อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

"ข้าวไทย" แปลงเป็นอาหารผู้ป่วยเบาหวาน

“ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 เป็นร้อยละ 21” สถิติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าระหว่างปี 2554–2560 อาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.


ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 เป็นร้อยละ 21” สถิติของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าระหว่างปี 2554–2560
        
ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของอุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน ที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนรัฐต้องมีการรณรงค์กันอย่างจริงจัง เพื่อลดจำนวนอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานกันอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
        
และเนื่องจาก ข้าว เป็นพืชอาหารที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลกและนับเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยถือเป็นหนึ่งในประเทศ
ที่มีบทบาทมากที่สุดในการส่งออกข้าว โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่าไทยส่งออกข้าวเกือบ 4 แสนตัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทร์ ไชยกุล ภาควิชาโภชนวิทยาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ริเริ่มโครงการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลักเพื่อทดแทนผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ 
        


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวถึงที่มาของโครงการวิจัยว่าเนื่องจากผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วย และมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามจำนวนผู้ป่วยหรือแม้กระทั่งผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มมากขึ้นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในตลาดส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศและมีราคาแพง ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องบริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูง ดังจะเห็นได้ว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์ 1 มื้ออาหารต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ 60 บาทขึ้นไป เฉลี่ยต่อวันที่ 5 มื้ออาหาร คือประมาณ 300 บาทต่อวันด้วย

เหตุนี้จึงมีการวิจัยถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ให้สามารถผลิตเพื่อจำหน่ายได้ในประเทศไทย จากข้าวที่เราปลูกเองในประเทศไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบ โดยการสนับสนุนข้อมูลจาก กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ได้ข้าวที่เหมาะสมต่อการนำมาทำผลิตภัณฑ์ โดยโครงการวิจัยนี้ ได้รับทุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.
           
อาหารทางการแพทย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่จะใช้แป้งดัดแปลงจากข้าวโพดหรือมันสำปะหลัง และจะใช้โปรตีนจากน้ำนม ยังไม่พบว่ามีการใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์ อีกทั้งเป็นความต้องการของผู้ป่วยคนไทยที่ชอบบริโภคข้าวมากกว่าอาหารทางการแพทย์ที่มีส่วนผสมของน้ำนม ข้อดีจากการใช้ข้าวไทยเป็นวัตถุดิบในการผลิตก็คือ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังเป็นการทำให้ข้าวไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นและช่วยให้เกษตรกรขายข้าวได้มากขึ้นด้วย
    
อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่คิดค้นขึ้นนี้ มีสูตรและกระบวนการผลิตที่มีความเฉพาะ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารอาหารครบทุกชนิดในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการทางโภชนาการของผู้ป่วย  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภัทร์  บอกว่า โจทย์ที่น่าสนใจมีอยู่ว่าคาร์โบไฮเดรตที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์จะต้องไม่ดูดซึมอย่างรวดเร็ว หรือทำให้น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประกอบกับผลิตภัณฑ์ต้องมีลักษณะทางกายภาพที่เหมาะสมสำหรับการให้ทางสายให้อาหาร

อีกทั้งยังมีการใช้โปรตีนผสมจากพืชที่มีชนิดและปริมาณของกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการสร้างโปรตีนชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีการแพ้โปรตีนนม หรือไข่ จึงได้มีการคิดค้นสูตรและกระบวนการผลิตภายใต้แนวคิด “การแยกส่วนของข้าวออก แล้วเติมกลับเข้าในผลิตภัณฑ์เพื่อปรับปรุงให้ได้คุณลักษณะที่ต้องการ” หรือ “remove to improve” เพื่อให้สามารถนำข้าวไทยมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์และผลิตเพื่อจำหน่ายได้ในระดับอุตสาหกรรม
        
โครงการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่วนของการทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์โดยใช้สัตว์ทดลองและส่วนของการศึกษาทางคลินิกกับผู้ป่วย ที่ดำเนินงานภายใต้ทีมวิจัยจากแพทย์ และหน่วยงานภายใต้มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีการทำงานที่สอดประสานกันโดยดำเนินงานวิจัยร่วมกับบริษัทเอกชนผู้ผลิต เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วย
        
ผลงานวิจัยได้มีการจดอนุสิทธิบัตรแบบ non-exclusive เพื่อเปิดโอกาสให้มีการต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจของไทยอีกด้วย.

............................................

นภาพร พานิชชาติ
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 32