อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563

ฉากชีวิต "ทีมกำจัดขยะโควิด-19" ภารกิจสำคัญ "สู้สงครามไวรัส"

ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเสี่ยง เราก็ยังอยากทำ ภารกิจนี้ก็สำคัญเช่นกันในสงครามโควิดครั้งนี้” เสียงจากหนึ่งใน “ทีมจัดเก็บขยะโควิด-19 กทม.” บอกกับเราหลังเสร็จภารกิจ สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักรบแนวหน้า บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข “ทีมวิถีชีวิต” พาท่านไปเจาะลึกของคนกลุ่มนี้                         อาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2563 เวลา 10.30 น.

ใช่แต่ครอบครัวที่เป็นห่วง เราก็เป็นห่วงตัวเองเหมือนกัน แต่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเสี่ยง เราก็ยังอยากทำ เพราะภารกิจนี้ก็สำคัญเช่นกันในสงครามโควิดครั้งนี้เสียงจากหนึ่งใน ทีมจัดเก็บขยะโควิด-19 กทม.” บอกกับเราหลังเสร็จภารกิจ ซึ่งภารกิจนี้ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักรบแนวหน้า บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข ทว่าก็ยังมีน้อยคนที่ได้รับรู้เรื่องราวการทำงานของคนกลุ่มนี้ วันนี้ ทีมวิถีชีวิต จึงจะพาท่านผู้อ่านไปเจาะลึกเรื่องราวของคนกลุ่มนี้...
                       
e e e e         
           
การจัดเก็บขยะติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด เป็นหน้าที่ของทีมเรา โดยบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือเคที ได้มอบหมายให้ดำเนินภารกิจจัดเก็บขยะติดเชื้อ ซึ่งก็คือขยะที่ปนเปื้อนเชื้อโรคที่จัดเก็บจากโรงพยาบาล ศูนย์สาธารณสุข และสถานบริการทางการแพทย์ต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งจริง ๆ ทีมนี้มีมาตั้งแต่ปี 2541 แล้ว แต่เพิ่งจะเริ่มเป็นที่รู้จักก็ในวิกฤติโควิดครั้งนี้ เสียงจาก ขจร พาสอน หนึ่งในเจ้าหน้าที่ของทีมงานทีมนี้ เล่าถึง ที่มาของ ทีมจัดเก็บขยะติดเชื้อ ทีมนี้ให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟัง พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับหน้าที่ของทีม จะมีหน้าที่ในการจัดเก็บและกำจัดขยะปนเปื้อนหรือขยะติดเชื้อจากสถานพยาบาลต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยถือเป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในงานกำจัดขยะติดเชื้อของประเทศ ไทยอีกหน่วยงานหนึ่ง


        
อย่างไรก็ตาม แม้ทีมนี้จะก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2541 แต่สังคมก็ไม่ค่อยได้รับรู้เรื่องราวการทำงานของทีมเบื้องหลังทีมนี้ในฐานะนักรบกำจัดขยะติดเชื้อโรคให้กับคนกรุงเทพฯมากนัก จนเมื่อเกิดวิกฤติโควิด-19” สังคมไทยจึงเริ่มได้รับทราบเรื่องราวของทีมงานเบื้องหลังทีมนี้มากขึ้น โดย ขจร บอกว่า ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนแรก ๆ งานก็ยังไม่หนักมาก เพราะมีโรงพยาบาลแค่ 2-3 แห่งเท่านั้นที่ต้องไปจัดเก็บขยะปนเปื้อนเชื้อโรค แต่พอตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งพรวดเป็นหลักพัน จำนวนสถานพยาบาลที่ทีมงานจะต้องไปจัดเก็บขยะติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
        
จากตอนแรกมีแค่ 2-3 แห่ง แต่พอผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เราก็ต้องออกไปจัดเก็บขยะติดเชื้อ รวมถึงอุปกรณ์ที่หมอและพยาบาลใช้แล้ว เพื่อนำไปทำลายทิ้งมากกว่า 20 แห่งแทบทุกวันขจร เล่าให้เราฟังถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤติโควิดเริ่มรุนแรงหนัก ทั้งนี้ ก่อนจะล้วงลึกถึงการทำงานของทีมนี้ เราก็น่าจะได้ทำความรู้จักกับพวกเขากันก่อนว่า...ใครเป็นใคร? และมีที่มาเช่นไร? กว่าจะมาเป็นทีมงานกลุ่มนี้ได้ โดย ขจร บอกว่า...


