อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 3 มิถุนายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 3 มิถุนายน 2563

 "ล้มเหลว" หรือ "พาชาติพ้นวิกฤติ"

จะบอกว่า เป็นมาตรการสุดท้ายของรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ก็คงพูดได้เต็มปาก  กับการนำ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มารับมือกับไวรัสร้าย” โควิด-19 “ ส่วนบทสรุปจะจบลงอย่างไร ไม่นานก็คงมีคำตอบ อังคารที่ 31 มีนาคม 2563 เวลา 09.00 น.


ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ถ้าหากได้ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส "โควิด-19" ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วโลก หลังจาก “ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา“ นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม เสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 โดยมีกำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือน

ยิ่งไปไล่ดูตัวเลขผู้ติดเชื้อ และจำนวนผู้เสียชีวิตของทั่วโลกและประเทศไทย ยังพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ระบุว่า ตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลก อยู่ที่ 33,997 คน ติดเชื้อ 772,435 คน และหายป่วย 151,991 คน ส่วนไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อ 1,524 ราย เสียชีวิต 9 ราย
 
ขณะที่หัวหน้ารัฐบาลได้ชี้แจงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึงการประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548  เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ระบุตอนหนึ่งว่า “ช่วงเวลาหลายสัปดาห์ และหลายเดือนข้างหน้า ต่อจากนี้ไปเราอาจจะต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้าย และเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศไทย อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา



ช่วงเวลานี้เป็นบททดสอบที่เราทุกคนไม่เคยเผชิญมาก่อน ถึงวันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของภาวะวิกฤติจากไวรัสโควิด-19 และสถานการณ์อาจจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น และเลวร้ายยิ่งขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่า ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ รวมทั้งรายได้ และการใช้ชีวิตของคนไทยทุกคน

"ด้วยเหตุนี้ ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ ด้วยความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เราสามารถหยุดการแพร่ระบาด พร้อมกับลดผล กระทบทางเศรษฐกิจ ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนทุกคนให้ได้ ผมจะเข้ามาบัญชาการ การจัดการกับไวรัสโควิด-19 ในทุกมิติอย่างเต็มตัว ทั้งด้านการป้องกันการระบาด การรักษาพยาบาล
 
 จนถึงการเยียวยาและฟื้นฟูประเทศจากผลกระทบของโควิด-19 ผมจะเป็นผู้นำในภารกิจนี้และรายงานตรงต่อประชาชนชาวไทยทุกคน โดยจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อควบคุมสถานการณ์ การระบาดของโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป “
 
สำหรับการจัดโครงสร้างเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคร้ายนั้น เรียกว่า “ศูนย์ฉุกเฉินในการแก้ปัญหาโควิด-19" หรือ “ศอฉ.โควิด-19" ของรัฐบาล ซึ่งผู้นำสูงสุดในการตัดสินใจทุกเรื่องก็คือ “พล.อ.ประยุทธ์ “ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์  ซึ่งใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ที่จะนำอำนาจตามกฎหมายต่าง ๆ 38 ฉบับมาไว้ที่ “ ศอฉ.โควิด-19 “  เพื่อให้นายกฯบูรณาการอำนาจทั้งหมดในการรับมือกับโรคร้าย 



ขณะที่เนื้อหาของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 1) ที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามประกาศเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 มีนาคม 2563
 มีเนื้อหาสรุปดังนี้ อาทิ ข้อ 1การห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง ตามที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อได้ประกาศหรือสั่งตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ไว้ก่อนวันที่ข้อกำหนดนี้ใช้บังคับและที่ทางราชการจะประกาศ ข้อ 2 การปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค ข้อ 3 การปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร

ข้อ 4 การห้ามกักตุนสินค้า โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องตรวจและควบคุมดูแลผู้ประกอบการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ตามพระราชบัญญัติสำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ พ.ศ.2497 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง, ข้อ 5 การห้ามชุมนุม, ข้อ 6 ห้ามการเสนอข่าวหรือทำให้แพร่หลายทางสื่อต่างๆ ซึ่งมีข้อความหรือข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) อันไม่เป็นความจริง และอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ข้อ 7 มาตรการเตรียมรับสถานการณ์  เด็ก คนแก่ มีโรค ให้อยู่บ้าน 

