อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2563

บทเรียนจากจีน COVID - 19

โควิด-19 ที่ดูท่าจะลามกลายเป็นเรื่องระบาดใหญ่ในหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทย แม้เราจะมีเวลาในการตั้งรับมือค่อนข้างยาว แต่การเตรียมการกลับทำได้ไม่ดี ไม่ว่าจะด้วยความประมาท ไม่ว่าจะด้วยความไร้เดียงสา หรือการบริหารงานจัดการของภาครัฐที่ขาดทั้งประสบการณ์ ความรู้ คนดี ความเสียสละ ความสามัคคี ฯลฯ อาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.


กลายเป็นว่าสิ่งที่เราเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์นี้คือ "อัตตาหิ อัตโนนาโถ" ตนนั้นแลเป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นเอง ในครั้งแรกจะฝากความหวังกับการจัดการของรัฐบาลให้มีการปิดการเดินทางเข้าออกของประเทศเสี่ยง หรือขอแค่เพียงให้หยุดวีซ่าชั่วคราวที่ให้กับนักท่องเที่ยวก่อน เพื่อจัดการภายในประเทศและเตรียมแผนตั้งรับที่เป็นระบบ ก็ไม่ได้มีมาตรการอะไร

ยังคงกังวลกับตัวเลขนักท่องเที่ยวว่าจะกระทบ แต่กลับนำมาซึ่งการแพร่กระจายของโรค โดยอ้างว่าเรามีการตรวจวัดอุณหภูมิกัน ไม่ทราบว่าด้วยความไร้เดียงสา หรือความไม่รู้จริงว่า โรคนี้จีนก็ออกมาพูดกันแต่ต้นว่า คนที่ติดเชื้ออาจจะไม่มีการแสดงอาการ รวมถึงไม่มีไข้ด้วยซ้ำไป การจัดการอย่างเด็ดขาด อาจทำให้ประเทศอื่นมีความมั่นใจในประเทศไทยว่าเราจริงจัง แต่กลับค่อยๆ ออกมาตรการที่กลับไปกลับมา ลักปิดลักเปิด เดี๋ยวกักกันที่ศูนย์ เดี๋ยวกักกันเอง และยังเป็นเรื่องที่แสดงเห็นถึง 2 มาตรฐาน ไม่กล้าออกมาตรการกับทุกคนที่เดินทางจากประเทศเสี่ยงอย่างชัดเจนแบบเดียวกันทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ราวกับเชื้อนี้จะมาพิเศษกับคนไทยเท่านั้น หรือแม้แต่ยุโรปที่มีเชื้อโควิดนี้ติดกันไปทั่ว ก็มีบางประเทศที่รัฐบาลไม่กล้าจะขึ้นชื่อ หรือทำชื่อตกหายไปว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยง

ในเรื่องการท่องเที่ยวนั้น หากภาครัฐสร้างความมั่นใจและจัดการกับสถานการณ์ได้ดีแล้ว เมื่อสถานการณ์กลับคืนภาวะปกติ นักท่องเที่ยวก็จะกลับมาเอง ถึงเวลานั้นเราค่อยมีมาตรการเชิญชวนนักท่องเที่ยวก็ยังไม่สาย



ท่ามกลางความวุ่นวายในการระบาดของโควิด 19 ในประเทศจีนเมื่อเดือนก่อน จนยอดการเสียชีวิต และการติดเชื้อจะกระจายอย่างน่ากลัว เราได้เห็นสิ่งที่เป็นปรากฎการณ์ที่น่าชื่นชมของจีนคือ “ภาวะผู้นำ” ของคนชั้นนำในประเทศที่ทำงานต่อสู้อย่างเสียสละ สามัคคี และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อนำพาประเทศให้กลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ในขณะที่ประธานาธิบดีจีนก็ได้แสดงความชัดเจน และความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำสูงสุดในการจัดการปัญหาการระบาดนี้ โดยทำอย่างมีแผนการที่รัดกุม ก่อนอื่นคือต้องสร้างความมั่นใจกับประชาชนทุกคน และไม่มีสองมาตรฐาน หากใครแตกแถวหรือหาผลประโยชน์ในขณะที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะความเป็นความตาย จะมีบทลงโทษสถานหนักเท่านั้น เราจึงไม่เห็นการที่ผู้มีอำนาจออกมากักตุนสินค้า หรือออกมาหาผลประโยชน์ เพราะความเด็ดขาดและเฉียบขาดนั่นเอง

