อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563

การออกรบร่วมกับครูฝึก เป็นเกียรติที่ได้ร่วมรบกัน

สัปดาห์นี้อยากเล่าถึงการออกสนามรบครั้งแรก ที่แสนจะสั่นไหว หัวใจเต้นแรง แม้ครูฝึกจะบอกว่า ไม่ต้องกลัว แค่ทำตามที่เคยซ้อม แล้วออกไปลุย เขาผ่านสมรภูมิอิรักตามที่นาวิกโยธินถูกส่งไป สงครามกินเวลายาวนานกว่าที่เขาคิด  5 ปีผ่านไป เขาออกจากกองทัพ พร้อมเงินก้อนหนึ่ง นำไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัย พุธที่ 29 เมษายน 2563 เวลา 10.00 น.


ทหารหนุ่มกำกระบอกปืนแน่น แววตามีความหวาดกลัว นี่เป็นการลงทำศึกครั้งแรกของพวกเขา ทุกคนสั่นไหว หัวใจเต้นแรง ท้องไส้ปั่นป่วน แม้จะถูกฝึกมาหลายเดือน ร่างกายกำยำแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ที่ตรงหน้าคือสนามรบที่ความตายระอุปนอยู่ในอากาศทุกวินาที

“ไม่ต้องกลัว...ฉันก็กลัว ทุกคนก็กลัวกันหมด แค่ทำตามที่เคยซ้อม แล้วออกไปลุย”
“เป็นเกียรติที่ได้ร่วมรบกัน” นั่นคือคำพูดของครูฝึกสุดโหดสุดเข้มที่บอกพวกทหารใหม่ทุกนาย



เขาจำได้แม่น เมื่อก้าวเท้าลงสู่สมรภูมิอิรัก นาวิกโยธินแห่งสหรัฐอเมริกาได้รับภารกิจบุกเข้าเมือง สแกนค้นหาผู้ก่อการร้าย นี่คือปฏิบัติการใหญ่ของนายพลผู้กำลังเป็นดาวรุ่งหวังจะเข้าไปนั่งเป็นเพนตากอน มีลุ้นจะได้เป็นนายพลสี่ดาว

พวกเขาคือเหล่าหนุ่มสาวที่เข้ารับสมัคร เขารักชาติ ภาพเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิร์ดเทรด เซนเตอร์ สร้างความตกใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก ตอนนั้นอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น เลือดรักชาติพุ่งขึ้นสูง ทุกคนเข้าสมัครในกองทัพ สำหรับเขา อายุยังไม่ถึงเกณฑ์เป็นทหาร แต่ถ้าให้เขาเลือก มันจะต้องเป็นเหล่านาวิกโยธิน ที่พ่อเขาเคยเป็น และเคยลุยในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก

เขาต้องการสานต่องานที่พ่อทำไว้ นาวิกโยธินครั้งเดียว เป็นไปชั่วชีวิต
เขารอจวบจนอายุ 18 ปี เข้ารับสมัครนาวิกโยธิน ฝึกหนัก แต่เขาไม่ย่อท้อ ไม่นานก็ได้ไปอิรัก นี่คือศึกครั้งแรก

ครูฝึกบอกให้เขาตั้งใจตั้งมั่น เขาทำตามที่ครูฝึกบอก ได้ลั่นกระสุนกับไรเฟิลคู่ใจ กระสุนถูกส่งออกไป ก่อนที่ระเบิดจะดังก้อง หูแทบหนวก ดินกระเด็นเต็มใบหน้า เขาสั่นไปทั่ว ทันใดนั้น ครูฝึกคนเดิมที่พูดกับเขา วิ่งเข้ามากระชากคอเสื้อ “อย่าอยู่ตรงนี้ เดินไป”



ในชั่ววินาทีระหว่างกลัวกับกล้า เส้นบาง ๆ อยู่ใกล้ ๆ เขาตัดสินใจยัดกายลุกแล้ววิ่งไปตามหมู่ ชาวอิรักวิ่งออกมา พร้อมอาวุธปืนอาร์ก้า เล็งมาทางเขา
นั่นเป็นครั้งแรกที่จอห์นได้ยิงคนตาย

เขาผ่านสมรภูมิอิรักตามที่นาวิกโยธินถูกส่งไป สงครามกินเวลายาวนานกว่าที่เขาคิด 5 ปีผ่านไป เขาออกจากกองทัพ พร้อมเงินก้อนหนึ่ง นำไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัย วินาทีซึ่งกลับมาจากสนามรบ ทุกคนยืนปรบมือให้ก้องทั่วสนามบิน นี่คือสิ่งที่เขาทำเพื่อชาติ เมื่อกลับมาบ้าน แม่เข้ามากอด พ่อจับมือเขาแน่น “ลูกกล้าหาญมาก”

