อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2563

ข่าวคนไทยในออสเตรเลีย วันที่ 29 มีนาคม 2563

นายจักรกฤดิ กระจายวงศ์ กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ และเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้ไปให้บริการที่ท่าอากาศยานนครซิดนีย์ เพื่อออกใบรับรองคนไทยเดินทางกลับประเทศ ระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2563 เวลา 7.00 น. อาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2563 เวลา 06.30 น.

@@@@ ระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2563 เวลา 7.00 น. นายจักรกฤดิ กระจายวงศ์ กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ และเจ้าหน้าที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้ไปให้บริการที่ท่าอากาศยานนครซิดนีย์ เพื่อออกใบรับรองคนไทยเดินทางกลับประเทศ ตามมาตรการของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย โดยทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพนักงานการบินไทยที่สนามบิน โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเอกสาร และออกใบรับรองให้คนไทยที่เดินทางมาเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับอย่างเร่งด่วน นอกจากนั้น ยังได้แนะนำสถานที่ตรวจเพื่อขอใบรับรองแพทย์ใกล้สนามบิน ซึ่งสามารถขอรับใบแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว โดยการออกใบรับรองของสถานกงสุลใหญ่ ที่สนามบิน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีต่อราย ทำให้ช่วยเหลือให้คนไทยนับร้อยคนสามารถกลับประเทศไทยได้ในที่สุด อนึ่ง มาตรการของประเทศต่างๆ ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาในช่วงวิกฤติโควิด 19 เพื่อป้องการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ทุกคนจึงต้องพยายามติดตามความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอทั้งในมาตรการป้องกันภายในประเทศ และที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง
  