        
เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์ในการทำงานจัดเก็บและทำลายขยะติดเชื้อมานาน อย่างตัวผมก็ทำงานในหน้าที่นี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว ส่วนน้อง ๆ เพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ในทีม อาทิ วัชระ นพรัตน์, อนุวัฒน์ ปิ่นสำอางค์, สมโภช วรรณรี, อนันท์ มันดี ก็มีประสบการณ์ทั้งนั้น บ้างก็ 10 ปี บ้างก็ 5 ปี เฉลี่ย ๆ กันไป
        
สมโภช วรรณรี หรือ ตี๋ อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่จัดเก็บขยะติดเชื้อ อายุงานกว่า 10 ปี ก็เล่าว่า เขาและทีมจะรับผิดชอบการจัดเก็บขยะติดเชื้อในพื้นที่เขตบางเขน, คันนายาว, จตุจักร, บางกะปิ, ลาดกระบัง และสายไหม โดยจะปฏิบัติงานช่วง 08.00-15.00 น. ผมเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ปัจจุบันแต่งงานมีครอบครัวแล้ว มีลูกสาว 2 คน ผมเข้ามาทำงานที่นี่ได้โดยการชักชวนของเพื่อนที่รู้จักกัน เขาคงเห็นว่าเรานิสัยพอใช้ได้ คงเห็นว่าเราเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ งานนี้เป็นงานที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้ค่อนข้างสูง เพราะเป็นงานที่เสี่ยงและอันตราย ดังนั้น เวลาทำงานจะต้องรัดกุมและรอบคอบตี๋ กล่าว พร้อมเล่าถึงการทำงานว่า ก่อนออกปฏิบัติงาน ทีมงานต้องเตรียมตัว เตรียมชุด เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม โดยชุดที่ใส่ทำงานจะมีทั้งรองเท้าบู๊ตยาง ถุงมือยาง ผ้ายางกันเปื้อน และชุดป้องกันการปนเปื้อน ซึ่งต้องสวมใส่ชุดและอุปกรณ์ให้มิดชิด ปิดร่างกายทุกส่วนไม่ให้สัมผัสกับ
ขยะติดเชื้อ
        
ส่วนใน วิกฤติโควิด ครั้งนี้ เราถามเขาว่า...การทำงานต้องเปลี่ยนไปจากเดิมมากไหม? ซึ่ง ตี๋ บอกว่า รูปแบบการทำงานไม่ค่อยมีอะไรที่เปลี่ยนแปลง เพราะหลักการสำคัญในการทำงานก็ยังคงต้องยึดหลัก ระวัง-ไม่ประมาทอยู่เช่นเดิม เพียงแต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิดทีมงานทุกคนก็ถูกเรียกตัวเข้าไปรับการอบรมแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยสูงสุดจากทางผู้เชี่ยวชาญก่อน เพราะถือเป็นโรคระบาดอันตรายร้ายแรง ทำให้ทีมงานจึงต้องเพิ่มการใส่ชุดป้องกันที่เข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม โดยชุดที่สวมใส่จะคลุมลงมาตั้งแต่ศีรษะ คอ ต้องสวมแว่นตา และต้องเน้นให้ร่างกายทุกส่วนอยู่ภายในชุดป้องกันการติดเชื้อทั้งหมด รวมถึงต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทุกขั้นตอน ทั้งฉีดที่ตัวเอง ทั้งฉีดไปที่ขยะที่จัดเก็บ หรือแม้แต่รถบรรทุกขยะ ก็ต้องฉีดฆ่าเชื้อทั้งขาไป-ขากลับ และเมื่อปฏิบัติงานเสร็จก็ต้องถอดชุดทิ้งไปกับขยะที่จัดเก็บเลย
        
การกำจัดขยะติดเชื้อนั้น เมื่อนำขยะไปถึงโรงงาน ก็ต้องใส่ชุดป้องกันชุดใหม่ และฉีดน้ำยาทุกขั้นตอน จนนำขยะใส่ในถังและเข็นนำเข้าระบบส่งขึ้นเตาเผาขยะในทันที ซึ่งปกติก็จะมีหลักเซฟตี้ที่เป็นมาตรฐานของผู้ปฏิบัติงานอยู่แล้ว แต่พอเกิดโควิด มาตรฐานก็ยิ่งต้องเข้มข้นเพิ่มขึ้น ต้องละเอียด ใส่ใจ และยิ่งต้องระมัดระวัง พูดง่าย ๆ ต้องรัดกุมรอบคอบทุกขั้นตอน ประมาทไม่ได้เลยตี๋ หนึ่งใน ทีมนักรบเบื้องหลัง ทีมนี้บอก
        