สิ่งแรกที่จีนขอจากประชาชนคือ “ความสามัคคี” “ความเสียสละ” เราจะได้เห็นเลยว่า ในครั้งนี้ยอดผู้เสียชีวิตอันดับต้นๆ เมื่อคิดเป็นสถิติแล้วคือ บุคลากรทางการแพทย์ที่ออกมทำงานอย่างแข็งขัน ด้วยใจที่เสียสละ ท่ามกลางภาวะที่ระส่ำระสาย ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เพียงพอ แต่ด้วยพลังใจที่กล้าหาญ เสียสละ ของกลุ่มแนวหน้าที่ยอมทำงานหนัก ทำให้สังคมจีนออกมาชื่นชมบุคลากรเหล่านี้ด้วยใจ

ในขณะที่กลุ่มนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ต่างก็ออกมาช่วยกันระดมกำลังในการคิดค้นยาทั้งแผนกปัจจุบัน และยาแผนจีน รวมทั้งร่วมกับกลุ่มนักพัฒนา AI ที่ช่วยกันนำข้อมูลที่มีอยู่มากมายออกมา จัดการและทำเป็นเครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัย รวมถึงหุ่นยนต์ที่ใช้แทนหมอในการตรวจวัด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

ส่วนภาครัฐที่ทราบว่า โรงพยาบาลของตนคงไม่เพียงพอ ก็ออกมาเร่งสร้างโรงพยาบาลสนามออกมาหลายแห่งในเวลาอันสั้น จนสามารถนำมาใช้ในการรักษาและกักกันได้ทันท่วงที รวมทั้งการติดตามตัวและประวัติคนป่วยอย่างเรียลไทม์ ตลอดจนไม่ปิดบังข่าวสาร ทำให้สามารถป้องการการแพร่กระจายโรคได้อย่างรวดเร็ว



ในภาคประชาชนที่รัฐบาลได้ออกมาขอบคุณคือ ทุกคนยินยอมที่จะกักตนเองในบ้าน เป็นเวลาอย่างต่ำหนึ่งเดือนเต็ม คือให้อยู่แต่ในบ้าน และทำประวัติคนอยู่อาศัย การวัดไข้ทุกวัน ไม่ให้คนในออกและคนนอกเข้า อนุญาตให้ออกไปซื้ออาหารได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง โดยในเวลาจำกัดและต้องบันทึกว่าไปที่ไหนมาบ้าง เพื่อหากมีการป่วยจะได้หาเส้นทางการติดหรือแพร่ระบาดได้โดยเร็ว

เรื่องหน้ากากอนามัย แม้ในระยะแรกที่ขาดแคลนก็พยายามที่จะจัดการไม่ให้มีการกักตุน และขอความร่วมมือให้จัดการอุปกรณ์เหล่านี้ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงก่อน เพราะหากว่าคนกลุ่มนี้ที่ออกมาเสียสละ ไม่ได้รับการดูแล ถ้าประชาชนป่วยจะไม่มีใครคอยรักษา ถึงตอนนั้นคงตายกันหมด ทำให้ทุกคนเข้าใจถึงความจำเป็นและพร้อมจะเสียสละเพื่อประเทศ

ส่วนทางการเองก็รีบออกมาจัดตั้งโรงงานใหม่ เนื่องจากฐานการผลิตหน้ากากนั่นเอยู่ในมณฑลที่มีการระบาดของโรค ทำให้ไม่สามารถเปิดทำการผลิตได้ การตัดสินใจตั้งโรงงานใหม่จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำโดยเร็ว ทำให้ในปัจจุบันจีนมีหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์การแพทย์มากเพียงพอ และยังส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ

สิ่งที่ทางจีนออกมาพูดเสมอเพื่อที่จะสู้กับโรคระบาดคือ “ต้องทำ 4 ด่วน” คือ “ตรวจเจอโดยด่วน แจ้งข่าวโดยด่วน แยกกักกันโดยด่วน และรักษาโดยด่วน” ทำให้ทุกวันฝ่ายตรวจสอบข่าวจะออกมาแถลงตัวเลขใหม่ทุกวัน ทั้งผู้ติดเชื้อ ผู้สงสัย ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญ



การที่ดำเนินการล่าช้าจะทำให้เชื้อแพร่กระจายและควบคุมไม่ได้ในที่สุด ดังนั้น นายแพทย์ “จง หนันซัน” แพทย์ที่มีประสบการณ์สูงในด้านการติดเชื้อทางเดินหายใจ จึงออกมาแถลงอย่างชัดเจน ให้มีมาตรการที่รวดเร็ว ชัดเจน โปร่งใสกันทั้งประเทศ พร้อมแนะนำว่า เมื่อเปรียบเทียบกับโรคซาร์สหรือโรคทางเดินหายใจบกพร่องนั้น โควิด – 19 นั้น ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการโดยทันที และในบางรายไม่มีไข้ จนทำให้เราตรวจพบเมื่อช้าเกินไป

ขณะเดียวกันเชื้อนี้ก็สามารถลงสู่ปอดในระดับลึกและมีความสามารถในการเกาะกับปอดได้เป็นอย่างดี และเข้าทำลายอวัยวะอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งด้วยเหตุนี้จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนป่วยเสียชีวิต จึงต้องมีการวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็ว และมีเครื่องเอ็คโม ECMO (Extracorporeal Membrane Oxygenation  เป็นเครื่องที่ช่วยพยุงการทำงานของหัวใจ และปอด ในสภาวะที่หัวใจและปอดของผู้ป่วยอยู่ในสภาพที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือเกิดความผิดปกติขึ้น

โดยหลักการของเครื่องเอคโม ไม่ได้เป็นการรักษาหัวใจ และปอดให้ทำงานได้ตามปกติ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยทำงานแทนหัวใจ และปอด ให้หัวใจ และปอดได้พักผ่อนหลังพยายามทำงานมาอย่างหนักเท่านั้น) ไว้ช่วยพยุงอาการ ในขณะที่แพทย์เข้าทำการทำการฆ่าเชื้อ และฟื้นฟูสภาพปอดกลับคืนมา

นอกจากนี้ ทางการจีนยังได้ออกมาร่วมแชร์ประสบการณ์กับประเทศอื่นๆ โดยหน่วยงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน (National Health Commission) เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและได้ประสิทธิผลในการจัดการดังนี้คือ
  1. ต้องมีเอกภาพในการสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ต้องมีมาตรการในการควบคุมป้องกัน ภายใต้กฎหมาย ตามหลักวิชาการ และถูกต้อง
  3. ต้องมีรูปแบบการป้องกันล่วงหน้า โดยเฉพาะในเขตชนบท หมู่บ้าน ให้มีการตรวจโดยละเอียดและป้องกันการติดเชื้อ
  4. ต้องวางแผนในการจัดและกระจายอุปกรณ์การแพทย์โดยส่วนกลางของภาครัฐให้พร้อม และให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแล
  5. ยกระดับการตรวจรักษาและการประสานงาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่
  6. ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการจัดการควบคุมการระบาดของโควิด -19 และการตรวจรักษา
  7. วิสัยทัศน์การป้องกันการระบาดของเชื้อโควิด -19 โดยประชาชนและเพื่อประชาชน
  8. ดำเนินการร่วมมือในระดับนานาชาติอย่างแนบแน่น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้
หากประเทศอื่นจะนำบทเรียนที่จีนจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับโควิด-19 มาเรียนรู้และปรับใช้ ก็น่าจะช่วยในการเตรียมพร้อมได้ทันท่วงที ไม่ให้ต้องเกิดความวุ่นวายจนมีการเสียชีวิตจำนวนมาก และควบคุมไม่ได้

ไทยเราเตรียมพร้อมในการตั้งรับมานาน แต่ดูเหมือนความไม่พร้อมในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะต้องประสบกับความไม่โปร่งใสชัดเจนในด้านข่าวสาร มาตรการ ความไร้ประสิทธิภาพของการจัดการในด้านต่างๆ

อย่างไรก็ตาม วิกฤติครั้งนี้ เราคงต้องพึ่งพาประชาชน และบุคลากรการแพทย์ออกมายืดอกทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง พร้อมกับภาคประชาชนที่ร่วมมือกันอย่างสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสู้กับโรคระบาด.

----------------------------
คอลัมน์ : ฝ่ากำแพงเมืองจีน
โดย “อ.ดร.ศิริเพ็ชร ทฤษณาวดี”
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 90