@@@@ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ขอรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในออสเตรเลีย สถานะวันที่ 28 มีนาคม 2563 ดังนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในออสเตรเลีย ได้ทำการ test เชื้อไวรัสทั่วประเทศไปแล้ว จำนวน 184,000 ราย มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 (confirmed case) รวม 3,180 ราย (แหล่งข้อมูล กระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียเมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 27 มีนาคม) ในจำนวนดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 13 ราย รายละเอียดดังนี้ รัฐนิวเซาท์เวลส์ 1405 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 6 ราย) รัฐวิกตอเรีย 574 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 3 ราย) รัฐควีนส์แลนด์ 555 ราย (รวมผู้เสียชีวิต 2 ราย) รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย 255 ราย (รวมผู่เสียชีวิต 2 ราย) รัฐเซาท์ออสเตรเลีย 257 ราย รัฐแทสเมเนีย 58 ราย รัฐ Northern Territory 14 ราย และ ACT 62 ราย สถิติตอนนี้มีผู้ติดเชื้อ  COVID-19 ทั่วโลกกว่า 495,900 ราย ในจำนวนดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตกว่า 23,000 ราย ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานรัฐบาลออสเตรเลียว่า ผู้ติดเชื้อ COVID-19 ส่วนใหญ่ได้รับเชื้อ COVID-19 เป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีประวัติการเดินทางไปยุโรปหรืออเมริกา เมื่อเร็ว ๆ นี้ .................... มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดและมาตรการรับมือของรัฐบาลกลางที่มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ ห้ามชาวต่างชาติทุกคนเดินทางเข้าออสเตรเลียตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2563 และตั้งแต่เวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 มีนาคม 2563 พลเมืองออสเตรเลีย ผู้มีถิ่นพำนักถาวร และนักการทูตต่างประเทศที่ประจำการในออสเตรเลีย ซึ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศจะต้องกักกันตัวเองเป็นเวลา 14 วัน ในโรงแรมหรือที่ศูนย์กักกันในเมืองที่เดินทางมาถึงออสเตรเลียก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมของตน ห้ามพลเมืองออสเตรเลียเดินทางไปต่างประเทศ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 25 มีนาคม 2563 ทั้งนี้หากมีคำขอยกเว้นเพื่อเหตุผลด้านมนุษยธรรม หรือภารกิจสำคัญ หน่วยงาน Australian Boarder Force จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรองคำขอเป็นรายกรณี …………….. ปิดสถานประกอบการบริการที่ไม่จำเป็นต่างๆ (non-essential services) เช่นโรงภาพยนตร์ สถานบันเทิง คาสิโน สถานที่ออกกำลังกายในร่ม และศาสนสถาน และประกาศให้ปิดพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด สวนสนุก และสปาเพิ่มเติม โดยมีผลตั้งแต่เวลา 23.59 น. ของวันที่ 25 มีนาคม 2563 ซุปเปอร์มาร์เก็ต ธนาคาร สถานีบริการน้ำมัน ร้านร้านขายยา ไปรษณีย์ และบริการขนส่ง ร้านสะดวกซื้อ ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย ยังคงให้บริการตามปกติ แนะนำให้สถานศึกษาเปิดทำการสอนจนถึงสิ้นภาคการศึกษาแรก (ปลายเดือนมีนาคม 2563) และผู้ปกครองสามารถพิจารณาให้นักเรียนหยุดเรียนได้ ห้ามจัดกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100 คน(ในอาคาร) และมากกว่า 500 คน (กลางแจ้ง) จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมพิธีแต่งงานและพิธีฌาปนกิจและย้ำให้รักษาระยะห่างในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน (social distancing) 1 - 1.5 เมตร ................... มาตรการจำกัดการเดินทางของรัฐบาลระดับรัฐ รัฐแทสเมเนีย (TAS) อนุญาตให้เดินทางเข้ารัฐเฉพาะกรณีที่มีความเป็นจำเป็น (essential travelling) ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2563 กรณีที่เดินทางเข้าโดยไม่จำเป็น อาทิ ท่องเที่ยว ต้องกักกันตนเองเป็นเวลา 14 วัน กำหนดให้นักท่องเที่ยวเดินทางออกจากรัฐภายในเวลา 24.00 น. ของวันที่ 29 มีนาคม 2563 – รัฐควีนส์แลนด์ จำกัดการเดินทางระหว่างรัฐ โดยมีผลตั้งแต่เวลา 00.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 25 มีนาคม 2563 โดยทุกคนที่เดินทางเข้ารัฐควีนส์แลนด์ ต้องกักกันตนเองเป็นเวลา 14 วัน  - รัฐเซาท์ออสเตรเลีย (SA) จำกัดการเดินทางระหว่างรัฐ โดยกำหนดให้ผู้ที่เดินทางเข้ารัฐทุกคน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น SA) ของวันที่ 24 มี.ค. 63 ต้องกักกันตนเองเป็นเวลา 14 วัน - รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย (WA) จำกัดการเดินทางระหว่างรัฐ โดยกำหนดให้ผู้ที่เดินทางเข้ารัฐทุกคน ตั้งแต่เวลา 13.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น WA) ของวันที่ 24 มี.ค. 63 ต้องกักกันตนเองเป็นเวลา 14 วัน - นอร์เทิร์นเทร์ริทอรี (NT) จำกัดการเดินทางระหว่างรัฐ โดยกำหนดให้ผู้ที่เดินทางเข้ารัฐทุกคน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น NT) ของวันที่ 24 มี.ค. 63 ต้องกักกันตนเองเป็นเวลา 14 วัน ยกเว้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริการ/ให้ความช่วยเหลือในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 - ออสเตรเลียนแคพิตอลเทร์ริทอรี (ACT) กำหนดให้ผู้โดยสารระหว่างประเทศเดินทางเข้ากรุงแคนเบอร์ราทุกคนกักกันตนเอง เป็นเวลา 14 วัน ปิดพรมแดนระหว่างรัฐภายใน 48 ชั่วโมงและห้ามการเดินทางระหว่างรัฐโดยไม่จำเป็น
 
 
สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในออสเตรเลีย ได้ทำการตรวจเชื้อไวรัสทั่วประเทศไปแล้ว จำนวน 184,000 ราย มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 (confirmed case) รวม 3,180 ราย ในจำนวนดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 13 ราย ( เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 63 เวลา 23.00 น.)
 
