อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

"ถอดรหัสทีมงาน"แอดมินเพจกองปราบปราม

“ทีมหนุมาน” เป็นชุดปฏิบัติการพิเศษของ กองบังคับการปราบปราม เหตุการณ์กราดยิงที่โคราชนั้นทำให้ “เฟซบุ๊กกองปราบปราม” เป็นจุดโฟกัสของสังคมไทย มีส่วนช่วยให้ตัวประกันรอดพ้นจากวิกฤติได้นับร้อยคน ทำให้หลายคนอยากรู้จัก “ทีมแอดมิน” ของเพจดังกล่าว อาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 เวลา 10.30 น.


อกจาก ทีมหนุมานซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการพิเศษของ กองบังคับการปราบปราม (บก..) จะเป็นจุดสนใจแล้ว จากเหตุการณ์กราดยิงที่โคราชครั้งนั้นก็ยังทำให้ เฟซบุ๊กกองปราบปรามกลายเป็นจุดโฟกัสของสังคมไทยมากเช่นกัน เพราะมีส่วนช่วยให้ตัวประกันรอดพ้นจากวิกฤติในครั้งนั้นได้นับร้อยคน จนทำให้หลายคนอยากรู้จัก ทีมแอดมิน ของเพจดังกล่าว...ว่าเป็นใครกันบ้าง? ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเปล่า? และทำงานกันอย่างไร? ซึ่งวันนี้ ทีมวิถีชีวิตจะพาไปถอดรหัสชีวิตคนกลุ่มนี้กัน...
        
        
แนวคิดทำเพจนี้เกิดขึ้นจากผมเองครับ เป็นคำเฉลยจาก ผู้การก้อง-พล...จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ถึงที่มาของการตั้ง เฟซบุ๊ก กองปราบปรามนี้ขึ้นมา โดยนายตำรวจคนนี้ถือเป็นผู้ตัดสายสะดือให้กับเพจดังกล่าว ที่ถือเป็นเพจเฟซบุ๊กที่กำลังอยู่ในความสนอกสนใจของสังคมไทยอย่างมาก

หลังจากเพจนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยคลี่คลายวิกฤติที่เกิดขึ้นจาก เหตุการณ์ที่ห้างเทอร์มินอล 21 โคราช รวมถึงยังเป็นช่องทาง รับเบาะแสจนนำไปสู่การปิดคดีสำคัญ ๆ อย่างกรณีของ สมคิด พุ่มพวง-คิด เดอะริปเปอร์กับ คดีปล้นทองที่ จ.ลพบุรีได้ ส่งผลทำให้ชื่อเสียงของเพจนี้กลายเป็นเพจหน่วยงานราชการอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยที่มีผู้กดไลค์และผู้กดติดตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากยอดไลค์เกือบ 9 แสนครั้ง และยอดคนที่กดติดตามเพจนี้มากกว่า 1 ล้านคน ก็เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จได้อย่างดี
        


อย่างไรตาม แต่กว่าจะมีคนไลค์และคนติดตามมากมาย ทั้งที่เป็นเพจหน่วยงานราชการ ได้ กับก้าวแรกก็ย่อมยากเสมอ ซึ่งเรื่องนี้ ผู้การก้อง ได้เล่าถึงเส้นทางนับตั้งแต่วันแรกให้ “ทีมวิถีชีวิตฟังว่า แนวคิดทำเพจกองปราบปรามผ่านช่องทางโซเชียล อย่างเฟซบุ๊กนี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2561