เขาโชคดีที่รอดจากสงครามมาได้โดยไม่บุบสลาย อวัยวะอยู่ครบ แต่ความเครียดและภาพหลอนจากสงครามยังอยู่ เป็นผลร้ายจากสงคราม
วันที่เขาแต่งเครื่องแบบนาวิกโยธินอันมีเกียรติ ไปขอเจนนี่ สาวข้างบ้านเพื่อออกเดต ดูดดื่มซาบซ่าน ครั้งแรกที่เขาตราตรึงลืมไม่ลง แม้ต่อมามันจะจบลงที่การเลิกรา จอห์นไปเรียนมหาวิทยาลัย จบมาทำงานนักข่าว เพื่อต้องการเดินทางท่องโลก เหมือนที่นาวิกโยธินเคยสัญญาไว้

แต่ครั้งนี้เขาไม่ใช้ปืนอีกต่อไป สงครามกลายเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับเขาไปแล้ว แค่ยิงคน 1 ศพก็มากเกินพอแล้ว
ต่อแต่นี้เขาจะใช้ปากกาบอกเล่าเรื่องราว

หลายปีผันผ่าน สำนักข่าวส่งเขามาที่ประเทศไทยเพื่อรายงานเหตุการณ์โควิด-19 สถานการณ์ดูน่ากลัวและอันตราย แต่สำหรับจอห์น นี่ไม่ใช่ความเลวร้ายขั้นสุดที่เขาเคยเจอ ว่ากันว่าคนเรานั้นมีลิขิตบางอย่างให้พบกัน



หลายปีหลังจากไม่ได้ติดต่อเพื่อนหน่วยรบ หลายปีที่สงครามกลายเป็นความหลังความทรงจำที่ผันผ่าน
วันนี้เขาเดินทางไปที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา เพื่อขอข้อมูลบางอย่าง ในตอนนั้น เขาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยยืนอยู่เต็ม คุมตัวชายคนหนึ่ง จมูกนักข่าวได้กลิ่น เขาเก็บข้อมูล ความเป็นสิ่งที่คนไทยเรียกคนต่างชาติว่า “ฝรั่ง” ทำให้เขาได้ข้อมูลมาง่าย ๆ

มีชายวางวัตถุต้องสงสัยหน้าสถานทูต เจ้าหน้าที่เข้ามาเก็บกู้ และจับตัวชายคนดังกล่าวไว้พาตัวไปโรงพัก จอห์นเห็นรถขับผ่านเพียงแว่บ แต่ก็จำได้ เขาตามไปโรงพัก แม้ตำรวจจะกันไม่ให้เข้าไปในห้อง แต่เขาก็ได้ข้อมูล ชายคนดังกล่าวเป็นนาวิกโยธิน เคยรบในอิรัก ถูกระเบิดที่ศีรษะ ต้องรับการรักษาตัว มีอาการทางประสาท ต้องกินยาแก้ปวดหลายชนิด มาไทยเพื่อสอนหนังสือ แต่เพราะโควิด ทำให้โรงเรียนปิด เขาไม่มีงานทำ อาการกำเริบ วันนี้ตัดสินใจก่อเหตุ

ตำรวจเตรียมพาส่งตรวจเช็กอาการประสาท จอห์นยืนรอเงียบ ๆ ยังไม่มีงานข่าวที่ต้องทำตอนนี้ วินาทีที่ตำรวจพาตัวฝรั่งที่ก่อเหตุออกไป เขาดึงผ้าปิดปากลง ทั้งสองสบตากันเรื่องราวความหลังปรากฏขึ้น



“เป็นเกียรติที่ได้ร่วมรบกัน”
เขาสบตากับครูฝึก ชายที่กระชากเขาขึ้นจากพื้น เขารู้ว่าครูฝึกได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่เคยไปเยี่ยม สงครามวุ่นวายเกินไป สำหรับการหาเวลาว่าง และนาวิกโยธินแห่งสหรัฐอเมริกาล้วนมีอะไรต้องทำอยู่เสมอ

แต่ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกันง่าย ๆ ที่ประเทศไทยแห่งนี้ ทั้งสองสบตา เพื่อนตายสหายศึก จอห์นยืนนิ่ง แถวตรง ทำตามที่เคยสอนกันมา ท่าทำความเคารพ สะบัดมือตะเบ๊ะครูฝึก ไม่ได้ทำมาหลายปี แต่ก็ยังทำได้ดีเยี่ยมอยู่เหมือนที่เคยฝึกมา

เสี้ยววินาทีนั้น ชายอีกคนเอามือแตะคิ้วเป็นเชิงรับการทำความเคารพ
จอห์นยิ้ม ยังมีเรื่องราวมากมายในประเทศไทย และเขาก็มีเรื่องเขียนส่งกองบรรณาธิการสุดที่รักแล้ว
................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 162