และนับตั้งแต่ ไวรัสโควิด-19 ระบาด กรณีนี้ก็ส่งผลต่อตัวของ ตี๋ ไม่น้อยเช่นกัน โดยเขาบอกว่า ตอนนี้ทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นแฟน พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง ก็จะคอยพูดเตือนด้วยความเป็นห่วงทุกวัน ให้เขาต้องระมัดระวังดูแลตัวเองให้ดี ซึ่งเขาก็เน้นทำงานด้วยความรัดกุมรอบคอบเพิ่มขึ้น เพราะต้องเซฟทั้งตัวเอง เซฟทั้งคนที่รักและห่วงใยด้วย
        
ถามว่ากลัวไหม กลัวครับ แต่เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบ อีก อย่างผมคิดว่าถ้าเราทำทุกอย่างครบถ้วนก็จะเกิดความปลอดภัย จริง ๆ แล้วที่ผ่านมาโรคระบาดอันตรายทีมเราก็เคยเจอมาแล้ว เช่น ตอนที่มีโรคเมอร์ส และโรคอีโบลา ซึ่งตอนนั้นเราก็ใช้ขั้นตอนการจัดเก็บขยะปนเปื้อนเชื้อโรคร้ายแรงเช่นเดียวกับตอนนี้เช่นกัน เพียงแต่กับเจ้าโควิดนี่มันระบาดยาวนานมากกว่าสองเชื้อที่ว่ามา ที่ตอนนั้นมันระบาดแค่ช่วงสั้น ๆ และคนป่วยก็มีไม่เยอะ ขยะก็เลยไม่เยอะ ไม่เหมือนในยุคของเจ้าโควิดนี่ครับ ตี๋ กล่าว
        
ด้าน อนันท์ มันดี อายุ 34 ปี อีกคนหนึ่งในทีมจัดเก็บขยะติดเชื้อ ก็เล่าประวัติของเขาให้เราฟังว่า เป็นคนกรุงเทพฯ แต่งงานแล้ว และมีลูกชายหญิงรวม 3 คน โดยเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จัดเก็บขยะติดเชื้อนี้มาได้ประมาณ 6 ปีแล้ว โดยจะรับผิดชอบพื้นที่เขตราชเทวี และเขตวัฒนา ซึ่งเวลาปฏิบัติงานของเขาคือช่วง 03.00-09.00 น. ที่มาทำงานนี้ เพราะเห็นว่าที่ทำงานใกล้บ้าน และเป็นอาชีพที่มั่นคง แถมสวัสดิการต่าง ๆ ก็ดี แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ เมื่อพูดถึง ขยะ แค่ฟังชื่อใครต่อใครก็คงไม่อยากจะทำงานนี้ แต่ผมกลับมองว่างานที่ทำทุกงานมีความสำคัญหมด อย่างขยะติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งถือเป็นเชื้อโรคอันตรายร้ายแรง ถ้าไม่มีใครนำไปกำจัดก็อาจจะส่งผลทำให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนจำนวนมากได้ครับ ผมจึงไม่อายที่ต้องมาทำงานกับขยะเหล่านี้ แถมยังรู้สึกภูมิใจด้วยที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้ผู้คนและเมืองปลอดภัยจากเชื้อโรค อนันท์ บอกด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น
        
ก่อนจะเล่าให้ฟังถึง การทำภารกิจในยุคโควิดระบาดว่า จะมีขั้นตอนละเอียดกว่าการจัดเก็บขยะติดเชื้อปกติ และเป็นงานเร่งด่วน ขยะติดเชื้อโควิดนั้นโรงพยาบาลและสถานที่ดูแลผู้ป่วยจะประสานมาเป็นครั้ง ๆ  โดยเมื่อแจ้งมาปุ๊บ บริษัทฯ ก็จะจัดทีมไปทันที ซึ่งทุกวันนี้มีขยะโควิดที่ต้องจัดเก็บทุกวันมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเป็นขยะที่ต้องไปเก็บที่โรงพยาบาลนั้น เรียกว่าปลอดภัยสูง เพราะโรงพยาบาลจะมีมาตรฐานกำกับดูแลอยู่แล้ว อาทิ ขยะติดเชื้อที่เป็นของมีคม ก็จะมีการแพ็กใส่กล่องที่ปลอดภัย ทำให้ทีมจัดเก็บมั่นใจได้ แต่กับสถานพยาบาลขนาดเล็ก ๆ ตรงนี้ทางคนทำงานก็ต้องระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเคยมีเคสหนึ่งที่ทางทีมงานเข้าไปจัดเก็บขยะติดเชื้อ ปรากฏมีเข็มฉีดยาทะลุถุงขยะออกมา ซึ่งตรงนี้ทางทีมก็รีบแจ้งให้หัวหน้าประสานกับทุก ๆ คลินิกเพื่อให้แก้ไข แต่กรณีแบบนั้นภายหลังก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย
        
