อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563

โควิดรอบโลกวันนี้ ไทยยังถือเป็นประเทศที่โชคดี

คนไทยควรจะมีความสุขกับการได้กลับบ้าน อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาตามประเพณีสงกรานต์ แต่เหตุที่เกิดขึ้นคือการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การเดินทางอะไรต้องชะงักหมด และกิจกรรม ปาร์ตี้ อีเวนท์อะไรที่เขาเตรียมจะจัดโกยเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวก็คงหายเรียบ พฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2563 เวลา 12.00 น.


อาทิตย์นี้ก็ถือเป็นอาทิตย์ที่คนไทยควรจะมีความสุขกับการได้กลับบ้าน ไปเยี่ยมครอบครัว อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาตามประเพณีสงกรานต์ แต่เหตุที่เกิดขึ้นคืการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การเดินทางอะไรต้องชะงักหมด และกิจกรรม ปาร์ตี้ อีเวนท์อะไรที่เขาเตรียมจะจัดโกยเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวก็คงหายเรียบเช่นกัน แต่ก็ต้องยอมรับสภาพกันไปก่อน ดีกว่าจะให้มันระบาดหนักจากการเคลื่อนย้ายประชากรแล้วรับมือกันไม่ไหว

มีคนสงสัยว่า “แล้วสถานการณ์มันจะจบ ทุกสถานประกอบการจะกลับมาเปิดเป็นปกติได้เมื่อไร” มันก็ตอบยากขึ้นอยู่กับ 1.ความร่วมมือของประชาชนในการ ป้องกันตัวเองตามมาตรการ social distancing ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าคนเดินผ่านไปผ่านมารอบตัวเราใครเป็นพาหะบ้าง ก็ต้องพยายามไม่มีกิจกรรมทางสังคม และ 2.คือการรักษาความสะอาด ทางอิตาลีเขาก็ออกข่าวมาว่า เชื้อมันติดมากับรองเท้าได้ เหยียบอะไรมามันก็เอาเชื้อเข้าบ้านได้



รัฐบาลก็พยายามออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดแบบเอาจริงเอาจัง เคอร์ฟิวนี่จับกันจริงจังแบบทั่วประเทศจับได้เป็นพันคดี ซึ่งถ้าสถานการณ์คลี่คลายไว ไม่มีผู้ติดเชื้อหน้าใหม่ มันก็ต้องมีช่วงเวลา “เฝ้าระวัง” น่าจะสักเดือนให้มันนิ่งว่าไม่มีผู้ติดเชื้อหน้าใหม่แล้ว หน้าเก่ารักษาหายหมดแล้ว และต้องควบคุมผู้มีโอกาส ติดเชื้อจากต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามา คือถ้าเป็นหมื่น ก็ต้องให้ทยอยมาแล้วก็มีมาตรการกักตัวที่เข้มแข็ง

ถ้าปลอดโควิด-19 ได้แล้ว เหมือนประเทศรักษาโรคหาย แต่ก็ยังต้องมี “ระยะฟื้นตัว” ให้เศรษฐกิจมันเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง การจ้างงานกลับมา ก็ไม่รู้นานแค่ไหน ภาคที่น่าสนใจคือธุรกิจภาคท่องเที่ยวที่เป็นขาสำคัญของรายได้ประเทศ เท่าที่คุยๆ กับสถานประกอบการเขาว่า “หนัก”เพราะถ้ารัฐบาลจัดการได้อย่างเร็วที่สุดเดือน มิ.ย. ก็เข้าฤดูหน้าฝน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยว และไม่รู้ต่างชาติจะฟื้นตัวเร็วจนเข้ามาท่องเที่ยวไทยเยอะหรือไม่



อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดในการอยู่บ้าน ก็อยากให้หลายคนหากิจกรรมนันทนาการทำ หาหนังสืออ่าน ดูหนัง ออกกำลังกายในพื้นที่จำกัดให้ร่างกายแข็งแรง และเลือกรับข่าวสารในมุมบวกบ้าง หลายคนไม่ชอบรัฐบาลก็จริง แต่ถ้าเลือกรับแต่ข่าวสารร้าย ๆ เอาแต่คิดว่ารัฐบาลห่วย (โดยลืมมองไปว่าประเทศโลกที่หนึ่งนี่ติดเป็นแสนตายเป็นหมื่น) มันก็ยิ่งขุ่นมัว ซึ่งทางแก้ที่นึกเร็วๆ ได้ คือขึ้นกับรัฐบาลที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาได้เร็วแค่ไหน

