อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 6 เมษายน 2563

สุนทรพจน์โควิด-19

การกล่าวสุนทรพจน์ในวาระสำคัญเป็นบทบาทสำคัญอันหนึ่งของผู้นำโดยเฉพาะในภาวะวิกฤติที่จะต้องมีมืออาชีพเข้ามาช่วยในขั้นตอน นายกฯลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ออกมากล่าวสุนทรพจน์สองครั้งในภาวะวิกฤติโควิด-19 ซึ่งเป็นสุนทรพจน์ที่ได้รับคำชมเชยจากทั้งโลก อาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2563 เวลา 07.00 น.

การกล่าวสุนทรพจน์ในวาระสำคัญเป็นบทบาทสำคัญอันหนึ่งของผู้นำโดยเฉพาะในภาวะวิกฤติที่จะต้องมีมืออาชีพเข้ามาช่วยในขั้นตอน นายกฯลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ออกมากล่าวสุนทรพจน์สองครั้งในภาวะวิกฤติโควิด-19 ซึ่งเป็นสุนทรพจน์ที่ได้รับคำชมเชยจากทั้งโลก วันนี้ผมขอแปลสุนทรพจน์ครั้งที่สองซึ่ง ลี เซียนลุงได้พูดไว้เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมาให้อ่านกัน

สวัสดีครับเพื่อนร่วมชาติชาวสิงคโปร์ 5 สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ออกมาพูดกับท่านเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งหลังจากวันนั้นก็ได้มีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย วันนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่ผมจะได้มารายงานสถานการณ์และแบ่งปันข้อมูลกับทุกท่านว่าเรากำลังจะเผชิญกับอะไรบ้างในอนาคตข้างหน้า ซึ่งวันนี้ผมจะพูดกับท่านใน 3 เรื่องด้วยกันคือ ด้านการแพทย์ ด้านเศรษฐกิจและด้านจิตใจและความรู้สึกด้านการแพทย์ เรายังเจอผู้ติดเชื้อใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องซึ่งส่วนมากเป็นคนที่เดินทางไปต่างประเทศหรือได้รับเชื้อจากต่างประเทศ ซึ่งทุกครั้งที่พบเราสามารถแยกตัวผู้ติดเชื้อ สืบค้นต้นเหตุและกักบริเวณผู้ใกล้ชิดกับเขาเหล่านั้นได้ ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ได้พุ่งสูงมาก อย่างไรก็ตามแม้ว่าเราจะพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถกำจัดไวรัสนี้ได้อย่างเด็ดขาด

ในขณะเดียวกันที่รอบ ๆ บ้านเรา จำนวนผู้ติดเชื้อกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาน การณ์ในจีนเริ่มทรงตัวแต่ผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับเพิ่มสูงขึ้นในทั่วโลก ในยุโรป อเมริกาและตะวันออกกลาง ทั่วโลกจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นสองเท่าทุก ๆ 5 ถึง 7 วัน ทำให้องค์การอนามัยโลกประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคระบาดทั่วโลกแล้ว

การประกาศเช่นนั้นหมายความว่าอะไร? มันหมายความว่าองค์การอนามัยโลกประเมินแล้วว่ายังจะมีประเทศอีกจำนวนมากซึ่งจะต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดอย่างหนักเช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้และอิตาลีได้เคยเจอมาแล้ว และที่ไม่เหมือนไวรัสซาร์สก็คือการระบาดครั้งนี้จะยาวนานไปอีกนานพอสมควร อาจจะเป็นปีหรือยาวนานกว่านั้น

องค์การอนามัยโลกบอกว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้การระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็วก็คือการที่ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังมากพอ ซึ่งองค์การอนามัยโลกใช้คำว่า “ความเฉื่อยที่น่าตกใจ” แต่ในสิงคโปร์พวกเรารับมือสถาน การณ์นี้ด้วยความจริงจังอย่างมากที่สุด จนทำให้องค์การอนามัยโลกชมเชยและยกให้สิงคโปร์เป็นตัวอย่างของประเทศที่ควรทำตาม

แต่เราเองก็ยังต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงเช่นประเทศอื่น ๆ เราคาดว่าจะเจอกับผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศมากขึ้นอีก และอาจจะเจอผู้ติดเชื้อกลุ่มใหม่อีกระลอกหนึ่งจากต่างประเทศอีกหลายประเทศ เราได้ออกมาตรการควบคุมการเดินทาง เช่น การเดินทางมาจากประเทศจีน อิหร่าน เกาหลีใต้และอิตาลี แม้ว่าเราจะไม่สามารถปิดประเทศเราจากโลกได้ แต่เราจะเข้มงวดให้มากขึ้นกับเรื่องนี้ต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่งมีอะไรอีกมั้ยที่พวกเราควรทำเพิ่มขึ้นอีก? อย่างแรก เป็นเพราะว่าโควิด-19 ยังจะอยู่กับเราเป็นระยะเวลานานพอสมควร ดังนั้นจึงมีกิจกรรมพื้นฐานที่พวกเราจะต้องทำตัวให้คุ้นเคยกับมันให้ได้ เช่นการดูแลสุขอนามัยของตัวเอง การยอมรับมาตรฐานทางสังคมใหม่ การไม่ออกไปอยู่ในสถานที่ซึ่งมีคนจำนวนมาก และการอยู่ห่างจากคนอื่น ๆ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เราลดขนาดของกิจกรรมต่าง ๆ ลง โดยเฉพาะกิจกรรมของผู้สูงอายุ

ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่เราสามารถทำเพิ่มเติมได้อีก เช่นการรวมตัวกันเพื่อกิจกรรมทางศาสนา ในเกาหลีใต้การระบาดอย่างหนักเกิดจากการรวมตัวกันในโบสถ์ของลัทธิชินชอนจิ ในสิงคโปร์เรามีการรวมตัวของสองกลุ่มใหญ่ในศาสนสถาน และยังมีชาวสิงคโปร์อีกจำนวนหนึ่งที่ได้ไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาในมาเลเซียซึ่งมีคนไปร่วมจำนวนมากก็โดนตรวจพบไวรัส แน่นอนว่าสาเหตุไม่ใช่เรื่องของศาสนาแต่เป็นเรื่องที่ไวรัสนี้สามารถแพร่ได้อย่างรวดเร็วในกิจกรรมที่มีผู้คนมารวมตัวกันอย่างหนาแน่นต่างหาก นั่นคือเหตุผลที่ทางซาอุดีอาระเบียประกาศยุติพิธีอุมเราะห์ชั่วคราว และสมเด็จพระสันตะปาปาทำการไลฟ์สตรีมถ่ายทอดสดพิธีการเทศน์เพื่อมิให้ประชาชนมารวมตัวที่จตุรัสเซนส์ปีเตอร์ ผมหวังว่าคนสิงคโปร์จะเข้าใจว่าในช่วงนี้เรามีความจำเป็นจะต้องลดเวลาในการประกอบพิธีกรรมด้านศาสนาและลดการเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ขอความกรุณาท่านได้ปรึกษาหารือกับผู้นำศาสนาของท่านเพื่อปรับพิธีการทางศาสนาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย

อาทิตย์หน้าอ่านต่อครับ.

.....................................................
เกษมสันต์ วีระกุล
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 29