ในขณะที่ผู้การก้องยังดำรงตำแหน่งเป็น ผกก.1บก.ป. โดยเขามองว่า แม้ขณะนั้นจะมีเพจของกองปราบปรามอยู่แล้ว แต่ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก เนื่องจากเพจเดิมไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว หรือเป็น “เพจตาย” ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะของชาวออนไลน์ ที่มักใช้เรียกเพจที่ไม่ค่อยมีการแอ๊คทีฟ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตัวของเขามีแนวคิดที่อยากจะปรับปรุงเพจขึ้นใหม่ เขาจึงเริ่มทำเฟซบุ๊กกองกำกับการ 1 ขึ้น โดยยุคตั้งไข่นี้มีผู้ร่วมบุกเบิกหรือมีคนที่ร่วมผลักดันเพจเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น ซึ่งล้วนเป็นตำรวจกองปราบปรามทั้งสิ้น ที่สละเวลาส่วนตัวมาช่วยกันผลักดันเพจนี้

        

ตอนนั้นมีแค่ 4 คนเอง ถามว่าหนักไหม ก็หนัก เพราะทุกคนเองก็มีงานประจำกันล้นมือ แต่ก็ยังเสียสละเวลาส่วนตัวมาช่วยกันทำให้เพจนี้เกิดขึ้นมาจนได้ในที่สุดเป็นเรื่องราวในความทรงจำของผู้การกองปราบปราม พร้อมกับเล่าให้เราฟังอีกว่า จากยุคตั้งไข่มาจนถึงยุคปัจจุบัน เพจนี้ก็มีพัฒนาการเติบโตมาตามลำดับ

โดยนับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของเพจกองปราบปราม ที่มีเขาเป็นหัวเรือใหญ่ มาจนถึงวันนี้ ก็ได้มีการสลับสับเปลี่ยนผู้ดูแลรับผิดชอบเพจ ไล่เรียงมาตั้งแต่ ...เนติ วงศ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป., ...ยิ่งยศ ลีชัยอนันต์ รอง ผกก.สสน.บก.ป. และ ...ปกรณ์ ทองจีน สว.กก.สสน.บก.ป. ตามลำดับ ภายใต้ชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า ทีมหลังบ้านกองปราบปราม จนในปัจจุบันเพจดังกล่าวมีทีมงานทั้งหมดราว 15 คน โดยทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งชายและหญิง ...นี่เป็นการ เฉลยปุจฉาว่าเพจนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ดูแลเอง  หรือไม่??”
        
ส่วน แนวคิด ที่ทำให้อยากทำเพจขึ้นใหม่นั้น เรื่องนี้ทาง ผู้การก้อง ระบุอีกว่า เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมาตำรวจกองปราบปรามก็ทำงานกันตลอด และก็มีผลงานสำคัญ ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่สังคมไม่ค่อยได้รับทราบหรือรับรู้มากเท่าใดนัก เนื่องจากในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง เมื่อภารกิจสำเร็จก็มักจะรายงานกันแต่เฉพาะแค่ภายใน ทำให้คนภายนอกไม่ค่อยทราบว่าตำรวจกองปราบปรามทำงานอะไรแล้วบ้าง ดังนั้นเขาจึงคิดจะใช้เพจนี้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์การทำงานของตำรวจกองปราบปราม และโลกทุกวันนี้ก็ก้าวไปเร็วมาก ยิ่งเข้าสู่ยุคดิจิทัล โซเชียลก็ยิ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ดังนั้นตำรวจเองก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ เพื่อที่จะก้าวให้ทันโลกด้วยเช่นกัน เขายํ้าเรื่่องนี้กับเรา

        

ส่วน เบื้องหลังการทำงาน ของ ทีมหลังบ้าน ของเพจนี้ กับเรื่องนี้ ...เนติ ซึ่งเป็น 1 ในทีมแอดมินรุ่นบุกเบิก และปัจจุบันก็ยังคงรับหน้าที่นี้อยู่ ก็ได้เล่าถึงการทำงานของแอดมินเพจกองปราบปราม ซึ่งขณะนี้มีชื่อทีมอย่างไม่เป็นทางการว่า ทีมโซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network Team) โดยบอกว่า... ภารกิจหลัก ๆ ของเพจก็จะมีหัวใจสำคัญ 4 เรื่อง คือ 1.การแจ้งเตือนภัย และรับแจ้งเบาะแส 2.การให้ความรู้ด้านกฎหมาย 3.การประชาสัมพันธ์ และ 4.การส่งเสริมภาพลักษณ์
           