ทั้งนี้ ทาง อนันท์ ได้ ฝากความห่วงใยถึงคนไทย ว่า...สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ยังไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ แต่สิ่งที่ผมอยากบอกกับประชาชนทุกคนในฐานะทีมงานที่เป็นส่วนหนึ่งที่มีหน้าที่ในสถานการณ์นี้ คืออยากให้ปฎิบัติตนตามที่ภาครัฐขอความร่วมมือ ออกไปเจอคนให้น้อยที่สุด พยายามอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ เพราะเมื่อออกจากบ้านไป เราไม่รู้เลยว่าจะไปใกล้คนที่มีเชื้อหรือเปล่า ดังนั้น อยู่กับบ้านปลอดภัยกว่าครับ
        
e e e e
        
...นี่เป็น ฉากชีวิต ของ ทีมจัดเก็บขยะโควิด-19” ที่ถึงแม้แต่ละคนจะมีประสบการณ์มานานกับงานกำจัดขยะเชื้อโรคแต่ทุกคนก็ยังต้องไม่ประมาท ต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง เพราะหากพลาดไม่เพียงตนเองจะเสี่ยง แต่ยังอาจส่งผลถึงคนรอบข้าง-คนรอบตัว รวมถึงสังคมโดยรวม ที่สำคัญ... ทีมนักรบเบื้องหลัง ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า...แม้พวกเขาจะเคยผ่านสมรภูมิกับเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ มาไม่น้อยแล้ว แต่กับครั้งนี้ที่ต้องประมือกับ ข้าศึกที่ชื่อ โควิด-19”... 
        
นี่คือ ข้าศึกที่มองไม่เห็นที่ยิ่งไม่ธรรมดา.
‘ชุดเฉพาะกิจ’ กับ ‘เซฟตี้เฟิร์สต์’

ทุกคนต้องรอด ทุกคนต้องปลอดภัยเป็นเสียง มานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ที่เน้นย้ำ หัวใจสำคัญ ในการปฏิบัติงานของ ทีมจัดเก็บขยะโควิด-19” และก็ได้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้กับขยะติดเชื้อปกติก็จะมีขั้นตอนมาตรฐาน ระมัดระวังรัดกุมกว่าขยะทั่วไปอยู่แล้ว แต่กรณี โควิด-19” บริษัทฯ ก็ได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติม โดยมีการจัด ชุดเฉพาะกิจ แยกเจ้าหน้าที่และรถจัดเก็บโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่ามีขยะ  โควิด-19 ทีมงานก็จะเข้าดำเนินการจัดเก็บทันที จะต่างจากการจัดเก็บขยะติดเชื้อทั่วไปที่มีกำหนดรอบเข้าจัดเก็บ และแม้ภารกิจจัดเก็บและกำจัดขยะติดเชื้อโควิด-19 จะเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วน แต่ มานิต ก็ย้ำว่าความปลอดภัยของพนักงานเป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับแรก โดยชุด วัสดุอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ต้องจัดเตรียมให้พร้อม ให้มีเพียงพอ
        
นอกจากนี้ ยังมี จุดทิ้งขยะเสี่ยงติดเชื้อ แยกเป็นสัดส่วน โดยจัดถังขยะสีแดงรับขยะหน้ากากอนามัย” ในพื้นที่หน่วยงานต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ เพื่อนำเข้ากระบวนการกำจัดได้อย่างปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง... กล่าวได้ว่าวิกฤตินี้เป็นสถานการณ์ที่ประชาชนก็ได้เรียนรู้การคัดแยกขยะไปในตัวด้วยครับ...ทางผู้บริหารคนเดิมระบุ.

.................................................................
   เชาวลี ชุมขำ : รายงาน
(พัชรินทร์ ธรรมรส : ข้อมูล)

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 35