@@@@ เนื่องจากสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ระบาด ทำให้มีการปิดสถานประกอบการหลายๆแห่ง เช่น ร้านอาหาร ร้านนวดและสปา ร้านทำเล็บ ทำให้มีการว่างงานและส่งผลกระทบกับหลายๆบุคคล โดยเฉพาะเด็กนักเรียนไทยที่อยู่ที่นี่ ต้องถูกลดงาน หรือ ตกงานไปเลย จึงมีคนไทยที่รวมกลุ่มกันแจกอาหารเด็กนักเรียนไทยฟรี ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกรัฐ ในเมืองใหญ่ๆที่มีเด็กนักเรียนไทยอาศัยศึกษาและทำงานหาเงินเรียน รวมทั้งร้านอาหารที่มีจิตเมตตา เข้าร่วมช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน บางร้านไม่แจกฟรีก็ขายในราคาต้นทุน แค่พอได้จ่ายค่าเช่าและเลี้ยงลูกน้อง ในสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง แย่งกันกินกันใช้ เก็บกักตุนสิ่งของอุปโภค บริโภค อยากจะให้ทุกคนเลิกความเห็นแก่ตัว ก็ดูจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็เกิดเรื่องดีๆขึ้นในสังคมไทยตลอดแทบทุกวัน ................... ทั้งๆที่ธุรกิจการศึกษาที่ มาร์โก้ ทองพันธ์ มะลิวงษ์ ก็โดนมรสุม Covid-19 ซัดหนักเหมือนกัน แม้ว่าจะมีนโยบาย THAILAND level2 ทำให้ขอวีซ่าเข้าออสเตรเลียง่ายขึ้นก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้สถานภาพทางธุรกิจดีขึ้นเลย แต่ก็ยังมีจิตใจดี นำข้าวสารที่เก็บสต๊อกไว้ใช้เกี่ยวกับร้านอาหาร MD Thai Restaurant ของตัวเอง และ เอาไว้เป็นอุปกรณ์ในการสอนนักเรียน Commercial cookery and hospitality ออกสมทบกับการแจกข้าวสารที่ไทยทาวน์ นครซิดนีย์ ถึง 50 กระสอบ โดยเปิดใจว่า “นักเรียนเป็นผู้อุปการะคุณใช้บริการAustralian Centre ศูนย์วี่ซ่าและแนะแนวศึกษาต่อ Australia ช่วงเวลานี้ทุกคนลำบาก ต้องหยุดงานบ้าง ถูกลดงานบ้าง ต้องเอาเงินเก็บมาดูแลตัวเองและครอบครัว แต่เด็กนักศึกษา ไม่มีเงินเก็บ งานก็ไม่ได้ทำ ต้องช่วยเขาให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปด้วยกัน ผมและทีมงานทุกคน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะผ่านอุปสรรคไปด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่ง”

 
ทองพันธ์ มะลิวงษ์ โดนมรสุม Covid-19 ซัดหนักเหมือนกัน แต่ก็ยังมีจิตใจดี นำข้าวสารที่เก็บสต๊อกไว้ใช้เกี่ยวกับร้านอาหาร MD Thai Restaurant และ เอาไว้เป็นอุปกรณ์ในการสอนนักเรียน Commercial cookery and hospitality ในโรงเรียน ออกมาสมทบแจกจ่าย
 
