อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564

วันวานก่อนวันนี้.."โฆษกโควิด" "นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน"

“บุคคลที่คุ้นหน้าที่สุด” เวลานี้จะต้องมี “นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน” อยู่ในลำดับต้น ๆ คนไทยเริ่มคุ้น ๆ คุณหมอท่านนี้มาตั้งแต่ไทยเริ่มพบการแพร่ระบาดของเชื้อ “ไวรัสโควิด-19” ซึ่งขณะนั้นเขาทำหน้าที่เป็นหนึ่งในทีมโฆษกของกระทรวงสาธารณสุข ก็ยิ่งคุ้นตาคนไทยขึ้นไปอีก ในฐานะ “โฆษก ศบค.” อาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2563 เวลา 10.30 น.

ากจะให้คนไทยจัดอันดับบุคคลที่คุ้นหน้าที่สุด เวลานี้ ก็เชื่อขนมกินได้ว่าจะต้องมี นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ติดอยู่ในลิสต์ลำดับต้น ๆ ด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งคนไทยเริ่มคุ้น ๆ คุณหมอท่านนี้มาตั้งแต่เดือนมกราคม หรือตั้งแต่ในไทยเริ่มพบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19” ซึ่งขณะนั้นเขาทำหน้าที่เป็นหนึ่งในทีมโฆษกของกระทรวงสาธารณสุข จนเมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังจากรัฐบาลได้ประกาศจัดตั้ง ศูนย์บริหารสถาน การณ์ โควิด-19 หรือ ศบค.” ขึ้นมา ภาพของคุณหมอท่านนี้ก็ยิ่งคุ้นตาคนไทยยิ่งขึ้นไปอีก ในฐานะ โฆษก ศบค.” ที่ต้องทำหน้าที่คอยอัพเดทสถานการณ์ให้กับประชาชนคนไทย ทั้งนี้ ก่อนที่จะก้าวมาทำหน้าที่สำคัญ ณ วันนี้ เส้นทางชีวิตคุณหมอท่านนี้ก็มีเรื่องราวน่าสนใจ ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปย้อนอดีตเพื่อทำความรู้จักกับคุณหมอท่านนี้กันอีกครั้ง…

e e e e
      
ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาเป็นจิตแพทย์ และ  จริง ๆ ก็ไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าตัวเองจะมาเรียนหมอ...เป็น ความลับที่ นพ.ทวีศิลป์ เคยเปิดเผยไว้กับ “ทีมวิถีชีวิต” เมื่อครั้งยังทำหน้าที่ โฆษกกรมสุขภาพจิต ซึ่งบทสนทนาในครั้งนั้นมีการตีพิมพ์ลงในหน้า “วิถีชีวิต” หนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” ฉบับวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2548 หรือเมื่อเกือบ 15 ปี ที่ตอนนั้นสังคมไทยก็เริ่มโฟกัสชีวิตของคุณหมอท่านนี้กันแล้ว ในฐานะหมอหล่อ ที่สาวน้อยสาวใหญ่ต่างออกปากว่า... “อยากจะเป็นคนไข้ของคุณหมอ” แต่ทั้งนี้ นพ.ทวีศิลป์ สมรสแล้วกับ พญ.วิไลรัตน์ และมีทายาทด้วยกัน 2 คน โดยคนโตชื่อ ธรรศ ส่วนคนเล็กชื่อ ธนวินทร์



      
คุณหมอเล่าให้ฟังไว้ว่า เป็นคนโคราช เกิดที่จังหวัดนครราช สีมา ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน คุณพ่อ-คุณแม่ชื่อ เว้งกวง-เพ็ญนภา แซ่โต๋ว โดยคุณหมอเป็นลูกคนที่ 2 ในจำนวนลูก ๆ ทั้งหมด 5 คน ทั้งนี้ คุณหมอได้เล่าให้ฟังถึงชีวิตครอบครัวของคุณหมอในช่วงวัยเด็กว่า... ครอบครัวของคุณหมอมีอาชีพค้าขาย และในวัยเด็กชีวิตก็ค่อนข้างลำบาก เพราะคุณพ่อของคุณหมอพิการขาขาด เนื่องจากอุบัติเหตุถูกเลื่อยตัดน้ำแข็งตัด แถมต่อมาคุณแม่ก็มาป่วยด้วยโรคหัวใจอีก จนกลายเป็นจุดหักเหทำให้ชีวิตคุณหมอเปลี่ยนแปลง และด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ทำให้คุณหมอในวัยเยาว์จึงต้องทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ตั้งแต่การพับถุงกระดาษขาย ทำขนมผิงขาย จนถึงขนเศษอาหารไปรับจ้างเลี้ยงข้าวหมู
      