เรื่องโควิด-19 นี่เป็นความเศร้าของมนุษยชาติในปีนี้อย่างแท้จริง เราเห็นภาพข่าวต่างประเทศก็ได้แต่คิดว่าดีแค่ไหนแล้วที่เรายังไม่ถึงขั้นนั้น ประเภทที่ตายกันเป็นเบือจนเขาจัดการศพไม่ทัน อิตาลีต้องเอารถทหารมาขนศพไปจัดการเป็นกลุ่มใหญ่ หรืออย่างในอเมริกา แค่นิวยอร์กเมืองเดียวก็ติดตายไปไม่รู้เท่าไร จนกระทั่งต้องเคลียร์พื้นที่เกาะฮาร์ท ทำเป็นสุสานฝังศพหมู่ หมอพยาบาลเขาก็อุปกรณ์ป้องกันตัวไม่พอขนาดมีข่าวต้องตัดถุงขยะทำชุด PPE



ในหลายประเทศก็มีการขอความร่วมมือในการกักกันตัวหรือเคอร์ฟิที่น่าสนใจ อย่างเช่นในเปรู ประธานาธิบดีของเขาก็ให้กักกันตัว แต่ใช้เกณฑ์เพศในการกักกัน คือให้ผู้ชายออกจากบ้านได้วันจันทร์ พุธ ศุกร์ ผู้หญิงออกจากบ้านได้วันอังคาร พฤหัส เสาร์ และวันอาทิตย์ก็ให้กักตัวอยู่บ้านทั้งวัน ส่วนกลุ่มหลากหลายทางเพศ อย่างกลุ่มคนข้ามเพศนี่เขาให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจ แต่ต้องมีการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ  ต่อมาปานามาก็ทำตาม

ซึ่งข่าวนี้หลายคนก็ชมเปาะว่า มันก็เป็นไอเดียที่ดีในการหลีกเลี่ยงความรุนแรงในครอบครัว บางครอบครัวถูกกักอยู่บ้านด้วยกันก็ใช่ว่าจะอยู่กันได้แบบสงบๆ อย่างในอังกฤษก็มีรายงานข่าวเกย์ที่ถูกกักอยู่บ้าน ร่วมกับครอบครัวที่ไม่ยอมรับความเป็นเกย์ของเขา เขาก็มาระบายความทุกข์กับการที่ต้องถูกที่บ้านพูดจาเสียดสีถากถางทุกวัน หรือหลายครอบครัวเครียดจากภาวะต่างๆ พอไปไหนไม่ได้ก็มาระบายใส่กันเอง

เขาถึงมีรายงานว่า การกักตัวในบ้านทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว (domestic violence) มากขึ้น บางสังคมที่ชายเป็นใหญ่ การกักกันตัวก็ออกมาในสภาพ บังคับผู้หญิง อย่างในมาเลเซีย มีรายงานข่าวว่า Malaysian women’s ministry (ไม่รู้จะแปลไทยว่ากระทรวงอะไร) ออกมาเตือนผู้หญิงเรื่องการกักตัวอยู่บ้าน ว่า ต้องแต่งหน้าแต่งตัวเต็ม ทำงานผ่านอินเทอร์เนตอยู่บ้านก็ต้องสวย แถมอย่าเถียงผัว ข่าวบอกให้ใช้เสียงแบบโดราเอม่อนคุยซะด้วย ไม่รู้ทำยังไงเหมือนกัน