@@@@ ในสภาวะที่เดือดร้อนไปทุกสาขาอาชีพนี้ มีข้อคิดดีๆอีกเรื่อง มาให้ผู้อ่านเดลินิวส์ได้นำไปดัดแปลงใช้กับธุรกิจของตัวเอง แพม ปิติฐิติยา ดิลกพรหิรัณย์ เจ้าของร้าน Thai Village Massage and Spa ซึ่งมีร้านในเครือถึง 18 สาขา ซึ่งนับว่าเป็นเบอร์หนึ่งของวงการธุรกิจร้านนวดไทยนั้น โดนมรสุมซัดหนักที่สุดในชีวิต เพราะร้านนวดแผนไทยของเธออยู่ในโลเกชั่นที่ดี ค่าเช่าจึงสูงแทบทุกสาขา และต้องปิดตัวลงตามมาตรการการคุมโรคระบาดอย่างไม่มีกำหนด ................... เดลินิวส์ สอบถามเรื่องผลกระทบจากการระบาดของ Covid 19 และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ปิติฐิติยา เปิดเผยว่า “แพมในฐานะเจ้าของร้านธุรกิจนวด ต้องปิดร้านทั้ง 18 สาขาลง อย่างไม่มีกำหนด ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ทำให้ต้องขาดรายได้ และยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่าเช่าร้านทั้ง 18 สาขา และบ้านพักสวัสดิการที่ให้พนักงานอยู่ฟรี อีก 4 หลัง แพมอยู่ในอาการโคม่าเลยนะคะ แต่แพมศึกษาธรรมะ อะไรในชีวิตอิงหลักพุทธศาสนาไว้ก่อน ต้องมีสติคะ ถามว่ามีทางออกเรื่องนี้อย่างไร? คนอื่นไม่ทราบนะคะ แต่สำหรับแพมแล้ว ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่พวกเรา (ร้านนวด) คนเดียวที่ได้รับผลกระทบ คนเกือบ 100% จากทุกๆสาขาอาชีพ ได้รับผลกระทบหมด ซึ่งแพมคิดว่า มันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่เราทุกคนต้องตั้งสติ อย่า Panic และเราต้องเชื่อมั่นว่าทาง Government ต้องมีทางออก ต้องมีการช่วยเหลืออย่างแน่นอน เพียงอาจต้องใช้เวลา เพราะมันมีความเดือดร้อนจากทุกทิศทาง ช่วงนี้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับค่าเช่าในร้านต่างๆ รวมถึงค่าเช่าบ้านพนักงาน จึงเป็นเรื่องเร่งด่วน สำคัญที่สุดคือการเจรจากับ Landlard หรือเอเจ้นท์ ขั้นตอนแรก แพมได้ส่งอีเมล์ แจ้งความเดือดร้อนจากการถูกปิดกิจการ ทำให้ขาด Cash flow เราต้องการอยากทราบความช่วยเหลือ หรือคำแนะนำจากทาง Landlord สามารถให้ความช่วยเหลืออะไรเราได้บ้าง ซึ่งแน่นอนอยู่แล้ว พวกเขาทุกคนรู้และเข้าใจและต่างก็ได้รับผลกระทบกับสถานการณ์นี้เช่นกัน บาง Landlord ก็ลดค่าเช่าให้ครึ่งหนึ่ง บาง Landlord ก็ให้รอว่าทางรัฐบาลจะประกาศนโยบายการช่วยเหลือ Small business ในเรื่องค่าเช่าอย่างไร แต่บาง Landlord ก็เงียบไป คือไม่ตอบ หรือ จะรอดูทิศทางอยู่ ซึ่งขั้นตอนต่อมา เมื่อถึงเวลาที่เราต้องจ่ายค่าเช่า ซึ่งเราก็ต้องใช้ความคิดมากๆเหมือนกัน ว่าทำอย่างไร ซึ่งแพมตัดสินใจว่า จะจ่ายไปแค่จำนวนหนึ่ง ไม่เกินความสามารถ เช่นค่าเช่าสัปดาห์ละ $1,500 จะจ่ายแค่ $200 เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่าเราอยากจ่ายค่าเช่า เพราะเราก็ไม่มีจริง กิจการไม่สามารถดำเนินการไปได้อย่างสถานการณ์ในยามปกติ เราทำได้แค่เพียงเท่านี้ ต้องเอาเงินเก็บออกมาใช้ แล้วส่งอีเมล์ชี้แจงไป เพราะสุดท้ายแล้ว แพมก็ยังเชื่อมั่นเหลือเกินว่า รัฐบาลต้องมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ขอให้เราทุกคนพยายามไม่เครียดจนเกินไป เพราะทุกปัญหาย่อมมีทางออก แพมขอเป็นกำลังใจให้กับเจ้าของธุรกิจทุกๆคนที่ต้องประสบปัญหาในแบบเดียวกันนี้ ขอแค่ให้เรารักษาสุขภาพจิต สุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรง ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เราจะผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน เชื่อเถอะค่ะ เราจะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน”
 