บ้านที่อยู่ตอนนั้นก็มีเพียงฝาไม้สี่ด้าน ไม่มีเงินจะซื้อ  ไม้มากั้นเป็นห้อง ก็อาศัยไปคุ้ยเอาพวกเศษไม้ ตะปูเก่า จากบ้านญาติ ๆ ที่ทำเฟอร์นิเจอร์ มาปะติดปะต่อให้เป็นห้อง ซึ่งผมจำช่วงเวลานั้นได้ดี เพราะช่วงนั้นครอบครัวเราวิกฤติหนักพอสมควร นี่อาจเป็นจุดที่ทำให้ผมทนความกดดันได้เกือบทุกเรื่อง อีกอย่างที่ผมรู้ก็คือ ความดิ้นรนสามารถทำให้คนเราทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกไปทางดีหรือทางร้าย ...เป็นแนวคิดชีวิตที่คุณหมอเล่าให้ฟังไว้ในขณะนั้น


                                
ส่วนชีวิตการเริ่มต้นในอาชีพแพทย์นั้น คุณหมอทวีศิลป์ เล่าเอาไว้ ว่า จริง ๆ แล้ว ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นจิตแพทย์ และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเรียนแพทย์ด้วยซ้ำ เนื่องจากตอนเด็กเป็นคนชอบการวาดรูป ถนัดทางขีด ๆ เขียน ๆ มากกว่า อย่างไรก็ตาม ที่สุดก็ได้เรียนหมอ และพอเรียนจบแพทย์ปี 6 จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี 2532 ก็ต้องมีการใช้ทุน โดยต้องทำงานเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 3 ปี โดย ใช้วิธีจับลูกปิงปอง ซึ่งตอนนั้นเขาจับให้อยู่รอบที่ 5 และเหลือโรงพยาบาลให้จับไม่กี่แห่ง...
      
ตอนนั้นคุณพ่อไม่ค่อยสบาย โรงพยาบาลที่มีให้เลือกก็มีแค่โรงพยาบาลประสาทสงขลา กับที่จิตเวชนครราชสีมาเท่านั้น พอดีเพื่อนอยากไปที่สงขลา เราก็สละสิทธิ์ให้เขา เพราะเราเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องดูแลพ่อ ก็เลยได้อยู่ที่จิตเวชนครราชสีมา


      
คุณหมอเล่าย้อนไปถึงการทำงานในอดีตให้ฟังไว้ว่า วันหนึ่ง ๆ ต้องออกตรวจคนไข้เกือบร้อยคนต่อวัน และพอดีกับช่วงนั้นมีข่าวลือว่าเขื่อนลำมูลบนจะแตก ก็มีชาวบ้านแตกตื่นอพยพกัน เป็นข่าวครึกโครม เขาก็เลยจำเป็นต้องไปดูแลจุดนั้น ซึ่งแรก ๆ ไม่คิดว่าจะต้องดูงานทางด้านจิตเวช เพราะเรียนเกี่ยวกับทางกายมา แต่พอทำไปทำมาสักพักก็รู้สึกสนุก เพราะมีอะไรที่เขาคิดว่าต้องเรียนรู้อีกมาก ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อทางด้านจิตเวชที่โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา พอเรียนจบครบ 3 ปีก็ได้เข้าทำงานที่นั่น และทำหน้าที่สอนนักศึกษาแพทย์ควบคู่กันไป จนปี 2537 ก็ตัดสินใจไปเรียนต่อเพิ่มเติมด้านจิตเวชที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ทางด้านประสาทจิตเวชศาสตร์
      
ความรู้เกี่ยวกับจิตเวชสมัยนั้นยังไม่เจริญ จะเรียนเกี่ยวกับจิตใจอย่างเดียว ต่อมาพอเราไปเรียนเพิ่มก็รู้ว่ามีอีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ กายก็ใช่ สมองก็ใช่ การใช้ยาก็ช่วยได้ มันสัมพันธ์กันหมด ก็ถือเป็นโชคดีของเราที่ได้รู้ทั้งกายและจิต เพราะเราเรียนทางกายมา 6 ปี แล้วมาต่อจิตอีก ก็ครบ
      
อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียนมาแน่นปึ้ก!! แต่ภาพลักษณ์ของคนที่เป็นหมอรักษาอาการทางจิตในยุคนั้นก็ยังถูกสังคมมองติดลบอยู่ ซึ่งคุณหมอทวีศิลป์เล่าไว้ว่า จำได้ว่าพอเพื่อนฝูงรู้ข่าวว่าเลือกเรียนต่อทางด้านนี้ ก็ถูกทักท้วง ซึ่งแม้ตัวเองจะมั่นใจ แต่ก็มีบ้างที่เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจและขัด ๆ หูเมื่อถูกเรียกว่าหมอโรคจิต โดยคุณหมอเคยเล่าถึงความรู้สึกเรื่องนี้ให้ฟังไว้ว่า ตอนไปเป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง ก็มีคนตะโกนทักว่า เฮ้ย!!...เป็นไงหมอโรคจิต คนก็หันมามอง ซึ่งตอนนั้นก็มีอาย ๆ เพราะตอนนั้นสังคมยังไม่เข้าใจงานด้านนี้เหมือนในปัจจุบันนี้ ทำให้ในยุคนั้นแพทย์ที่ทำงานรักษาผู้ป่วยทางจิตมักจะถูกมองเป็นหมอชั้น 2
      
ส่วนความประทับใจในการทำงานในฐานะ จิตแพทย์ ในตอนนั้น คุณหมอบอกไว้ว่า... ก็มีหลายเคส แต่มีเคสหนึ่งที่จำได้ดีคือรายผู้ป่วยชายคนหนึ่งซึ่งเสพยาบ้าจนเกิดอาการหลอน ปีนขึ้นไปบนเสาวิทยุของ สน.บุปผาราม ซึ่งทางตำรวจติดต่อให้ช่วยดูแลรายนี้ ก็เฝ้าดูตั้งแต่บ่ายจนถึงตี 3 แต่ก็ยังไม่ยอมลงมา พอ 7 โมงออกเวรก็เตรียมตัวกลับบ้าน แป๊บเดียวตำรวจก็โทรฯ มาแล้วบอกว่าปีนลงมาเองแล้ว ก็ไปรับตัวมาที่โรงพยาบาล และเรื่องก็มาเกิดซ้ำที่โรงพยาบาลอีก


      
พอรับตัวมา เราก็ฉีดยาให้เขา จะได้หลับ ช่วงที่รอให้ยาออกฤทธิ์ ก็ดูเขาสงบดีนะ กินข้าวได้ ทักทายได้ แต่พอกำลังจะพาเดินไปที่ตึกเขาก็เกิดอาการอีก วิ่งปรู๊ดขึ้นต้นไม้เลย สูงสักตึก 3 ชั้นเห็นจะได้ เราก็กลัวเขาจะตกลงมา ข้างล่างเป็นพื้นคอนกรีตด้วย ก็คิดว่าจะทำยังไง ก็ไปหากล่องกระดาษมารองให้เต็ม เอาเบาะมารองให้ทั่ว ก็จำมาจากในหนังแอ๊คชั่นที่ดูเบื้องหลังของพวกสตั๊นต์แมน ก็ลองดู สักพักเขาก็เริ่มง่วง และโชคดีที่เจ้าหน้าที่ขึ้นไปล็อกตัวได้ก่อน ตอนนั้นมีแต่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พวกตำรวจ นักข่าว กลับหมดแล้ว ก็เหลือแต่พวกเราที่ต้องมาระทึกขวัญกันเอง... ส่วนเคสอื่น ๆ ก็มีแบบน่ารัก ๆ เพราะคนไข้ชอบแซว เพลงที่เคยได้ยินประจำคือ... คุณหมอคะ...หนูนอนไม่ค่อยจะหลับ คือเขาร้องแซวเรา เวลาผมไปตึกหญิงก็จะเจอคนไข้แซว บางคนก็จะตะโกนแซวว่าตรวจหนูก่อนนะคะ ๆ บางคนก็มานั่งรอกระเซ้าเราว่าเมื่อไหร่จะตรวจเขาซะที

e e e e
      
...นี่เป็นส่วนหนึ่งจากบทสนทนาเมื่อเกือบ 15 ปีที่แล้ว...ถึง เส้นทางชีวิตของ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธินคนนี้ ซึ่ง “ทีมวิถีชีวิต” มีโอกาสสัมภาษณ์นับตั้งแต่ครั้งที่คุณหมอรูปหล่อท่านนี้ยังมีบทบาทในฐานะ “โฆษกกรมสุขภาพจิต” จนมาวันนี้...ที่รับหน้าที่สำคัญในฐานะ โฆษก ศบค.” เพื่อสื่อสารข้อมูลสำคัญ ให้คนไทยทุกคนได้รับทราบ...
      
ในยุคโควิด-19” คุกคามทั้งกายและใจคนไทย.

.....................................................
     ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน
ขอบคุณภาพจาก FB : dr.taweesilp

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 77