พร้อมกันนี้ก็ยกตัวอย่างการทำงาน อย่างกรณี รับแจ้งเบาะแส นั้น เมื่อมีประชาชนแจ้งเข้ามา ทางทีมงานก็จะรีบนำข้อมูลที่ได้รับไปตรวจสอบคัดกรองทันที และเมื่อเช็กจนชัวร์ว่าเป็นข้อมูลถูกต้อง ก็จะส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่ดูแลต่อไป เพื่อที่จะรวบรวมและเตรียมการดำเนินงานขั้นต่อไป และกรณีการแจ้งเบาะแสนี้

ทาง พ.ต.อ.เนติ ยังได้เล่าเรื่องราวประทับใจปนขำ ๆ ให้เราฟังอีกว่า มีเคสหนึ่ง หลังเพจกองปราบฯ โพสต์ประกาศจับมือปืนรายหนึ่งขึ้น เฟซบุ๊ก ต่อมามีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสเข้ามา พร้อมส่งรูปของบุคคลนั้นเข้ามาให้ทีมงานของเพจ ทีมงานก็เริ่มตรวจสอบข้อมูลทันที ปรากฏว่าภาพที่พลเมืองดีแจ้งเบาะแสเข้ามาคล้ายกับบุคคลที่อยู่ในหมายจับมาก ทั้งทรงผม ทั้งตุ้มหูที่ใส่ ทีมงานจึงแจ้งไปยังตำรวจที่รับผิดชอบให้ไปตรวจสอบ
        
พอไปตามพิกัด ก็พบคน ๆ นั้นจริง ๆ แต่กำลังยืนขายผัดไทยอยู่ (หัวเราะ) ตำรวจจึงทำทีเข้าไปนั่งกิน เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าใช่ไหม หลังจากพูดคุยสอบถาม สรุปว่าไม่ใช่บุคคลตามหมายจับ แต่ยอมรับว่าเหมือนจริง ๆ ซึ่งที่ยกเคสนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะบอกประชาชนว่า ข้อมูลที่ส่งเข้ามา เราไม่เคยทิ้ง เพราะเป็นหัวใจสำคัญของเพจเรา ซึ่งเมื่อคนเห็นว่าเบาะแสที่แจ้งมาได้รับการตอบสนอง จึงทำให้ประชาชนรู้สึกดีกับเพจของเรา เป็นหลังฉากการทำงานที่เราได้รับทราบ
        
ด้าน ...ปกรณ์ หรือ สารวัตรเป้ง ซึ่งเรียนจบทางด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ จากต่างประเทศ และเป็น 1 ในทีมหลังบ้านของเพจกองปราบปรามในปัจจุบัน ได้เผยความรู้สึกของตนเองที่ได้ร่วมทำภารกิจนี้ว่า ดีใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเพจกองปราบปรามนี้ และรู้สึกภูมิใจที่ทางผู้บังคับบัญชาไว้วางใจให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลพัฒนาเพจนี้ พร้อมกับยืนยันว่า ทีมงานทุกคนไม่มีใครมีความรู้สึกว่าภารกิจนี้ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ เพราะทุกคนรู้อยู่แล้วว่า เมื่อเข้ามาทำงานนี้จะต้องมีหน้าที่อย่างไร ซึ่งผู้ที่จะได้เข้าร่วมทีมหลังบ้าน หรือทีมโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้ นอกจากต้องมีทักษะเกี่ยวกับโซเชียลและออนไลน์แล้ว ยังต้องรักและมุ่งมั่นในภารกิจนี้อีกด้วย จึงจะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และยังเป็นไปด้วยความสนุกและความสุข
        
