อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

กัมพูชารอเคลียร์อียู มุ่งสู่"อาเซม2020"

อีกประมาณ 8 เดือนนับจากนี้ กัมพูชาจะมีโอกาสสำคัญในการสร้างชื่อเสียงและเรียกคืนความเชื่อมั่นบนเวทีโลกอีกครั้ง ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ครั้งที่ 13 ที่กรุงพนมเปญ ระหว่างวันที่ 16-17 พ.ย.นี้ การประชุมระดับนานาชาติยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของกัมพูชา อาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2563 เวลา 09.30 น.

อีกประมาณ 8 เดือนนับจากนี้ กัมพูชาจะมีโอกาสสำคัญในการสร้างชื่อเสียงและเรียกคืนความเชื่อมั่นบนเวทีโลกอีกครั้ง ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ครั้งที่ 13 ที่กรุงพนมเปญ ระหว่างวันที่ 16-17 พ.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในการประชุมระดับนานาชาติยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของกัมพูชา โดยการประชุมอาเซมเป็นการพบหารือกันทุก 2 ปี ระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลในทวีปเอเชียกับทวีปยุโรป รวม 53 ประเทศ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2539 ที่กรุงเทพมหานคร
        
ทั้งนี้ การดำเนินงานของอาเซมตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสาหลัก 3 เสา ได้แก่ เสาการเมืองและความมั่นคง เสาเศรษฐกิจ เสาสังคม วัฒนธรรมและการศึกษา ซึ่งในทางทฤษฎีหมายความว่าการดำเนินงานของอาเซมกำลังสวนทางกับกระแสโลกยุคปัจจุบันที่เป็นการกลับมามีอิทธิพลอย่างมากของอุดมการณ์ชาตินิยม ประชานิยม และการกีดกันทางการค้า


        
การประชุมอาเซมจึงเป็นโอกาสให้กัมพูชาได้แสดงความก้าวหน้าทั้งในด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้วยการแสดงว่าเป็นดินแดนที่ “เปิดกว้าง” ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ปรับเปลี่ยนมุมมองของชาวโลกจากความทรงจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในยุคเขมรแดง และการที่กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศซึ่งขอรับความช่วยเหลือจากองค์กรนานาชาติมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลพนมเปญได้แสดงออกมาในส่วนนี้แล้ว ผ่านวิดีโอคลิปแนะนำตัวในฐานะเจ้าภาพการประชุมอาเซม ที่เผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้
        
ขณะที่เป้าหมายของการประชุมอาเซมครั้งนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมความเป็นพหุภาคีในทุกด้านระหว่างกัมพูชากับอาเซม สะท้อน “ความจำเป็น” ของกัมพูชาในตอนนี้ นั่นคือการเข้าถึงตลาดเสรีในต่างประเทศ ความร่วมมือด้านสภาพอากาศ  และกรอบความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับสหภาพยุโรป (อียู) แม้ทั้งสองฝ่ายกำลัง “มีข้อพิพาท” ด้านการเมืองและสิทธิมนุษยชน เป็นผลสืบเนื่องจากการที่อียูเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้าบางส่วนที่เคยมอบให้กับรัฐบาลพนมเปญ
        
สำหรับสิทธิพิเศษทางการค้าดังกล่าว คือการเข้าถึงระบบตลาดเดียวของสหภาพ ในโครงการยกเว้นสินค้าจำพวกอาวุธยุทโธปกรณ์
(Everything But Arms : EBA) หรือ “ขายได้ทุกอย่างที่ไม่ใช่อาวุธ” แต่อียูยกเลิกเอกสิทธิ์บางส่วนของกัมพูชาในการเข้าถึงอีบีเอเมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีประเทศหนึ่งประเทศใดถูกระงับสิทธิในการเข้าถึงอีบีเอ
        
