม่แตกต่างจากปี 61 เนื่องจากอยู่ระหว่างก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ทั้งรถไฟฟ้าหลากสีสะพานข้ามแยก และอุโมงค์ทางลอด รวมทั้งรถจดทะเบียนใหม่ในกรุงเทพฯยังเพิ่มขึ้น โดยจำนวนรถจดทะเบียนสะสมในกรุงเทพฯ ณ วันที่ 31 ธ.ค.62 มี10,686,442 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ทุกประเภท 6,790,150 คัน และรถ จยย. 3,896,292 คัน เมื่อเทียบกับจำนวนรถจดทะเบียนสะสม วันที่ 31 ธ.ค.61มี 10,244,144 คัน เพิ่มขึ้น 442,298 คัน หรือร้อยละ 4.3

การก่อสร้างรถไฟฟ้าหลากสีที่จะแล้วเสร็จทั้ง 10 สาย ระยะทางรวม 464กม. 312 สถานี โดยรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์) ระยะทาง13.5 กม. จะเป็นรถไฟสายสุดท้ายที่เปิดให้บริการได้ในปี 68 จะเป็น “ฮีโร่” ที่จะมาช่วยแก้วิกฤติรถติดในกรุงเทพฯ รองรับผู้โดยสารได้ 5ล้านคนต่อวัน จากปัจจุบันที่ใช้ระบบรถไฟฟ้าในระยะทางรวมกันกว่า 100กม.ประมาณ 1.2-1.3 ล้านคน โดยมีความหวังว่า จะช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคและดึงดูดประชาชนให้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อประชาชนมีทางเลือกด้วยรถไฟฟ้าสนข.มีแผนระยะยาวในการแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ คือการเก็บค่าเข้าเมืองชั้นในของรถยนต์ส่วนบุคคล โดยร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)ศึกษามาตรการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ถนนในเขตพื้นที่การจราจรหนาแน่นได้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสวีเดนมาศึกษาให้เบื้องต้นจะทดลองนำร่องพื้นที่ถนนสุขุมวิทและถนนอโศกมนตรี เนื่องจากมีปัญหารถติดและมีความเหมาะสมที่จะใช้มาตรการนี้เพราะมีระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้าเป็นทางเลือกในการเดินทาง

สำหรับระบบเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ โดยติดกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) สแกนทะเบียนรถที่เข้าพื้นที่กำหนดโซนการจัดเก็บเหมาะสมกว่าการจัดเก็บด้วยการใช้ไม้กั้น แล้วรับบัตรฯ ในการเข้าออกพื้นที่เพราะทำให้รถติดขัด เบื้องต้นจะจัดเก็บรถยนต์ส่วนบุคคล ยกเว้นรถส่วนบุคคลแบบคาร์พูล คือ มีจำนวนคนนั่ง 3 คนขึ้นไป รถโดยสารขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ และรถแท็กซี่



ผลการศึกษาน่าจะแล้วเสร็จภายในปี 63 จากนั้นนำเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณา ก่อนเสนอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) และรัฐบาลเห็นชอบอาจจะทดลองในปี 64 ก่อนใช้จริงในปี 65 โดยมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรุงเทพมหานคร (กทม.) เจ้าของพื้นที่ หรือหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่บริหารจัดการ

สนข.เตรียมมาตรการนี้ไว้รองรับ สำหรับโจทย์ที่ว่ารถไฟฟ้าหลากสีอาจไม่ใช่คำตอบที่แท้ทรู หากว่ารถไฟฟ้าไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน100% ยังจำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวอยู่ และยังมีปัญหาการจราจรในบางพื้นที่ เช่น สุขุมวิทที่มีรถไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ทางออกนี้ เชื่อเถอะต้องมีมุมแย้งเรื่องคนรวยได้ประโยชน์สูงสุดมีอำนาจในการจ่ายซื้อความสะดวกสบายได้

ขณะที่คนส่วนใหญ่ (รายได้น้อย) ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ดังนั้นจึงต้องปรับราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าลงให้สอดคล้องกับรายได้เฉลี่ยของคนส่วนใหญ่ และต้องมีระบบฟีดเดอร์ขนคนออกจากชุมชนหมู่บ้านมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะไปพร้อมๆกัน

---------------------------

คอลัมน์ : มุมคนเมือง
โดย "เทียนหยด"

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    33%
  • ไม่เห็นด้วย
    67%

บอกต่อ : 50