คอนเทนต์ หรือคลิปต่าง ๆ รวมถึงอินโฟกราฟิก ที่เห็นในเพจ มีคนสงสัยมากว่า เราไปจ้างใครมาทำหรือเปล่า อย่างคลิปเบื้องหลังการทำงานของเจ้าหน้าที่ในเหตุการณ์ที่โคราช ที่เราทำขึ้นมาเพื่อจะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุก ๆ คน ในฐานะทีมประเทศไทยนั้น ซึ่งเป็นคลิปที่มีคนชมเข้ามาเยอะมาก และมีการนำไปแชร์และโพสต์ต่อมากมายนั้น ทีมงานเราก็ทำขึ้นเองทั้งหมด และคนทำทั้งหมดเป็นตำรวจกองปราบฯ ทุกคนครับ”  พ.ต.ต.ปกรณ์ บอกเรา
        
อนึ่ง นอกจากคลิป คอนเทนต์ และอินโฟกราฟิกแล้ว ที่ทำให้คนฮือฮามาก ก็เห็นจะเป็นการนำเอา กระแสมาเชื่อมโยงกับความรู้กฎหมาย ไล่ตั้งแต่การนำการกระทำของตัวละครในละครมายึดโยงกับแง่มุมทางกฎหมาย เพื่อที่จะให้ความรู้กับประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่ทางกองปราบปรามจัดทำขึ้น ซึ่งมีทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ และยูทูบ จนทำให้ชื่อเสียงของ เพจกองปราบปรามเป็นที่รู้จักจากสังคมไทย จนติดอันดับ เพจยอดนิยม ได้ในที่สุด
        
ตรงนี้เป็นแนวคิดของผู้การครับ ที่อยากให้ทำรูปแบบที่   ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งทีมงานจะช่วยกันคิดช่วยกันทำ แต่ถึงจะมีไอเดียดีอย่างไร ก็มีกฎสำคัญที่ผู้บังคับบัญชายํ้าตลอดว่า ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วเท่านั้น ดังนั้นถ้าอันไหนไม่ชัวร์ก็ไม่เอาครับ อีกอย่างกับการประชาสัมพันธ์ผลงานนั้น ผู้บังคับบัญชายํ้าเสมอว่า ไม่สร้างภาพ ไม่เว่อร์ และต้องเป็นของจริงเท่านั้นครับพ.ต.ต.ปกรณ์ หนึ่งในทีมแอดมินของเพจระบุ
        
ย้อนกลับมาที่ พล...จิรภพ  ในวันนั้น “ทีมวิถีชีวิต” ก็อดถามถึง “เบื้องหลังการทำงาน” ในเหตุการณ์กราดยิงที่โคราชไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ ผู้การก้อง เล่าให้ฟังว่า... ตอนที่ทราบเรื่อง ผมได้สั่งให้ทีมตั้งศูนย์ปฏิบัติการขึ้นทันที เพื่อจะรวบรวมข้อมูลทุกอย่าง ทั้งข้อมูลสถานที่ ข้อมูลคนร้าย รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ ก่อนที่ทีมงานจะอัพเดทข้อมูลที่เป็นประโยชน์เหล่านี้กลับมาให้ผมระหว่างที่กำลังเดินทางไป พร้อมกับทีมหนุมาน พร้อมกันนี้ ผู้การก้อง ยังได้ยํ้าว่า ความสำเร็จเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการทำงานอย่างทุ่มเท อดทน เสียสละ ของทีมงานหลังบ้านของเพจนี้ทุกคน จนทำให้ภารกิจที่สำคัญในครั้งนั้นสำเร็จลุล่วงได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขารู้สึกภูมิใจมาก ๆ ที่เจ้าหน้าที่ทุกคนทำหน้าที่ได้สมกับคำว่า มืออาชีพอย่างแท้จริง ตามคำขวัญและปรัชญาของตำรวจกองปราบปราม พร้อมกล่าวถึงการทำงานของทีม”  ด้วยว่า...

