อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 2 มิถุนายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 2 มิถุนายน 2563

ความอึดอัดใจ ในภาวะโควิด-19 ระบาดทั่วเมือง

ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาดขณะนี้ ถ้ามองโลกในแง่ดีคือ “ไทยยังคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างดี” คือยังทรงๆ กราฟไม่พุ่งพรวดๆ แบบประเทศทางยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา พฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563 เวลา 12.00 น.


ในสถานการณ์โควิด-19 ระบาดขณะนี้ ถ้ามองโลกในแง่ดีคือ “ไทยยังคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างดี” คือยังทรงๆ กราฟไม่พุ่งพรวดๆ แบบประเทศทางยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ก็ได้แต่เอาใจช่วยประเทศชาติ ช่วยรัฐบาลให้ผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้ในเร็ววัน ให้ดีที่สุดคือเดือน พ.ค.ต้องยุติ เพราะพอเดือน พ.ค.จะเกิดโรคไข้หวัดใหญ่กับไข้เลือดออกระบาดอีก ซึ่งอาการเบื้องต้นมันคล้ายๆ โควิด-19 จะทำให้การตรวจคัดกรองต้องเพิ่มขึ้น ลำบากขึ้น

แต่วันนี้ มีหลายต่อหลายเสียงที่สะท้อนออกมาแล้วบอกถึง “ความอึดอัดใจ” กับปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องการทำงานของรัฐบาล ซึ่งการจะพูดเรื่องนี้ไม่ใช่การชังชาติ ชังรัฐบาล แต่ต้องการสะท้อนบางปากเสียงที่บางทีอาจ “หลงหูหลงตา” รัฐบาลไปบ้างว่า คนที่อยู่ในสถานการณ์เขาเป็นอย่างไร พวกนักรบด่านหน้าอย่างทีมแพทย์นี่เขาพบเจอกับความเสี่ยงอะไร เผื่อว่า เสียงจะดังไปถึงรัฐบาลแล้วมีการช่วยเหลือเกื้อหนุนแก้ไขปัญหาให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

เรื่องแรกที่ได้รับเสียงบ่นมาเรื่อยๆ คือโรงพยาบาลหลายโรงพยาบาล ที่ไม่ใช่โรงพยาบาลใหญ่ระดับเป็นโรงเรียนแพทย์  มีหมอออกมาโพสต์ หรือมีผู้รวบรวมสิ่งของบริจาคให้โรงพยาบาลออกมาโพสต์บอกเล่าว่า มี “ผู้ใหญ่” ที่ไม่รู้จะหน้าใหญ่ไปถึงไหน สั่งห้ามไม่ให้บอกว่า วัสดุอุปกรณ์มีไม่เพียงพอ ไม่ให้ขอบริจาค ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า “ผู้ใหญ่” ที่ว่าสั่งเพราะไม่อยากถูก “ผู้ใหญ่กว่า” ตำหนิว่าไม่พร้อม บริหารไม่เป็น หรือเพราะว่าอะไรกันแน่



สำคัญคือการยอมรับความจริง อะไรไม่พอก็บอกไม่พอ ชุดตรวจ PPE , หน้ากาก N95 , น้ำยาตรวจ ไม่พอก็ควรต้องพูด อย่ามองผลแค่ว่าจะทำให้ประชาชนตระหนก แต่สื่อสารดีๆ ว่า ความไม่พร้อมนั่นแหละยิ่งต้องทำให้ประชาชนระวังตัวมากขึ้น ให้ความร่วมมือกับมาตรการ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เพื่อไม่ให้ตัวเองติดและเป็นภาระกับสถานพยาบาล ซึ่งตอนนี้ข่าวว่าวัสดุอุปกรณ์หลายอย่างถูกเอาไปใช้ตรวจโควิดจนโรคอื่นจะไม่ได้รักษาอยู่แล้

