อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

คนผิดครู...ตอนที่ 2 "ผลกรรมของคนผิดครู"

สัปดาห์นี้ ขอเล่าถึงเรื่องราวของ "ผลกรรมของคนผิดครู" ให้ได้รับรู้กันบ้าง และในครั้งนี้อาจารย์จะขอเล่าให้อยู่ในแนวเรื่องสั้น เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านให้มีมากยิ่งขึ้น เรื่องก็มีอยู่ว่า อังคารที่ 17 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.


เป็นเรื่องเก่าที่เล่าลือกันตั้งแต่ย่านบางพลีไปยันบางบ่อ เป็นเรื่องที่คนเก่าคนแก่ในย่านนั้นเล่าสู่ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้รับฟังต่อ ๆ กันมา ถึงเรื่องราวของหมอดูสองเกลอ ที่ต่างก็เลือกวิถีการดำเนินชีวิตในแนวทางที่ต่างกันไป ตามแต่วิธีคิดของคนทั้งสอง

"ลุงเทิ้ม" กับ "ลุงไปร่" สองหมอดูที่เป็นศิษย์ร่วมสำนักฯเดียวกัน ครูบาอาจารย์ผู้เป็นเจ้าสำนักฯได้สั่งสอนให้คนทั้งสองเป็นคนดี นำวิชาความรู้ที่มีไปใช้ในทางที่ถูก ให้รักใคร่ปองดอง มีอะไรขาดเหลือก็ให้ช่วยเหลือกัน มีวิชาความรู้อะไรแปลกใหม่มา ที่สามารถนำมาต่อยอดเพิ่มพูน ก็ให้แลกเปลี่ยนกัน อย่าได้ริษยาแข่งแย่งชิงดีกัน

ทีนี้ก็จะขอย้อนหลังกลับไป ตั้งแต่ครั้นที่สองลุงนี้ยังเป็นหนุ่ม ทั้งสองก็เป็นคู่เกลอที่ใช้วิชาโหราศาสตร์ ซึ่งต่างก็ได้ร่ำเรียนกันมาเลี้ยงชีพกันมาตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ลุงเทิ้มแกมีลูกมีเมียแกก็ทำมาหากินเลี้ยงลูกเมียแกไป ซึ่งต่างกับลุงไปร่ ที่แกประคองตัวโสดมาได้จนอายุหกสิบกว่า

จะว่าไปลุงเทิ้มแกก็ไม่ใช่คนร้ายที่ไหน แต่ติดอยู่ที่ว่าเป็นคนขี้อิจฉา แกมักจะแอบอิจฉาลุงไปร่ในเวลาที่ลุงไปร่มีลูกค้าเยอะ มีลูกค้าชมว่าแกดูแม่นราวกับตาเห็น ลุงเทิ้มแกก็อดไม่ได้ที่จะกระแนะกระแหนจิก ๆ กัด ๆ ลุงไปร่ว่า ฟลุ๊คบ้าง จับทางลูกค้าได้บ้าง แต่ลุงไปร่เองแกก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ด้วยเหตุว่าลุงไปร่แกเป็นคนปล่อยวาง



ลุงเทิ้มแกเป็นคนที่มีความโลภ แกมักจะหลอกล่อให้คนที่ดวงตก ทำพิธีสะเดาะเคราะห์แก้กรรมต่าง ๆ โดยการที่จะต้องจ่ายเงินให้กับแกเป็นจำนวนเงินเยอะ ๆ แกก็ประพฤติตัวอย่างนี้มาตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ แถมจะมีแต่หนักข้อขึ้นทุกวัน

ซึ่งต่างกับลุงไปร่ ที่แกมักจะให้คำสอนกับผู้ที่เข้ามาดูดวงกับแก แนะนำไปบ้าง ด่าไปบ้าง สำหรับในรายที่ดื้อด้าน เรียกเงินค่าครูไปตามความสมควร ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร สำหรับลูกค้าที่มีเงิน เมื่อลุงไปร่ดูดวงให้ได้แม่นยำ แนะนำเรื่องดี ๆ ให้ หลายคนก็จะกลับมาสมนาคุณให้กับแก โดยที่แกไม่ต้องเรียกร้องอะไรเลย หากใครที่ไม่มีเงินลำบากมาหาแก แกก็ไม่คิดค่าครู บางทีเกิดความสงสาร ควักตังค์แถมให้ไปอีกก็มี

เห็นได้ชัดเจนเลยว่า หมอดูทั้งสองนี้ มีความแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

พอลุงไปร่อายุล่วงเข้าไปราวหกสิบห้าปี แกก็ตัดสินใจออกบวช แกก็กะว่าจะตายในผ้าเหลืองไปเลย ด้วยความที่แกเองมีวิชาโหราศาสตร์ติดตัว ทั้งยังมีลูกศิษย์ลูกหามากมายในขณะที่เป็นฆาราวาส เมื่อมาห่มผ้าเหลือง หลวงตาไปร่ก็ดูดีราศีจับขึ้นมาทันที ชาวบ้านร้านตลาด ต่างก็ยิ่งให้ความนิยมชมชอบมากขึ้นกว่าเดิม เรียกได้ว่ากุฎิหลวงตาไปร่นี่ คนขึ้นทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็น