แม้พวกเขาไม่ได้ลงพื้นที่ แต่ก็อยู่ทำงานอดหลับอดนอนไม่ต่างจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เช่นกัน ผมจึงภูมิใจมากกับทีมของเราครับ เพราะไม่เพียงช่วยรวบรวมและส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากให้ทีมปฏิบัติการ ในพื้นที่ส่วนหน้าใช้ประกอบการตัดสินใจ แต่ยังช่วยประสานกับผู้ที่ติดอยู่ภายในตลอดเวลาเพื่อให้เกิดความมั่นใจ จนสิ้นสุดภารกิจอีกด้วย ซึ่งทีมงานทุกคนทำหน้าที่ได้ดีมาก  
                       
        
ทั้งนี้ ก่อนจากกัน “ทีมวิถีชีวิต” ถามถึงเรื่องที่หน่วยงานตำรวจอย่าง “กองปราบปราม” ลุกขึ้นมาใช้ช่องทางอย่าง “โซเชียล”  ว่า “ก้าวแรกที่เริ่มต้นต้องเจอแรงเสียดทานเยอะไหม?” เพราะไม่เพียงเปลี่ยนวิธีการนำเสนอ แต่ยังต้องเปลี่ยนวิธีคิดหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.ต.จิรภพ บอกว่า ส่วนตัวแล้วเขาชอบเรื่องการพัฒนา และตอนที่มีแนวคิดที่จะทำเพจกองปราบปรามขึ้นมาใหม่ก็รู้อยู่แล้วว่าทีมงานทุกคนต้องมีงานเพิ่มขึ้น จะต้องเหนื่อยกว่าเดิม แต่ทุกคนก็ยินดี และพร้อมทำภารกิจนี้ เพราะทุกคนสนุก และรู้สึกรักในสิ่งที่กำลังทำ

พร้อมยํ้าว่า ผมจะเลือกน้อง ๆ ที่มีใจรักก่อนเลย และต้องเป็นคนที่มีคุณภาพด้วย  เพื่อที่จะได้คุยภาษาเดียวกัน ถามว่าทุกคนเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเรา แต่ผมยืนยันได้ว่า...ความสำเร็จที่เกิดขึ้นที่เกินคาดของเราในวันนี้ ไม่ได้ฟลุก แต่เกิดจากการที่...
        
เจ้าหน้าที่ทุกคน...มุ่งมั่น-ทุ่มเท.”

‘ไว้ใจ’ สำคัญกว่าไลค์ !!!
“จริง ๆ ต้องบอกว่าเกินกว่าที่คิดไว้มากเลยครับ
” เป็นความรู้สึกของ พล...จิรภพ ผบก.ป. ถึงความสำเร็จของ เพจกองปราบปราม จากที่เขาเคยคิดไว้ว่าขอแค่ให้เพจดังกล่าวไม่นิ่งเท่านั้น แต่ปัจจุบันเพจนี้กลับเป็นเพจที่มีคนกดไลค์และกดติดตามเรือนแสนเรือนล้าน อย่างไรก็ตาม แม้ความสำเร็จนี้จะทำให้ดีใจ ที่มีคนรู้จักเพจนี้ในวงกว้างขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อการกระจายข่าวสารสำคัญ เช่น หมายจับอาชญากรคดีสำคัญ ๆ ที่จะเป็นการกดดันคนร้ายไม่ให้มีที่ยืนที่ดีอีกวิธีการหนึ่งก็ตาม...


           
แต่กระนั้น ทาง ผู้การก้อง ได้ยํ้ากับเราว่า... เหนืออื่นใด สิ่งที่ทางทีมงานทุกคนต้องการมากที่สุด ไม่ใช่ยอดไลค์ ไม่ใช่ตัวเลขผู้ติดตามสูง ๆ หากแต่เป็น ความไว้ใจจากสังคมที่ตำรวจกองปราบปรามเป็น ที่พึ่งให้กับประชาชนได้...มากกว่า.

...............................................................................
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ - ประพงษ์ แหลมเจง : รายงาน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 46