ประชาชนหลายคนเขามีกำลัง มีลู่ทาง ต้องการจะช่วยโรงพยาบาลก็ให้เขาช่วย รอภาครัฐเห็นทีจะไม่ไหว กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมันหลายขั้นตอน แล้วเงินมีพอหรือเปล่าก็ไม่รู้ เผลอๆ ต่อไปเกิดอุบัติเหตุให้มีการ super spread ขึ้นมา ไอ้ของที่เตรียมไว้ในสต๊อกแหละมันก็ต้องใช้ ดังนั้นคิดว่า “ผู้นำ”แหละต้องฟังโรงพยาบาล แล้วตบปาก “ผู้ใหญ่” หน้าบางหลายๆ คนที่เบรกการขอรับบริจาค มันเป็นภาพที่ดีกว่าไหมถ้าเราได้เห็นน้ำใจไทย

เรื่องต่อมาที่เป็นความอึดอัดใจที่ได้ยินคนพูดมากในวันสองวันที่ผ่านมา คือกรณีมาตรการเกี่ยวกับการเดินทางกลับประเทศ จากประเทศกลุ่มเสี่ยง วันที่ 3 เม.ย.ที่มีการเคอร์ฟิววันแรกก็เป็นเรื่อง เพราะมีคนไทยที่เดินทางกลับ อาจไม่เข้าใจหรืออะไรก็แล้วแต่ คิดว่าได้ใบ fit to fly จากประเทศต้นทางมาแล้วก็สามารถเข้าประเทศไทยได้ เลยจับคนกลุ่มนี้กักตัวไม่ทัน ต้องมาไล่ล่าหาตัวกันให้มารายงานตัววันที่ 4 เม.ย.



จากเสียงบ่นในอินเทอร์เนต จับใจความได้ว่า “เขาไม่รู้ว่าไทยยกระดับการป้องกันการเข้าประเทศวันที่ 2 เม.ย.” บางคนอยู่บนเครื่องบินแล้ว บางคนรอเปลี่ยนเครื่อง พอลงมาก็ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่จะเอาอย่างไร จะให้ไปกักตัวหรืออะไร ก็โกลาหลวุ่นวายไป จนต้องออกคำสั่งด่วนระงับไฟลท์บินจากต่างประเทศสามวัน นั่นคือคำสั่ง จากที่เดิมขอความร่วมมือระงับไฟลท์บินถึง 15 เม.ย. แต่ทางรัฐบาลยืนยันว่า “คนไทยต้องได้กลับบ้าน”

ที่กลับมาวันที่ 3 เม.ย.ก็ส่วนหนึ่ง แต่ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากหลายพันคนที่ต้องการจะกลับมา ดังนั้น ผ่าน 3 วันที่ระงับไฟลท์บินไป ก็ขอให้รัฐบาลมีนโยบายให้ชัดว่า ถ้ากักตัว กักที่ไหน และต้องกักในลักษณะที่ป้องกันเชื้อได้จริงคือให้กักแยกห้องกันไม่ใช่กักรวมๆ เจ้าหน้าที่ กำลังพลอะไรก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ เจ้าพนักงานพวกนี้ก็ต้องป้องกันตัวให้ดีเพราะเกิดใครเป็นพาหะก็พากันติด กำลังที่จะทำงานก็ต้องหายไปกักตัวอีกส่วนหนึ่ง



รัฐบาลทำพลาดมาแล้วเรื่องอยู่ๆ ออกคำสั่งแล้วสกัดการเคลื่อนย้ายประชากรไม่ได้ ก็กรณีที่ปิดสถานประกอบการ สถานบริการใน กทม.วันที่ 14 มี.ค. หวังว่าจะให้คนกักตัว กลายเป็นว่า ไม่มีมาตรการรองรับว่า “ถ้าให้เขาอยู่กรุงเทพเขาจะทำอะไรกิน” เขาก็ต้องกลับบ้าน กลายเป็นการเอาเชื้อไปแพร่ต่อที่ต่างจังหวัดอีก จนบางจังหวัดทนไม่ได้ อย่างบุรีรัมย์ ประกาศ shut down จังหวัดตัวเองนำร่องไปเลย สิ้นเรื่อง ดังนั้นก่อนมีคำสั่งอะไร ประเมินสถานการณ์รอบด้านก่อน

