อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563

โควิดวันนี้ เราพร้อมจะ"ลดการ์ด"หรือยัง

หลังวันที่ 30 เม.ย.ซึ่งจะครบกำหนดการประกาศเคอร์ฟิว จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างเกี่ยวกับมาตรการควบคุมเชื้อ ซึ่งเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ก็มีข่าวว่อนไปทั่วว่า บางห้างสรรพสินค้าเขาประกาศแล้วว่าให้พนักงานเตรียมตัวเข้างานได้ต้นเดือนหน้า พฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2563 เวลา 12.00 น.


สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยนับว่าเรายังโชคดีที่ในช่วงนี้อัตราผู้ติดเชื้อหน้าใหม่ต่ำ อัตราการตายต่ำ อัตราการรักษาหายสูงขึ้น แม้หลายคนที่ออกจะเหม็นขี้หน้ารัฐบาลอยู่บ้าง ก็ตั้งข้อสังเกตประเภททำไมไม่มียอดผู้รอผลคัดกรอง ปกปิดรายงานเหมือนจีนหรือเปล่า ฯลฯ อันนี้ก็แล้วแต่จะเชื่อแต่ขอให้หาข้อมูลรอบด้าน ถ้าไทยปิดข้อมูล คนตายเพิ่มผิดปกติยังไงก็เป็นข่าว และรัฐบาลคงไม่“ฆ่าตัวตาย”ด้วยการปิดข้อมูล

พอสถานการณ์การควบคุมโรคดีขึ้น สิ่งที่เราเฝ้าภาวนาให้เกิดขึ้นคือประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว คือเลิกเคอร์ฟิว และลดมาตรการ social distancing หรือการรักษาระยะทางสังคม เพราะไม่ใช่ว่าทุกอาชีพจะใช้วิธีทำงานที่บ้านได้ มันต้องออกมามีปฏิสัมพันธ์สังคม  การที่ยืดนโยบายออกไปยิ่งยาว  ยิ่งได้รับผลกระทบ จนมีการประเมินว่า ถ้ายังคงมาตรการ social distancing ต่อไปสักสองสามเดือน มีคนตกงานเกินสิบล้านแน่



แล้วถ้าเกิดมีคนตกงานเกินสิบล้าน รัฐบาลช่วยเหลือไม่ไหวแน่ๆ เพราะขนาดแจกห้าพันบาทนี่ก็ยังมีปัญหาคนโวยวายแล้วโวยวายอีกว่าไม่ได้  ซึ่งความพลาดของรัฐบาลในเรื่องนี้คือการไม่รู้ถึงเรื่อง “ช่องว่างทางสังคม”ดีพอ ให้คนลงทะเบียนทางอินเทอร์เน็ต มันก็มีคนจำนวนหนึ่งเข้าถึงได้ ทำเป็น แต่คนไทยมีอีกเยอะที่เล่นอินเทอร์เน็ตไม่เป็น ยังคิดว่าการลงทะเบียนรัฐบาลควรใช้กลไกท้องถิ่นหรืออาสาสมัครสำรวจคัดกรองคนเดือดร้อนก่อนดีกว่า
               
เราก็ต้องรอดูว่า หลังวันที่ 30 เม.ย.ซึ่งจะครบกำหนดการประกาศเคอร์ฟิว จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างเกี่ยวกับมาตรการควบคุมเชื้อ ซึ่งเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ก็มีข่าวว่อนไปทั่วว่า บางห้างสรรพสินค้าเขาประกาศแล้วว่าให้พนักงานเตรียมตัวเข้างานได้ต้นเดือนหน้า ซึ่งพอจับแพะชนแกะกับเรื่องรัฐบาลจะเชิญคนรวย 20 ตระกูลมาหารือเรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เลยน่าสนใจว่ามี “วงใน” พูดหรือเปล่าว่า อาจยกเลิกเคอร์ฟิวแล้วเปิดห้างได้



แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ออกหนังสือมาอีกฉบับเชิงแก้ไขฉบับเดิมว่า “ยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น อย่างไรก็ต้องทำตามนโยบายรัฐบาล” ซึ่งเอาจริงนโยบายมันก็เรียกว่า 1.อยู่ๆ ออกตอนไหนก็ได้ด้วยคำสั่งนายกฯ ในฐานะประธานศูนย์บริหารแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ( ศบค.) 2.นโยบายแต่ละจังหวัดไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ขึ้นกับผู้ว่าราชการจังหวัดจะออก เป็นอำนาจเต็ม ดังนั้น มันก็เรียกว่า “ต้องลุ้นไปรายวันแหละ” แต่จันทร์ พุธ ศุกร์ มีโอกาสที่นายกฯ แถลงเองมากที่สุด

เราพร้อมจะลดการ์ดการป้องกันเชื้อโควิด-19 แล้วกลับมาใช้ชีวิตปกติแล้วหรือยัง? อันนี้มันก็แล้วแต่มุมมองคน เช่นถ้ามองแบบหมอๆ เขาก็ไม่อยากให้รีบลดการ์ด เพราะอย่างที่ว่าคือ มันเป็นโรคอุบัติใหม่ที่เรายังต้องประเมินกำลังเชื้อว่า มันจะกลายพันธุ์แข็งแกร่งแพร่ระบาด, อาการรุนแรงหนักกว่าเดิมหรือไม่ คนเราจะเกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติได้หรือไม่ และอีกอย่างหนึ่งอย่างที่เรารู้กันคือมันยังไม่มียารักษาโดยตรง และการวิจัยวัคซีนก็ยังไม่สำเร็



มองในมุมผู้ประกอบการ เขาก็บอก “จะอดตายแล้วโว้ย” โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กๆ น้อยๆ ที่กิจการก็ชะงัก จะรับเงินห้าพันช่วยเหลือก็ถูกตีกลับว่าคุณสมบัติไม่ผ่าน ถ้ารีบเปิดเมืองอะไรๆ มันดีขึ้น มองในมุมประชาชนคือการกักตัวไปเรื่อยๆ แบบนี้มันก็ชวนให้ประสาทกินใช่เล่นอยู่ นั่งๆ นอนๆ ไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับใครเท่าไร พวกสายออกกำลังกายทั้งสายวิ่งสายยิมก็หงุดหงิดเพราะเขาห้ามกิจกรรมที่อาจทำให้เกิดการกระจายของน้ำมูกน้ำลาย

ฝั่งรัฐบาลเขาก็ไม่อยากคงมาตรการอะไรๆ ไว้นานนักเพราะอย่างว่าคือ แบกรายจ่ายในการช่วยเหลือประชาชนกันหลังแอ่นแหละ แต่การลดการ์ด ปล่อยให้ใช้ชีวิตเสรีเลยในเดือนหน้านี่คิดว่า เรามีกำลังป้องกันการแพร่ระบาดดีพอหรือไม่ แค่มาตรการทุกวันนี้ก็ยังคุม “คนบางจำพวก” ลำบาก แบบที่ชาวเน็ตเขาเรียกเหน็บๆ ว่า “ประชากรตลาดล่าง” คือให้เคอร์ฟิว, กักตัว ก็นัดรวมตัวกันปาร์ตี้ในโรงแรม หรือไม่ก็จัดบ่อนวิ่งไปทั่วเมือง

แล้วเรายังต้อง “ตั้งการ์ด”กับคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ที่มีอีกจำนวนมาก (อาจถึงหมื่น) ซึ่งต้องทยอยเปิดเที่ยวบินรับเข้ามาเป็นรอบๆ เพื่อให้สามารถมีจุดกักตัว 14 วันที่รองรับได้ และกรณีการรีบลดการ์ด ตัวอย่างที่เห็นอยู่ตอนนี้คือญี่ปุ่น ซึ่งคุมโรคได้สักระยะ คนของเราก็ให้ความร่วมมือในการสวมหน้ากากอนามัย ปรากฏว่า พอผ่อนคลายมาตรการ มันเข้าฤดูดอกซากุระบานพอดี คนก็แห่กันมาชมดอกไม้แน่นขนัด