ทางฝ่ายเจ้าอาวาสท่านก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย เพราะหลวงตาไปร่เอง เมื่อแกได้เงินจากการดูดวงดูหมอมา แกก็นำถวายให้วัดหมดทุกบาททุกสตางค์ เพื่อให้ทางวัดได้นำไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และใช้ในกิจการของทางวัดในสิ่งที่จำเป็น

นับวันผู้คนที่เดินทางมาให้หลวงตาดูดวง แนะนำการสะเดาะเคราะห์แก้กรรมก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องย้ายกิจกรรมดังกล่าวจากเคยที่กระทำกันบนกุฎิ ไปรับญาติโยมกันที่ศาลาอเนกประสงค์ของวัด จึงจะพอรับมือไหว

ยิ่งหลวงตาไปร่คนขึ้นมากเท่าไหร่ ทางฝ่ายเกลอเก่าลุงเทิ้มก็ยิ่งอกจะแตกตายด้วยความริษยา ลุงเทิ้มแกจึงได้คิดอุบายที่จะทำให้หลวงตาไปร่ได้เสียหน้า



จนกระทั้ง ช่วงบ่ายวันหนึ่ง ในขณะที่หลวงตาไปร่ได้นั่งรับญาติโยมที่อยู่กันหนาแน่นราว 40-50 คนบนศาลาอเนกประสงค์ พร้อมด้วยลูกศิษย์คนสนิทอีกสองสามคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ คอยบีบนวดปรนนิบัตพัดวี และลูกศิษย์เหล่านี้ก็คอยเอี้ยหูฟังกลเม็ดเคล็ดลับต่าง ๆ จากปากหลวงตาไปร่ ด้วยความตั้งใจจดจำ เพื่อจะได้นำเอาไปใช้ทำมาหากินกันต่อไป

ฝ่ายลุงเทิ้มเมื่อได้เดินทางมาถึงหัวบันไดศาลาฯ แล้ว ก็ทำท่าจด ๆ จ้อง ๆ รอจังหวะที่จะเข้าไปหักหน้าหลวงตาไปร่ พอได้จังหวะลุงเทิ้มแกก็เดินแหวกกลุ่มคนที่นั่งอยู่ เข้าไปนั่งที่ตรงหน้าหลวงตาทันที จากนั้นลุงเทิ้มแกก็กล่าวนมัสการหลวงตา

"นมัสการหลวงตา กระผมมีเรื่องร้อนใจอยากจะให้หลวงตาได้วิเคราะห์ดวงชะตาของคน ๆ นี้สักหน่อย ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร กระผมเองเป็นหมอดูแท้ ๆ ยังจนด้วยเกล้า อยากจะมาขอคำแนะนำจากหลวงตาสักหน่อย "

พูดจบ ลุงเทิ้มแกก็ล้วงใบดวงแผ่นหนึ่งจากกระเป๋าเสื้อ ยื่นส่งให้หลวงตาไปร่ พอหลวงตาไปร่รับใบดวงแผ่นนั้นมาได้ หลวงตาแกก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด มองใบดวงใบนั้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง สักพักหลวงตาแกก็โยนใบดวงนั้นทิ้ง พร้อมกับตะโกนขึ้นมาดังลั่นว่า

" เอ้ย !!! นี่มันดวงหมานี่หว่า ไม่ใช่ดวงคน นี่เอ็งกล้าเอาดวงหมามาให้ข้าดูเชียวเลยรึว่ะไอ้เทิ้ม "

จบคำหลวงตา ญาติโยมทั้งศาลาก็พร้อมใจกันลุกขึ้นยืน ชี้หน้าด่าลุงเทิ้มอย่างสาดเสียเทเสีย ไม่ทันจะถึงอึดใจ ก็มีชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่กลางศาลาฯเดินตรงเข้ามาหาลุงเทิ้ม ไม่ต้องเดาเลยนะว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ลุงเทิ้มแกคิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะกลับตาลปัตรอย่างนี้ ลุงเทิ้มแกคงยังไม่อยากจะเจอสามัคคีบาทา แกจึงรีบวิ่งลงศาลาไปด้วยความรวดเร็วแบบลืมแก่ โดยไม่ได้ใส่รองเท้ากลับไปด้วยซ้ำ

สักพักเหตุการณ์บนศาลาก็กลับมาสงบเหมือนอย่างเดิม หลวงตาไปร่ก็สนทนาให้การสั่งสอนญาติโยมไปจนใกล้เวลาทำวัตรเย็น ญาติโยมก็ลากลับกัน วันรุ่งขึ้นค่อยกลับมาว่ากันใหม่

พอถึงเวลาหัวค่ำ บรรดาลูกศิษย์คนสนิทสองสามคน ก็คลานเข่าเข้ามาหาหลวงตาไปร่ เอ่ยถามถึงเรื่องที่ลุงเทิ้มมาก่อกวนเมื่อตอนบ่าย ความว่า