 
ปิติฐิติยา ดิลกพรหิรัณย์ เจ้าของร้าน Thai Village Massage and Spa ซึ่งมีร้านในเครือถึง 18 สาขา ซึ่งนับว่าเป็นเบอร์หนึ่งของวงการธุรกิจร้านนวดไทยนั้น โดนมรสุมซัดหนักที่สุดในชีวิตจากผลกระทบจากการระบาดของ Covid 19 กับการแก้ปัญหาของเธอ
 
@@@@ ขณะนี้ถึงสถานการณ์โรคระบาดจะไม่มีทีท่าว่าดีขึ้น แต่สภาพแวดล้อมคนไทยในออสเตรเลีย ก็ออกมาช่วยเหลือกัน รักกันมากขึ้น ช่วยทำให้สภาวะจิตใจดีขึ้น อีกหนึ่งหนุ่มและครอบครัวของเขา เจ้าของร้าน จัมโบ้ไทย แจ็ค อนุวัฒน์ พรลดาวงศ์ ผู้ออกมาช่วย ส่งข้าว ส่งน้ำ ให้พี่น้องชาวไทย ซึ่งนับว่าเขาเป็นรายแรกๆของซิดนีย์ จนกระทั่งเพื่อนฝูงมาช่วยกันทีมอัพมากยิ่งขึ้น ก่อนหน้านั้นอนุวัฒน์ได้กลับไปประเทศไทยด้วยปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้ จึงได้ไปอุปสมบทเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลังจากลาสิกขาบท ได้เดินทางกลับมาซิดนีย์ ออสเตรเลีย เพื่อดูแลงานและธุรกิจครอบครัวตามปกติ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เขาเองก็ต้องเก็บตัวอยู่ระยะหนึ่ง แต่เหตุการณ์ระบาดไวรัส COVID19 ลุกลาม และทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก จนวันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2020 เมื่อนายกรัฐมนตรี ออสเตรเลีย ประกาศ ให้ผู้เดินทางมาถึงออสเตรเลีย ให้เฝ้าระวังตัวเอง อยู่ในที่พักอาศัยเป็นเวลา 14 วัน เป็นเหตุให้เขาคิดว่า แล้วถ้านักเรียนไทย ที่กลับเข้ามา จะทำอย่างไร ถ้าไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ แล้วจะซื้ออาหารได้อย่างไร จึงตัดสินใจปรึกษากับครอบครัว และคิดถึงโครงการมอบอาหารฟรี ................. อนุวัฒน์ เล่าว่า “ผมเริ่มส่งอาหารให้ผู้คนเฝ้าระวัง ตั้งแต่จันทร์ที่ 16 มีนาคม แจกอาหารและน้ำดื่มฟรีวันละ 5 คน โดยแบ่งเป็น สองมื้อ น้ำสองขวดต่อวัน มีรายการอาหารคือ ผัดไทยไก่, ผัดซีอิ้วไก่, ข้าวผัดไก่, ผัดผักน้ำมันหอยไก่ราดข้าว โดยผู้ที่ได้รับต้อง ถ่ายรูปหน้าหนังสือเดินทาง และ ใบ Boarding Pass มาเป็นเอกสารขอรับอาหารฟรี ผมลงในเฟสบุ๊ค คนก็แชร์กันเป็นไฟลามทุ่ง ดูเหมือนผมจะเป็นรายแรกที่คิดถึงเรื่องนี้ เรามีทุนพอเพราะเป็นร้านอาหาร ผมเป็นคนไปส่งอาหารให้เองน้องๆเองทุกวัน แต่หลังจากลงโฆษณา มีคนติดต่อเข้ามามากมาย แต่ไม่ได้ขอรับอาหาร