อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563

เอาชนะโควิด-19 การ์ดอย่าตก ชกรัดกุม คุมจังหวะ

สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลกมียอดสะสมติดเชื้อราว 263,000 ราย โดยที่สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อสูงสุดราว 844,000 ราย เสียชีวิตราว 47,000 ราย พฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2563 เวลา 10.00 น.


คงเป็นที่ทราบกันดีถึงพิษสงของโควิด-19​ ว่ามีความร้ายกาจเพียงไรซึ่งสถานการณ์การแพร่ระบาด​ยังลุกลามขยายตัวในวงกว้างไปทั่วโลก​ อัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วชนิดก้าวกระโดด​ เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วมีผู้ติดเชื้อราว ​2,070,000 ​ราย​ เสียชีวิตราว​ ​134,000 ราย พอมาถึงกลางสัปดาห์นี้​ ​​มีผู้ติดเชื้อสะสมราว​ 2,500,000 ราย​และเสียชีวิตสะสมราว ​170,000 ราย ​เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปของสภาพการณ์​ที่เป็นอยู่ในขณะนี้นับเป็นเรื่องที่ประเทศต่างๆ ยังคงต้องดำเนินมาตรการควบคุมและมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้นต่อไป  ​อย่างไรก็ตามมีบางพื้นที่ในหลายประเทศมีแนวโน้มการแพร่ระบาดลดลง รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นจึงมีแนวคิดผ่อนคลายความเข้มงวดจากมาตรการที่ดำเนินอยู่ เพื่อให้มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกิจกรรมทางสังคม



การแถลงข่าวประจำวันถึงสถานการณ์​การแพร่ระบาดของโควิด-19​ ซึ่งมี​นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน เป็นโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา​ 2019 (ศบค.)​ ซึ่งบ่อยครั้งมักกล่าวคำย้ำเตือนอยู่เสมอว่า​ ​​“การ์ดอย่าตก​”  เป็นการสื่อสารกับประชาชนที่ชมการถ่ายทอดผ่านหน้าจอโทรทัศน์ให้เห็นความสำคัญกับการป้องกันตนเองจากเชื้อโควิด-19 ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด​ คำกล่าวที่ว่า ​​“การ์ดอย่าตก​” นั้นเป็นการพูดจาภาษามวยให้เข้าใจง่ายในลักษณะที่นักมวยจะต้องป้องกันตนเองจากคู่ต่อสู้โดยการยกท่อนแขนทั้งสองข้างขึ้นมากำบังใบหน้าและลำตัวไม่ให้เป็นเป้าของคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นหมัด​ เท้า​ เข่า​ ศอก​ จึงอดนึกสนุกไม่ได้ที่จะร่วมผสมโรงพูดจาภาษามวยกันให้ครบเครื่องด้วยคน

กีฬามวยไทยเป็นศิลปะป้องกันตนเองซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ การจะเอาชนะคู่ต่อสู้ให้ได้ต้องมีความรู้ทั้งทางด้านศาสตร์และศิลป์ซึ่งต้องอาศัยไหวพริบและปฏิภาณ​ประกอบด้วย ​นอกจากการ์ดอย่าตกแล้วยังต้องตั้งหลักให้ดี​ อีกทั้งยังต้องเต้นฟุตเวิร์คเพื่อให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวทั้งการเดินหน้าบุกจู่โจม ถอยหลังเพื่อหลบฉากหรือลดแรงปะทะ หากการ์ดตกก็เท่ากับเปิดใบหน้าก็มีสิทธิ์น้ำกระจายและเกิดแผลแตก​ การเปิดคางก็มีสิทธิ์ร่วงผล็อยหลับกลางอากาศไม่รู้ตัว การเปิดท้องก็มีสิทธิ์ถูกอัดยุ้งข้าวจนต้องตัวงอก่องอขิง ส่วนการไม่ระมัดระวังช่วงล่างก็มีสิทธิ์ถูกเจาะยางไม่สามารถยืนหยัดบนเวทีได้ ฉะนั้นศบค.ซึ่งเป็นภาครัฐ​ จะต้องการ์ดไม่ตกก่อนใคร ในขณะเดียวกันภาคเอกชนก็อย่าได้เร่งรัดหรือกดดันให้ ศบค.ผ่อนปรนข้อกำหนดการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ​ รวมถึงภาคประชาชนจะต้องเก็บตัวอยู่บ้านไม่ออกจากบ้านโดยไม่มีความจำเป็น มีการลดความเสี่ยงและป้องตนเองไม่ให้ได้รับเชื้อตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด ประเทศไทยจึงจะเอาชนะโควิด-19ได้ ถึงแม้จะไม่เด็ดขาดเลยทีเดียวแต่ก็สามารถกำราบให้อยู่หมัดเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่นอื่นๆ



เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 63 นายเทดรอส แอดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก(WHO) ออกมากล่าวเตือนว่า การกลับมาดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติในหลายประเทศอาจจะยังเร็วเกินไป ความพยายามที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจอาจนำไปสู่การระบาดของโรค "โควิด-19" ระลอกที่สอง ดังนั้นจึงต้องทำด้วยความรอบคอบและประสานงานกับทุกภาคส่วน รัฐบาลที่ต้องการลดระดับมาตรการการควบคุมโรค จำเป็นต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ 6 ข้อ ดังนี้

1. สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคภายในประเทศได้แล้ว
2. สามารถ "ตรวจหาผู้มีอาการของโรค ตรวจหาเชื้อ แยกตัวและทำการรักษา พร้อมทั้งทำการสอบสวนโรค"
3. มีความเสี่ยงระดับน้อยที่สุดในสถานที่เสี่ยงภัยมากที่สุด เช่น บ้านพักคนชรา
4. โรงเรียน สำนักงาน และสถานที่สาธารณะต่างๆ ต้องมีมาตรการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ
5. สามารถจัดการความเสี่ยงของโรคจากผู้ที่เดินทางเข้าประเทศได้
6. คนในชุมชนต้องมีความรู้ มีส่วนร่วม และได้รับการสนับสนุนให้มีชีวิตอยู่ภายใต้สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการเกิดโรค

ทีมนักวิจัยด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด​ สหรัฐอเมริกา​ ระบุว่า การเว้นระยะห่างทางสังคมอาจเป็นมาตรการที่จำเป็นต้องใช้ต่อเนื่องยาวไปจนถึงปี 2022 หรือยาวไปจนกว่าที่ระบบการดูแลรักษาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือมีการค้นพบวัคซีน​ โดยยกตัวอย่างการบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่มีผลต่อการสกัดกั้นการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเกาหลีใต้และสิงคโปร์ ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อบริการสาธารณสุขของภาครัฐเป็นอย่างมาก

การคาดการณ์กึ่งคำเตือนครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ทวีความรุนแรงเลวร้ายที่สุดในสหรัฐอเมริกา ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่มากที่สุดในโลก ยิ่งไปกว่านั้น ผลการศึกษาวิจัยยังพบว่า แม้จะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปได้อย่างหมดจดเด็ดขาด แต่ทางการสหรัฐอเมริกา ก็ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเฝ้าระวังต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2024 เพื่อป้องกันการระบาดครั้งใหญ่​



อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจากฮาร์วาร์ด ยอมรับว่า การบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม จะส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 63 มีผู้ติดเชื้อ 2,826 ราย รักษาหาย 2,352 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 425 ราย เสียชีวิต 49 ราย ซึ่งมีการแพร่ระบาดทั่วประเทศใน 68 จังหวัด ส่วนอีก 9 จังหวัดยังไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อ ภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร น่าน พิจิตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ บึงกาฬ ภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ภาคตะวันออก ได้แก่ ตราด ภาคใต้ ได้แก่ ระนอง เป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับที่​ 55 ของโลก

รายงานข่าวต่างประเทศเช้านี้ วันที่ 23 เม.ย. 63​ สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลกมียอดสะสมดังนี้​ ติดเชื้อราว 263,000 ราย เสียชีวิตราว 183, 000 ราย​ รักษาหาย​ 716,000 ราย โดยที่สหรัฐอเมริกามีผู้ติดเชื้อสูงสุดราว 844,000 ราย เสียชีวิตราว 47,000 ราย
..............................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”  
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : World Health Organization (WHO)

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 196