" หลวงตารู้ด้วยว่าไอ้ลุงเทิ้ม มันเอาดวงหมามาให้หลวงตาดู หลวงตานี่สุดยอดจริง หลวงตาหลวงตา ช่วยสอนพวกผมดูหน่อยนะครับว่า ดวงคนกับดวงหมามันดูกันอย่างไง มันมีอะไรเป็นที่สังเกตุ สอนพวกผมหน่อยนะครับ หลวงตา "

พอหลวงตาไปร่ได้ฟังคำไอ้ลูกศิษย์ก้นกุฎิมันแสดงอาการตื่นเต้นกับเทคนิคการแยกดวงหมา ออกจากดวงคน แกก็หัวเราะหึๆออกมา แล้วหลวงตาแกก็ตอบกลับว่า

" มันไม่มีหรอก ที่ใครจะไปรู้ว่านี่ดวงคน นั้นดวงหมา หลวงตาก็ว่าไปอย่างนั้นแหละ เพื่อให้ไอ้เทิ้มมันกลับออกไป ก็เท่านั้น "

" หมายความว่าอย่างไงครับ หลวงตา " ลูกศิษย์ก้นกุฎิเอ่ยถามต่อด้วยความสงสัย

" ก็หมายความว่า เมื่อวานนี้หลวงตาได้ตรวจดูดวงชะตาตัวเอง ก็เห็นว่า วันนี้จะมีเพื่อนเก่ากลับมาหาพร้อมกับความไม่จริงใจ หลวงตาก็เลยนึกถึงไอ้เทิ้ม เพราะหลวงตามีเพื่อนแค่คนเดียว หลวงตาก็เตรียมรับมือกับมันไว้ ไอ้เทิ้มมันไม่อยากเห็นใครได้ดีเกินหน้ามันก็แค่นั้น แล้วมันก็เป็นจริงตามที่หลวงตาคาดเอาไว้ "

"แล้วเรื่องดวงหมาล่ะครับ หลวงตา มันอย่างไง ? " ลูกศิษย์ก้นกุฎิยังคาใจ

"หลวงตาก็พูดไปอย่างนั้นแหละ เพื่อไม่ให้ไอ้เทิ้มมันทำอะไรหลวงตาได้ หลวงตาเองก็ไม่รู้ว่าไอ้เทิ้มมันจะมาไม้ไหน แต่ที่แน่ๆ การที่หลวงตาพูดว่า นี่มันดวงหมา มันใช้ได้ผลว่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า " หลวงตาหัวเราะตบท้าย

เหล่าบรรดาลูกศิษย์ก้นกุฎิทั้งหลายที่ได้รับฟังเรื่องราวที่หลวงตาเล่ามา ก็เลยถึงบางอ้อ แล้วก็มีลูกศิษย์คนหนึ่งเปรยขึ้นมาว่า

"กระดูกคนละเบอร์ จริงๆ "



หลังจากที่เหตุการณ์ในวันนั้นผ่านไป ชาวบ้านในแถบนั้นต่างก็ให้ความเกลียดชังลุงเทิ้ม ไม่มีใครคิดที่จะไปดูดวงกับลุงเทิ้มกันอีกเลย การเป็นอยู่ของลุงเทิ้มก็ตกต่ำลง ซ้ำร้ายสุขภาพแกก็เสื่อมลง โรคร้ายเข้ารุมเร้า เมียก็ตายจากไปก่อน ลูกเต้าก็ไม่เอาไหน ไม่มีใครมาแยแสดูแล ปล่อยให้พ่อตัวเองป่วยอยู่ในโรงพยาบาลเป็นคนไข้อนาถา ไม่นานก็จนจบชีวิตลง

ลุงเทิ้มแกผิดต่อเพื่อนร่วมสำนักฯ ผิดต่อคำครูที่พร่ำสอนให้รักกันช่วยเหลือกัน ผิดต่อวิชาชีพที่ได้ร่ำเรียนมา แกซ้ำเติมผู้ทุกข์ยากด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกงสารพัด ลุงเทิ้มแกจึงจบชีวิตลงไปอย่างเงียบๆ ปราศจากลูกหลานญาติพี่น้องมาดูใจ มีแต่เพียงหลวงตาไปร่ ที่เป็นธุระจัดการเรื่องพิธีศพให้ตามสภาพความสมควร

เรื่องเล่าเรื่องนี้ มีที่มาจากครูบาอาจารย์ที่กระผมเคารพรัก ได้เล่าให้กระผมได้รับฟังเพื่อให้เป็นข้อคิดเตือนใจ มิให้กระผมก้าวเข้าสู่วังวนที่ใครหลายคนเดินทางผิดไป

ติดตามเรื่องเล่า " คนผิดครู " กันในลำดับต่อๆไปนะครับ
..........................................
คอลัมน์ : พยากรณ์สอนกันได้
โดย “อ.พราหมณ์เมศ วาสุเทพ”

คลิกติดตามอ่านคอลัมน์พยากรณ์สอนกันได้ทั้งหมดที่นี่

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 49