ญี่ปุ่นก็เลยเกิดการระบาดหนักอีกรอบหนึ่ง กลายเป็นว่ายอดผู้ติดเชื้อกลับมาเป็นวันละหลักหลายร้อยและจำนวนผู้ติดเชื้อรวมสูงกว่าเกาหลีใต้..ชาติที่ทำให้โลกรู้จักคำว่า super spread จากเมืองแทกูไปแล้ว นายกฯ ชินโซ อาเบะ ต้องรีบออกมาตรการควบคุมใหม่ หรือสิงคโปร์ ที่อยู่ๆ ยอดผู้ติดเชื้อก็พุ่งพรวดจนกลายเป็นอันดับหนึ่งในอาเซียน ทั้งที่ได้รับความชื่นชมล้นหลามมาก่อนหน้านี้ เพราะผู้ติดเชื้อหน้าใหม่เป็นกลุ่มแรงงานต่างด้าว

ขณะที่สหรัฐอเมริกา อารมณ์ประมาณ “กูปล่อยแล้วจ้า” คือคนติดเชื้อล่อเข้าไปเจ็ดแสน สูงปรี๊ดๆ อย่างรวดเร็ว แบบคุมไม่อยู่ สงสัยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีเขาอยากใช้นโยบายแบบเดียวกับที่บอริส จอห์นสัน นายกฯ อังกฤษเคยจะใช้ คือ “ปล่อยให้ติดกันเยอะๆ นั่นแหละแล้วสุดท้ายจะเกิด herd immunity หรืออารมณ์แนวๆ ประชาชนเกิดภูมิคุ้มกันต่อโรคได้เอง เพราะอย่างที่ว่าโควิด-19 มันคือหวัดใหม่สายพันธุ์ร้ายแรง แต่อาจมีภูมิคุ้มกันได้

ประชาชนสหรัฐอเมริกาเองก็ไม่ชอบการบังคับขับไสให้ต้องร่วมมือกับรัฐบาลให้กักตัวอยู่บ้าน หลายเมืองหลายรัฐมีการประท้วง อย่างชิคาโกนี่ภาพข่าวออกมาแบบถือปืนประท้วงเลย ฟลอริด้าก็ออกมาเดินกันเกลื่อนหาด เมืองอื่นๆ ก็มี คือมันเป็นวิธีคิดแบบอเมริกันที่ชินกับเสรี ทำอะไรตามใจ  และคิดว่าตัวเองเป็นชาติมหาอำนาจ ยอมตายดีกว่าได้ชื่อว่ายอมแพ้หรือต้องจำนนกับเชื้อโรค ในอเมริกาก็มีลัทธิเพี้ยนๆ ประเภทต่อต้านการฉีดวัคซีน



ความคิดเพี้ยนๆ ในโลกเสรีมีเยอะ อย่างในอเมริกา บาทหลวงแถวเมืองนิวออร์ลีน ซึ่งเป็นเมืองทางใต้ ก็มาบอกว่า สาเหตุของการเกิดขึ้นของโควิด-19 เพราะการที่โลกนี้ยอมรับการมีกลุ่มหลากหลายทางเพศ ออกกฎหมายให้แต่งงานกัน ทางฝั่ง LGBT เขาก็เลยโต้กลับว่าเอาอะไรมาคิดเข้า ประเทศที่ระบาดหนักๆ เป็นประเทศที่ไม่ให้สมรสเพศเดียวกันทั้งนั้น อย่างจีน อิตาลี อิหร่าน เกาหลีใต้ มันกลายเป็นการปะทะระหว่างอนุรักษ์นิยมกับเสรีนิยมไปอีก

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เราอาจมีข่าวลือข่าวปล่อยในเน็ตเยอะ แต่ยังให้ความร่วมมือในการคุมโรคไม่ถึงกับลุกฮือประท้วงมาตรการล็อกดาวน์แบบอเมริกา (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะทำให้ติดเชื้อเยอะไปอีกแค่ไหน) เรื่องนี้การตัดสินใจมันก็เป็นจุดเสี่ยงของรัฐบาลเหมือนกัน ชั่งน้ำหนักดีๆ ระหว่างฝ่ายหมอกับฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายประชาชน พลาดขึ้นมาเกิด super spread ใหม่รัฐบาลจะรับผิดชอบอะไรไม่ได้ ลำพังเงินกู้ที่ได้มาก็ช่วยคนไม่รู้จะครอบคลุมแค่ไหน

เรื่องนี้คือตัวพิสูจน์ภาวะผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่น่าจับตายิ่งยวด
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 186