อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563

รัฐบาลตั้ง "กองทุนพยุงหุ้น" เข้าตำรา "เตี้ยอุ้มค่อม"

เพียงแค่เปิดตลาดวันจันทร์ซึ่งเป็นวันแรกของสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นไทยก็ยังเมาหมัดสวนทางกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่เริ่มจะโงหัวได้บ้างยกเว้นตลาดหุ้นสหรัฐที่เปิดวันแรกร่วง3,000จุด พฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 น.


ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยโดน Circuit Breaker เพราะ -10% ถึง 2 วันทำการติดๆกัน โดยเฉพาะวันศุกร์โดนพักการซื้อขาย Circuit Breakerเพียงแค่นาทีแรกที่เปิดตลาด เท่ากับว่า 2 วันทำการ ตลาดหุ้นไทย -20% เป็นสิ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ปัจจัยก็มาจากวิกฤตไวรัสโควิด -19ที่กำลังหลอนคนไทยแถมยังมาเจอ "วิกฤติน้ำมัน” ซ้ำเติมตั้งแต่ต้นสัปดาห์ก่อนทำให้ ราคาน้ำมันตลาดโลก ดิ่งหลุดระดับ 30ดอลลาร์ / บาร์เรลต่ำสุดในรอบหลายๆปี ทั้งสองปัจจัยถล่มตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยมีอาการเหมาหมัด จนดัชนีหุ้นไหลรูดลงระหว่างที่เขียนต้นฉบับเกือบๆ 600 จุด

สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยอยู่ในอาการโคม่าทำให้ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี อยู่ไม่ถูกต้องเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้านตลาดเงินตลาดทุนเป็นการด่วนเพื่อหารือมาตรการดูแลผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม ทั้งมาตรการด้านตลาดทุนและมาตรการดูแลผลกระทบอื่น ๆ ก่อนที่จะเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาเห็นชอบ



ก่อนหน้านี้ ดร.สมคิด ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปศึกษาและเร่งจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น ซึ่งนักลงทุนก็เฝ้าติดตาว่า จะตั้งขึ้นเมื่อไหร่ จะมีวงเงินเท่าใด แหล่งที่มาของเงินได้จากไหน

อย่างไรก็ตามการออกมาตรการตั้งกองทุนพยุงหุ้นหากจะให้ได้ผลจริงๆ ต้องใช้เงินมหาศาล ในอดีตก็เคยจัดตั้งมาแล้วในปี 2540 คราววิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งกระทรวงคลังได้ตั้ง “กองทุนวายุภักดิ์” เข้ามาพยุงตลาดหุ้นซึ่งมีเม็ดเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ผล ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ยิ่งในปัจจุบันนี้ มูลค่าหลักทรัพย์ โตขึ้นจากเดิมถึงสิบกว่าเท่า กองทุนพยุงหุ้นที่จะตั้งขึ้นจะต้องใช้เงินเท่าไหร่จึงจะเอาอยู่

แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากหากเข้าไปพยุงหุ้นอาจจะถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลเอาเงินภาษีของประชาชนไปอุ้มนายทุน อุ้มคนรวย เพราะทุกวันนี้ นักลงทุนที่ทำการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ มีทั้งคนที่เก็งกำไรและคนที่ต้องการลงทุนจริง ๆ มีทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ เจ้าของบริษัทถือหุ้นเป็นส่วนใหญ่จะโดยตรงหรือ "หุ่นเชิด” ก็ตามคนกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์



ต้องเข้าใจว่าวิกฤติเที่ยวนี้ไม่ใช่เกิดจากความอ่อนแอของสถาบันการเงินเหมือนในอดีตแต่เกิดจากปัญหาโรคระบาดจึงไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะไปเสียเวลามาตั้งกองทุนพยุงหุ้น นักลงทุนเป็นกลุ่มคนที่ฉลาด มีทั้งจบหมอ จบวิศวะ จบสถาปัตย์ หันมาเอาดีทางเล่นหุ้นนั้น มีไม่น้อยรัฐบาลไม่ต้องเป็นห่วงคนพวกนี้ยังไงเขาก็เอาตัวรอดได้ ทุกคนที่เข้ามาเป็นนักลงทุนย่อมตระหนักถึงความเสี่ยงไว้แล้ว ย่อมรู้ว่าปัญหาโรคระบาดไม่ใช่สิ่งที่จะติดอยู่กับประเทศไทย แบบแก้ไขไม่ได้ก็เหมือนโรคระบาดทั่วไปที่เราเคยเจอทั้งไข้หวัดนก โรคซาร์ เมื่อใดที่ปัญหาเริ่มคลี่คลาย ตลาดหุ้นก็จะฟื้นเอง

สู้เอาเงินที่จะพยุงหุ้นมาตั้งกองทุนพยุงธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จะเป็นประโยชน์กว่า ทุกวันนี้ธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนักแทบหมดเนื้อหมดตัว โรงแรม รีสอร์ท ปิดกิจการพนักงานเริ่มทะยอยตกงาน

หรือตั้งกองทุนอุ้มผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจค้าขายกับประเทศจีนซึ่งเสียหายจากโรคระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะบรรดาธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งมีอยู่จำนวนมากที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า ไม่มีรัฐบาลใดๆ ในโลกสามารถอุ้มตลาดหุ้นได้และการอุ้มก็ไม่เคยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ การลงทุนในตลาดหุ้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลที่จะเลือกลงทุนและรู้อยู่แล้วว่ามีความเสี่ยงสูง หากคิดจะอุ้มก็ระวังอย่าให้ต้องเป็นเตี้ยอุ้มค่อม หลังจะหักง่ายๆ
...................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    94%
  • ไม่เห็นด้วย
    6%

บอกต่อ : 63