อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 3 มิถุนายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 3 มิถุนายน 2563

18 บวกได้แน่เงิน5พันบาท รัฐอัดแหลกให้คนไทยรอด

ถล่มทลายกันทีเดียว!!...กับการลงทะเบียนในเว็บไซต์ “เราไม่ทิ้งกัน” เพื่อขอรับเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน จากผลกระทบการแพร่ระบาดไวรัสโควิด -19 ที่รัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จัดให้แบบหนัก ๆ จันทร์ที่ 30 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 น.


ที่สำคัญงานนี้แทบจะเรียกได้ว่า “ปล่อยผี” กันเลยก็ว่าได้ เพราะ…ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ จะได้รับจริงหรือแฝงตัวเข้ามาก็ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแค่ว่ามีอายุ 18 ปีขึ้นไป ก็ลงทะเบียนขอรับเงินได้หมดทุกสาขา ทุกอาชีพ

จะเป็นพ่อค้าแม่ค้า พี่วินมอเตอร์ไซด์ พี่โชว์เฟอร์แท็กซี่ คนหาเช้ากินค่ำ ผู้ใช้แรงงาน หาบเร่แผงลอยเกษตรกร ผู้ถือบัตรคนจน เกษตรกร ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี และอีกมากมายสารพัดอาชีพ ถ้าไม่เข้าข่ายเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือบรรดามนุษย์เงินเดือน ที่นายจ้างยังเปิดกิจการ ยังทำธุรกิจอยู่ สามารถลงทะเบียนได้ทั้งนั้น

ก็อย่างที่รัฐบาลเค้าบอกนั่นแหล่ะค่ะ เวลานี้… สิ่งสำคัญ!! ต้องช่วยชีวิตของคนไทยทุกคนให้รอดก่อน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามหากเดือดร้อนจากโควิด19 รัฐบาลก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยให้รอดพ้นไปด้วยกันก่อน





ใครจะมาว่าแจกเงิน!! หาเสียง ก็ถอยไปให้ไกลทีเดียวเชียว เพราะอาจถูกกระแสตีกลับ เพราะนำเอาความเดือดร้อนของพี่น้องคนไทยมาเป็นเกมการเมือง

ดังนั้น!! การประกาศเยียวยาด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเหยื่อโควิด-19 ถึงเดือนละ 5,000 บาท จึงเงียบสงัด ไร้วี่แววการต่อว่าต่อขาน อย่างที่บอก…หากแหลมออกมาในเวลานี้อาจตกม้าตายก็เป็นไปได้

ก็แหม!! ขนาดประเทศร่ำรวย ประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐ ยังประกาศจ่ายเงินช่วยเหลือชาวสหรัฐทั้งประเทศ ถึงคนละ 1,200 เหรียญสหรัฐ และยังให้ลูกอีกคนละ 500 เหรียญสหรัฐ หรือแม้แต่รัฐบาลฮ่องกง ก็ประกาศจ่ายเงินเยียวยาคนละ 10,000 เหรียญฮ่องกง เช่นกัน

ณ เวลานี้ เม้มีคนเข้ามาลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยามากกว่า 3 ล้านคน จากเดิมที่กระทรวงการคลังประเมินไว้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ขอให้ทุกคน “รอด” ซึ่งก็เชื่อเถอะ!!! งานนี้ล้นทะลักแน่ ๆ



เพราะทั้งผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 คือ ผู้ที่เคยอยู่ในระบบประกันสังคมแล้วออกจากงานมาทำธุรกิจตัวเอง หรือมีเหตุให้หลุดออกจากงานเดิม แต่ยังสมัครใจส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม

หรือผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ไม่เคยอยู่ในระบบประกันตนมาก่อน รวมไปถึงผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่ยังส่งเงินเข้าประกันสังคมไม่ถึง 6 เดือน และผู้ประกันตนตามมาตรา 38 คือ ผู้ที่ตกงานหรือออกจากงานมากกว่า 6 เดือน

ผู้ที่เดือดร้อนจากไวรัสโควิด-19 เหล่านี้ จะสามารถเข้ามาลงทะเบียนได้ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อได้ว่า จำนวนคนที่เดือดร้อนอาจทะลักไปถึง 5 ล้านคนโน่น

แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลเองอาจไม่ได้นับรวมบุคคลเหล่านี้เข้าไปด้วย จะด้วยเหตุไม่ได้สื่อสารกัน ไม่ได้ทำความเข้าใจ เข้าใจผิด หรืออะไรก็แล้ว แต่เป้าหมายคือพุ่งตรงไปที่คนที่กำลังเดือดร้อนอย่างแท้จริง



การเข้ามาช่วยเหลือในครั้งนี้ อาจทำให้บรรดาคนที่ไม่เข้าข่ายใด ๆ เลย ประเภทที่ไม่ได้มีอาชีพใด ๆ อยู่แล้ว อาจเข้ามาแฝงตัวขอรับเงินเยียวยาไปด้วย แม้รัฐบาลจะนำระบบเอไอ เข้ามาเป็นตัวประมวลผลจับคู่หาคนที่มีสิทธิ์จริง ๆ ก็ตาม

แต่ก็เอาเถอะ…เพราะวิกฤติครั้งนี้หนักหนาสาหัสยิ่งนัก อะไรที่พอจะเยียวยาได้ก็เยียวยากันไปก่อน เพราะถ้าคนไทยรอด!! ประเทศก็รอด!! จะมานั่งจับผิด…ก็ใช่ที่!!

และถ้าทุกอย่างสัมฤทธิ์ผล ปัญหาสามารถบรรเทาเบาบางลงไปได้ การใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โควิด-19 สามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ได้

นั่นหมายความว่า “ความเชื่อมั่น” จะกลับคืนสู่การบริหารงานของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทันที

ขณะเดียวกัน เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดยังไม่มีจุดจบที่ชัดเจน การเข้ามาช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากบรรดาภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ยังมีกำลังคน กำลังเงิน ที่ระดมกันเข้ามาในรอบนี้ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งกระแสที่กำลังมาแรง



แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทุกครั้งที่ประเทศเดือดร้อน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ พี่น้องคนไทยทุกระดับชั้น ต่างก็ร่วมมือร่วมใจระดมสรรพกำลังเข้ามาช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามสไตล์ “คนไทย”

หรือบรรดานายแบงก์ทั้งหลาย ต่างก็งัดสารพัดมาตรการ ทั้งลดดอกเบี้ย พักเงินต้น ยืดหนี้ ลดค่างวด ยืดเวลาผ่อนชำระหรือแม้แต่ให้กู้เพิ่ม ก็มีออกมาให้เห็น เพื่อช่วยกันบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องคนไทย

เอาเป็นว่า ณ เวลา นี้ คนไทยทุกคนต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ อะไรที่ไม่ควรทำก็อย่าทำ อะไรที่ทางการขอความร่วมมือให้ร่วมด้วยช่วยกันทำ ก็ควรทำ เพื่อช่วยกันก้าวข้ามไวรัสโควิด-19 นี้ไปให้ได้!!!
......................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู” 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    97%
  • ไม่เห็นด้วย
    3%

บอกต่อ : 155