แต่เป็นการต้องการร่วมให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยที่ต้องเฝ้าระวัง ตามจุดประสงค์โครงการแต่แรก โทรมาจาก Perth, Melbourne และ เพื่อนๆใน Facebook ทำให้เกิดโครงการที่สอง คือ แจกอาหาร โดยเป็น ข้าวสวย ไข่สองฟอง น้ำเปล่า แต่มีน้องนำเสนอว่า น่าจะมีมาม่าด้วย จึงเริ่มแจกตั้งแต่ อังคารที่ 17 มีนาคม 2020” ................... ทางทีมงานอนุวัฒน์และเพื่อนๆ ได้ให้แจ็คเป็นคนออกหน้า และไม่ประสงค์ ออกนามกันอยู่เบื้องหลัง ซึ่งทีมแจ็คและเพื่อน และพี่น้องชาวจัมโบ้ไทย ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากรับสินค้าแล้ว ก็พูดคุยรับฟังปัญหาไปด้วย  อนุวัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า “บางครั้งน้องๆทีมงาน ถึงกลับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อรับฟังปัญหา ความกดดันของน้องๆนักเรียนไทยที่ตกงาน หรือโดนลดงาน แจ็คและทีมงาน ก็ได้แต่หวังให้ดีขึ้นเพื่อทุกคนในโลกนี้ เราทุกคนจะพบว่า สุดท้ายความไม่มีโรค คือ ลาภอันประเสริฐ ต่อให้มีเงินมากมาย เราก็ไม่สามารถ จ่ายเงินให้ใครมาป่วยแทน เราวิ่งตามโลกที่หาเงินไปซื้อของไม่จำเป็นกับชีวิต เมื่อปัญหาเกิดขึ้น กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา ไม่ใช่ของจำเป็น แต่ แค่เสื้อผ้า ที่พักอาศัย ยารักษาโรค อาหาร คือ สิ่งที่จำเป็นกับชีวิต ต่อไปมนุษย์ จะรู้จักออมเงิน และ จะรู้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอย่างไร ไม่มีคำสอนใด จะสอนให้เข้าใจ ได้ดีเท่าได้เจอกับตนเอง การแจกจ่ายอาหาร หรือช่วยเหลือ ผู้คน คือ ทานบารมี ที่สะสมไว้ เพื่อเป็นวาสนาให้ชาติภพต่อๆไป การที่เกิดมาชาตินี้ แล้วได้เป็นคนสองแผ่นดิน คือ ถือสองสัญชาติ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ฉะนั้น การที่มีวาสนาที่ดีแล้ว ก็ควรจะรู้จักหมั่นสะสมต่อไป และแบ่งปันผู้เดือดร้อน คนที่เข้าใจ จะรู้จักแปลงทรัพย์เป็นบุญ เพราะ เมื่อสละกายหยาบ ทรัพย์สมบัติที่หามาตลอดชีวิต ก็ติดตัวไปไม่ได้ มีเพียงบุญและบาป ที่จะติดตัวไป”
 
 
อีกหนึ่งหนุ่มและครอบครัวของเขา เจ้าของร้าน จัมโบ้ไทย แจ็ค อนุวัฒน์ พรลดาวงศ์ ผู้ออกมาช่วย ส่งข้าว ส่งน้ำ ให้พี่น้องชาวไทย ซึ่งนับว่าเขาเป็นรายแรกๆของซิดนีย์ ที่ออกมาช่วยเหลือสังคมคนไทย โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียน นักศึกษา
 