ในฟิลิปปินส์ก็มีรายงานข่าวว่า เล่นแรง ประธานาธิบดีดูเตอร์เตนี่ห้าวเป้งกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาบ้านเราเยอะ ตอนทำสงครามยาเสพติด หรือต่อสู้กบฏนี่ไม่รู้ฆ่าไปกี่ศพ ในมะนิลาคุมกันแรงจนมีข่าวว่า มีลุงวัย 63 คนนึงที่เมามา แล้วฝ่าฝืนมาตรการให้สวมหน้ากาก แถมยังจะมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่อีก ก็เลยโดนวิสามัญซะ เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูแบบโหดที่สุด ซึ่งรัฐบาลเราก็คงไม่ทำอะไรถึงขั้นนั้น ก็แค่จับปรับหรือติดตะรางให้หลาบจำบ้าง



บางประเทศ ผู้นำก็แบบว่า..ไม่แคร์สถานการณ์โลก อย่างในเบลารุส (ประเทศมันอยู่ระหว่างโปแลนด์กับรัสเซีย) ประธานาธิบดี Alexander Lukashenko พูดทำนองว่าเรื่องโควิด-19 นี่วิตกจริตกันเกินไปเอง ก็ไม่ปิดเมือง ยังเปิดให้มีฟุตบอลลีกแข่ง แถมบอกว่า ถ้าไม่อยากติดก็ให้กินวอดก้าเป็นการฆ่าเชื้อโรค หรือไม่ก็เข้าซาวน่าแบบรัสเซียที่เรียกว่า banya ซึ่งก็ไม่รู้เป็นซาวน่าแบบไหนเหมือนกัน แต่เห็นมีพิธีเอาพุ่มไม้ฟาดๆ คลายเส้นกันด้วย

แต่บางประเทศระดับผู้นำก็เครียดมาก อย่างในเยอรมัน มีข่าวว่านาย Thomas Schaefer ที่เป็น state finance minister of Germany’s Hesse region ซึ่งแคว้น Hesse นี่เป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางการเงินคือแฟรงก์เฟิร์ตอยู่ด้วย ท่านนี้มีรายงานข่าวว่าฆ่าตัวตายริมทางหลวง โดยโฆษกรัฐบาลออกมาแถลงว่าเป็เพราะภาวะความเครียดว่า โควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนัก และจะช่วยเหลือประชาชนได้อย่างไรดี ขนาดว่าเยอรมันถือเป็นประเทศที่รับมือดีในยุโรป

ประเทศไทยเอง มาตรการอะไรรัฐบาลก็พยายามให้ได้รับผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด แต่ควบคุมโรคให้ได้เร็วที่สุด เพราะ“รัฐบาลเลี้ยงประชาชนทั้งประเทศด้วยเงินกินเปล่านานๆ ไม่ไหวหรอก” จะให้กู้เพิ่มอีก 1.6 ล้านล้านบาทมันก็จะชนเพดาน 60% ของหนี้สาธารณะแล้ว บางคนพูดว่างบกลางทำไมไม่รีบเอามาจ่าย คือมันมีระเบียบการเงินการคลังอยู่ไม่ใช่ตั้งโต๊ะแจกง่ายๆ และงบกลางนี่ต้องเผื่อความจำเป็นอื่น เช่น ภัยพิบัติในอีกสองไตรมาสสุดท้ายด้วย



หลายคนได้รับผลกระทบมากจากการถูกเลิกจ้างงานอย่างกะทันหัน (เช่นคำสั่ง กทม.ที่ออกให้ปิดสถานประกอบการ,สถานบริการทันทีวันที่ 18 มี.ค.) ก็อยากได้เงินเยียวยาเร็วๆ ซึ่งก็ขอให้รัฐบาลทำให้เร็ว คนเราไม่ใช่จะมีต้นทุนแบบทำสวนกินเอง หรือมีทักษะประเภทหากินเองไม่ต้องใช้เงินได้ทุกคน รอ พ.ร.ก.กู้เงินผ่าน และ รอ พ.ร.บ.โอนงบประมาณผ่าน ก็จะได้เงินอีกก้อนใหญ่มาช่วย และคงขยายฐานผู้ได้รับความช่วยเหลือ

เครียดมากไปก็ไม่ดี อย่างน้อยก็มองว่ารัฐบาลเราก็ยังพยายามจัดการให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าหลายประเทศ.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    97%
  • ไม่เห็นด้วย
    3%

บอกต่อ : 216