มาตรการที่รอบด้าน จะทำให้เราไม่อยู่ในลักษณะการ วิ่งตามเชื้อ” ต้องสกัดไว้ก่อนว่า ถ้าป้องกันการเคลื่อนย้ายประชากร ต้องให้สวัสดิการอะไรให้เขาสามารถอยู่กับที่ได้ เครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ก็ต้องพร้อม การตรวจคัดกรอง โรงพยาบาลสนามก็ต้องพร้อม ถ้าจะรีบผันเงินมารองรับ ก็รีบออกมาตรการบังคับ หรือออกกฎหมาย ไม่ใช่การขอความร่วมมือไปวันๆ แล้วรอดูว่าหน่วยงานไหนมีน้ำใจ รัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาดก็สั่งได้เลย  

ต่อมาก็เป็นเรื่องเคอร์ฟิว ซึ่งประกาศเบื้องต้นไปแล้วว่าจะเคอร์ฟิวตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย. ตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีสี่ แต่ถ้าจังหวัดไหนอย่างภูเก็ตที่ประกาศเคอร์ฟิวนำไปก่อน ให้ยึดตามจังหวัดนั้นแล้วขยายเวลาให้เท่าของรัฐบาล ไม่ใช่ลดเวลาของรัฐบาล (เช่น กทม.เดิมเคอร์ฟิวถึงตีห้า แต่พอมาตรการรัฐบาลออกก็ยังคงเคอร์ฟิวถึงตีห้า) ก็มีสายขวางโลกเข้ามาแสดงความเห็นเหน็บแนมว่า เชื้อโรคมันทำงานกลางคืนเหรอ ถึงปิดเฉพาะกลางคืน



เชื้อโรคไม่ได้ทำงานกลางคืน แต่มันทำให้คนเดินทางกลับบ้านเร็วขึ้น มันเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงไม่ได้เพราะหลายงานก็ยังจำเป็นจะต้องออกมาทำกลางวัน และถ้าเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงจะยิ่งกระทบเศรษฐกิจหนัก ตอนนี้รายได้ส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจสั่งซื้อของแบบส่งถึงบ้าน จะให้ธุรกิจพวกนี้ทั้งผู้ประกอบการ ทั้งผู้ส่งของ เจ๊งไปอีกก็ไม่ได้ และอย่างน้อยการเคอร์ฟิว 4 ทุ่มก็ป้องกันการรวมตัวมั่วสุมของพวกเด็กแว๊น วัยรุ่นปาร์ตี้ หรือพวกเข้าบ่อน

เคยคุยกับหมอท่านหนึ่ง รายนี้มีความเห็นว่า สิ่งที่ควรทำคือการลดกิจกรรมที่ต้องออกนอกบ้านให้ได้มากที่สุด จุดกระจายเชื้อโรคมาจากขนส่งสาธารณะ ตลาดสด กระจายได้ง่าย แต่คนจำเป็นต้องกินต้องใช้ ก็น่าจะปรับนโยบายเช่น การเหลื่อมเวลาทำงาน อย่างคนนึงเข้าแปดโมงออกบ่ายสอง อีกคนเข้าสิบโมงออกบ่ายสี่ อีกคนเข้าเที่ยงออกหกโมงเย็น เพื่อให้บริการรถสาธารณะไม่แน่นตามเวลาเข้าออกงานปกติคือราวแปดโมงถึงห้าโมงเย็น

และต้องเพิ่มรอบวิ่งรถสาธารณะเพื่อลดความแออัดในรถ ตอนนี้มีขึงเทปห้ามนั่ง แต่ถ้าคนต้องเดินทางเขาก็ยืนเบียดๆ กัน เผลอๆ ใกล้ชิดแพร่เชื้อกันได้ง่ายกว่านั่งอีก ส่วนเรื่องตลาดสดก็อาจใช้การกำหนดแผงเปิดวันคู่วันคี่ แผงไหนเปิดวันคู่ แผงไหนเปิดวันคี่ กำหนดมาเพื่อลดความแออัดในตลาด หรือใช้วิธีขายส่งช่วยไม่ให้คนมาตลาด อันนี้ก็อยากฝากให้รัฐบาลพิจารณาดู Work from home ก็อาจไม่ต้องเข้าเต็มทีมเพื่อลดจำนวนคนในออฟฟิศ อาจสลับเวรกันเข้า

ตอนนี้สถานการณ์เฉพาะหน้าต้องแก้เยอะ ก็เอาใจช่วยรัฐบาล และขอให้ประชาชนระวังตัวเองด้วย.  
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 229