@@@@ ฉบับนี้ขอปิดท้ายด้วยเรื่องของการต่อสู้ของหนุ่มใหญ่ วัย 47 ปี เจ้าของร้านจัมโบ้ไทย ที่นครซิดนีย์ประเทศออสเตรเลียไปเลย แจ็ค หรือนายอนุวัฒน์ พรลดาวงศ์ หนุ่มจากรั้ว เกษตรศาสตร์ บางเขน เดินทางมาออสเตรเลีย เพื่อ ศึกษาปริญญาโท ที่ MacQuarie Univeristy ตั้งแต่ ปี 1997 ในสาขา Master of International Communication เมื่อเรียนจบ ก็สมัคร PR ของ Australia ซึ่งเป็นรุ่นแรก ของ การใช้ Skill Migration ต้องกลับไปรอที่เมืองไทยหนึ่งปี และกลับมาทำงานในปี 2002 และได้รับสัญชาติออสเตรเลียในปี 2004 ซึ่งเป็นปีที่พบกับคู่ชีวิต คือ นางสาว ณัฐพร อินทรประดิษฐ์ ซึ่งเรียนจบจาก University of Sydney เกียรตินิยม ในสาขา Master of International Business ปี 2006 ทั้งคู่ตัดสินใจทำธุรกิจ เปิดร้านอาหาร และได้ผ่านช่วงชีวิตลำบาก แต่ทั้งคู่เชื่อว่า ความอดทนต่ออุปสรรค และปัญหาจะพาให้ผ่านไปได้ และด้วยการเชื่อในพระพุทธศาสนา สวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญ ทำทาน ตลอดเวลา ทำให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคปัญหา และสามารถทำให้ธุรกิจก้าวหน้าไป ขยับขยายสาขา และไปร่วมลงทุนทำร้านอาหารญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า Hoshi และร้านอาหารไทย ชื่อ Bangkok Bold ที่กรุงเทพ ประเทศไทย เพิ่มเติม แต่ในปลายปี 2560 แจ็คได้รับข่าวร้ายที่เป็นจุดเปลี่ยน ของชีวิต คือ มีสภาวะโรคหัวใจ ซึ่งเป็นลักษณะทางพันธุกรรม สามารถเสียชีวิตได้ตลอดเวลา จึงทำให้แจ็ค ปรึกษากับครอบครัว ว่าชีวิตที่เหลืออยู่ จะขอช่วยผู้คน และทะนุบำรุงพระศาสนา และจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ แต่ในช่วงนั้นติดปัญหาเกี่ยวกับการขยายธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งขยายไปถึง 8 สาขา ทำให้ไม่สามารถจะเข้าอุปสมบทได้ รอจนเคลียร์ปัญหาทุกอย่างลงตัวแล้ว จึงได้เข้าบวชที่ วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2563 โดยได้ปราวนาตน เป็นพระอุปัฏฐากกับพระพุทธิสารเถร (หลวงปู่บุญกู้ อนุวัฑฒโน) ซึ่งเป็นพระอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน ผู้ติดตาม พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) พระนันทิโย หรือ พระแจ็ค ได้ศึกษาปฏิบัติธรรม และได้สิกขาบท เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เดินทางกลับมาซิดนีย์ ออสเตรเลีย เพื่อดูแลงานและธุรกิจครอบครัวตามปกติ
 
 
นายอนุวัฒน์ พรลดาวงศ์ หนุ่มใหญ่ วัย 47 ปี เจ้าของร้านจัมโบ้ไทย 2 สาขา ในนครซิดนีย์ ร้านอาหารญี่ปุ่น Hoshi และร้านอาหารไทย Bangkok Bold อีก 8 สาขา ที่ กรุงเทพ ประเทศไทย ซึ่งข่าวร้ายเรื่องสุขภาพเปลี่ยนความคิดและการใช้ชีวิตโดยสิ้นเชิง
 
ไตรภพ ซิดนีย์
tripope@hotmail.com

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 72