ข้อ 8 มาตรการพึงปฏิบัติสำหรับบุคคลบางประเภท ให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้ง่ายดังต่อไปนี้ อยู่ในเคหะสถานหรือบริเวณสถานที่พำนักของตน เพื่อป้องกันตนเองจากการติดเชื้อจากสภาพแวดล้อมภายนอก (1) ผู้สูงอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปีขึ้นไป

(2) กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคในระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ซึ่งมีภูมิคุ้มกันต่ำตามธรรมชาติของโรคและด้วยยาที่ใช้รักษา (3) กลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่าห้าปีลงมา เว้นแต่บุคคลดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อการพบแพทย์ 

ข้อ 9 มาตรการเกี่ยวกับการออกนอกราชอาณาจักร ข้อ 10 มาตรการดูแลความสงบเรียบร้อย, ข้อ 11 ให้มีมาตรการป้องกันโรคตามที่ทางราชการกำหนดเพื่อใช้ปฏิบัติเป็นการทั่วไป ข้อ 12 นโยบายการยังคงให้เปิดสถานที่ทำการ ข้อ 13 คำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด ข้อ 14 คำแนะนำในการจัดกิจกรรมอื่นๆ ข้อ 15 โทษผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 และ ข้อ 6, ข้อ 16 การใช้บังคับ ข้อกำหนดนี้ให้ใช้บังคับทั่วราชอาณาจักร 


 
เมื่อพิจารณาถึง พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉินฯ นั้น ซึ่งหัวหน้ารัฐบาลขออำนาจจากที่ประชุมครม. นั่นหมายความว่า การใช้อำนาจและแก้ไขปัญหาทุกอย่าง จะมารวมศูนย์อยู่ที่นายกฯ ซึ่งในช่วงแรกของการรับมือ “โควิด-19 “ จะมีเสียงวิจารณ์ในทางลบอย่างต่อเนื่อง 
 
ทั้งการตัดสินใจล่าช้าในการออกมาตรการ การประสานของหน่วยงานภาครัฐ  การชี้แจงและสื่อสารถึงแนวทางการทำงาน และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น  แต่ที่มีเสียงวิจารณ์ในด้านลบมากที่สุด คงหนีไม่พ้น การขาดแคลนหน้ากากอนามัย (แมสก์ ) อุปกรณ์สำคัญทางการแพทย์  จนมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน จนนำมาสู่การตัดสินใจของนายกฯ ในการรวบอำนาจทั้งหมด มาอยู่ที่ตนเองเพียงคนเดียว 
 
อย่างไรก็ตามการดึงอำนาจมาไว้ที่หัวหน้ารัฐบาลทั้งหมด เปรียบเสมือน "ดาบสองคม “ เพราะถ้าหากพลาดพลั้งไป  ภารกิจเกิดความล้มเหลว นั่นหมายความว่า “พล.อ. ประยุทธ์" ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
 
ยิ่งวิกฤติที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย เป็นเรื่องที่ทุกประเทศในโลก กำลังรับมือกับไวรัสร้าย ซึ่งถือเป็นเรื่องยาก เมื่อเทียบกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และการรับมือกับการชุมนุมของคนเสื้อสีต่าง ๆ
 
แต่ถ้า “พล.อ. ประยุทธ์ ” นำพาชาติพ้นวิกฤติ นั่นหมายความว่าจะได้รับเสียงเยินยอ และกระแสตอบรับ  จะช่วยทำให้ฉากจบของหัวหน้ารัฐบาล ในตำแหน่งนายกฯ เป็นไปด้วยความสวยงาม แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาตรงกันข้าม  นอกจากหัวหน้ารัฐบาลจะต้องรับผิดชอบกับความล้มเหลวที่เกิดขึ้น  เรื่องราวที่เกิดขึ้นก็จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์  
 
เพราะวิกฤติที่เกิดขึ้น เกือบทุกประเทศในโลก ได้รับผลกระทบจากเชื้อโรคร้าย   และมีข้อเปรียบเทียบว่า ผู้นำคนไหนมีศักยภาพและความสามารถมากกว่ากัน 
.....................................
คอลัมน์ สืบเสาะเจาะข่าว
โดย "ระฆังแก้ว"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    81%
  • ไม่เห็นด้วย
    19%

บอกต่อ : 94