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวบ่งชี้ว่า อีบีเอ “เป็นมากกว่า” ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นทั้งความท้าทายบนพื้นฐานความเข้าใจที่แตกต่างในทางการเมืองและวัฒนธรรม ตลอดจนโครงสร้างทางสังคม และเรื่องละเอียดอ่อนอย่างประเด็นที่ว่า “ประชาธิปไตยคืออะไร” และการดำเนินการอย่างไร “ถือเป็นประชาธิปไตย”


        
รัฐบาลกัมพูชาของสมเด็จฮุน เซน ประณามการที่อียูเพิกถอนสิทธิพิเศษทางการค้าแม้เป็นเพียงบางส่วน ว่า “สองมาตรฐาน” และ “เป็นการแทรกแซงกิจการภายใน” พร้อมทั้งเรียกร้องให้อีกฝ่ายทบทวนการตัดสินใจ ในขณะที่อีกฝ่ายยังไม่ตอบสนองอย่างเป็นทางการ แต่หากมีการเข้าหากัน “ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง” การประชุมอาเซมครั้งนี้น่าจะเป็นสะพานฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายไม่มากก็น้อย เป็นไปได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
        
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในภาพรวมระหว่างเอเชียกับยุโรปยังคงอยู่ในระดับเหนียวแน่นทุกด้าน มูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายในปัจจุบันมีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 55% ของการค้าโลก และ 75% ของการท่องเที่ยวโลก ซึ่งหากอาเซมไม่มีเสาหลักของความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เป็นได้สูงมากกว่าเศรษฐกิจของกัมพูชาอาจไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเป็นระบบเท่านี้
        
ด้วยเหตุนี้ กัมพูชาจึงไม่สามารถตัดขาดความร่วมมือกับยุโรปได้อย่างเด็ดขาด และกรอบความร่วมมืออาเซมซึ่งมีสมาชิกมากถึง 53 ประเทศจึงมีบทบาทสำคัญหลายประการในการขับเคลื่อนโลกให้มีความเป็นเสรีในทุกด้าน การที่อาเซมไม่มีสหรัฐเป็นสมาชิก เปิดโอกาสให้ทุกประเทศ “มีความเป็นผู้นำมากยิ่งขึ้น” และประสานความร่วมมือกันในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสิ่งแวดล้อม อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการเชื่อมโยงกัน ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนระหว่างบุคคลในทุกระดับ
        
ฉันใดฉันนั้น นับตั้งแต่จัดการประชุมครั้งแรกจนถึงการประชุมครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด ว่าอาเซมเป็นอีกหนึ่งการประชุมนานาชาติที่เป็น “ความร่วมมือแค่ในภาคทฤษฎี” หรือเป็น “การจับมือแบบหลวม” ที่แทบไม่มีสมาชิกประเทศใดยึดมั่นอย่างจริงจัง ด้วยความแตกต่างทางการเมืองและสภาพสังคม ตลอดจนความขัดแย้งเป็นทุนเดิมระหว่างสมาชิกอาเซมด้วยกันอยู่แล้ว นอกจากนี้ การที่สมาชิกอาเซมส่วนใหญ่มาจากอียูและสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งการประชุมของทั้งสองกลุ่ม “มีความน่าสนใจมากกว่า” อาจจะด้วยความที่สหรัฐเข้าร่วม การประชุมอาเซมจึงแทบไม่เคยเป็นข่าวใหญ่
        
กัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกอาเซมเมื่อปี 2547 และสมเด็จฮุน เซนแสดงความจำนงระหว่างการประชุมอาเซม ที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อปี 2561 ว่าต้องการเป็นเจ้าภาพสักครั้ง ซึ่งกัมพูชาได้รับโอกาสนั้นแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์ของการพบหารือครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบใด แต่เชื่อว่าโดยส่วนลึก ผู้นำกัมพูชาหวังว่าอาเซมครั้งนี้จะช่วยสร้าง “ประวัติศาสตร์” และ “โอกาส” ให้กับประเทศขนาดเล็กแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างหนักจากโลกตะวันตก ซึ่งในคราวนี้บรรดาคู่กรณีจะมาหาถึงที่เพื่อ “ปรับความเข้าใจกัน”.

..............................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 69