อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563

ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ความหวังจะเจ็บอีกแค่เดือนเดียว

การต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถ้าเรามีมาตรการคุมเข้มอย่างเช่นใครเดินทางมาจากต่างประเทศ หรือใครมีแนวโน้มเป็นกลุ่มเสี่ยง ให้ความร่วมมือในการกักตัว พฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2563 เวลา 12.00 น.


เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ในที่สุด ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ก็เห็นชอบให้ต่ออายุการใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน ถึงวันที่ 29 พ.ค. ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ แถมยังให้เลื่อนวันหยุดราชการในเดือน พ.ค.ทั้งหมดคือวันที่ 1 พ.ค. วันแรงงาน วันที่ 4 พ.ค.วันฉัตรมงคล วันที่ 6 พ.ค. วิสาขบูชา และ 11 พ.ค.วันพืชมงคลออกไปก่อน

การเลื่อนวันหยุดเพราะมีความเป็นห่วงในเรื่องการเดินทางข้ามจังหวัดของประชากร ส่วนจะให้วันหยุดชดเชยเมื่อไรอาจเป็นช่วงปลายปีนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือน เม.ย.เราก็ได้เลื่อนวันหยุดสงกรานต์ออกไปแล้ว เดิมคิดว่าจะกลับมาจัดเทศกาลเดือน ก.ค.เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวในไตรมาสสาม แต่ไม่รู้ว่า สุดท้ายแล้วสงกรานต์ปีนี้จะได้จัดหรือไม่ เมื่อไร แต่ก็อย่างว่าคือ “ตราบใดยังไม่มีวัคซีน เรายังลดการ์ดไม่ได้”



สำหรับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น ถ้ามองโลกสวยกัน คือ มันก็มีการผ่อนปรนมาตรการได้ในบางจังหวัด หรือผ่อนปรนมาตรการได้ในบางเรื่อง ขึ้นอยู่กับการประเมินทุก 14 วัน อย่างที่เคยมีข่าวออกมาว่า จังหวัดไหนไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นระยะเวลาได้ถึง 14 วันก็อาจคลายล็อคให้ในบางเรื่องได้ก่อน ดังนั้น พอประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว แต่ละจังหวัดก็ต้องลุ้นมาตรการของผู้ว่าฯ ของจังหวัดตัวเองอีกทีว่าคลายล็อคอะไรได้บ้าง  

ซึ่งเอาจริงก็เป็นเรื่องน่าสงสาร น่าเห็นใจคนหาเช้ากินค่ำ คนทำงานในหลายภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก และไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าปลดล็อคหมดเศรษฐกิจกับกำลังซื้อมันจะดี เพราะคนตกงานก็เยอะ คนทำห้างสรรพสินค้าก็เคยมาบ่นๆ ว่า ถ้าปลดล็อคจริงแต่คนยังไม่กล้ามาเดินห้าง ไม่มีกำลังซื้อของ เขาก็เดือดร้อนหนักเพราะไม่รู้ว่าเจ้าของที่จะช่วยผ่อนปรนมาตรการอะไรให้ได้บ้างหรือเปล่า อย่างเช่นลดค่าเช่า



แต่ถ้าปล่อยให้ระบาดรอบสอง มันก็จะยิ่งคุมยากเข้าไปอีก เช่น ปลดล็อค ปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้าประเทศมาเที่ยว หรือมีการเคลื่อนย้ายประชากรที่เป็นพาหะที่ไม่แสดงอาการ ไปกระจายเชื้อในอีกภูมิภาคหนึ่ง ก็เป็นเรื่องหนักที่จะต้องกลับมาคุม ต้องออกมาตรการเยียวยาใหม่อีก ความหวังเดียวน่าจะเป็นวัคซีน ตอนนี้ก็ทำได้แค่รอให้อะไรๆ มันดีขึ้น สิ่งที่เราๆ ช่วยกันได้คือการป้องกันตัวเองไม่ให้เสี่ยง การรักษาความสะอาดและรักษาระยะห่างทางสังคมยังจำเป็น

เรื่องมาตรการเยียวยา รัฐบาลก็คงพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าระบบคัดกรองอะไรอาจมั่วไปบ้าง แต่ก็พยายามขยายสิทธิ์ กลุ่มที่เดือดร้อนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาบ่นๆ ให้ฟังคือพวกส่งประกันสังคมตามมาตรา 33 ที่บางกิจการคือยังไม่ยอมประกาศเลิกจ้างหรือปิด แต่กลับลดหรือไม่จ่ายเงินเดือนพนักงานเพื่อเอาตัวเองให้รอดก่อน คนกลุ่มนี้ไปขอรับสิทธิ 5,000 บาทไม่ได้ เขาก็อยากให้ประกันสังคมมาช่วยพิจารณาเพิ่มสิทธิด้วย เพราะบางคนหาเลี้ยงทั้งครอบครัว

การต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถ้าเรามีมาตรการคุมเข้มอย่างเช่นใครเดินทางมาจากต่างประเทศ หรือใครมีแนวโน้มเป็นกลุ่มเสี่ยง ให้ความร่วมมือในการกักตัว หรือมาตรการอะไรก็ตามที่ทำให้ค่าผู้ติดเชื้อลดลงจนไม่มีผู้ติดเชื้อหน้าใหม่ยาวนานติดต่อกันเกิน 14 วันได้ ก็น่าจะมีการผ่อนปรนให้หลายๆ กิจการ หลายๆ คนก็อยากกลับไปทำงานดีกว่ารอรับเงินเยียวยา ดังนั้น ถึงได้ขึ้นหัวบทความว่า “หวังว่าจะเจ็บกันอีกแค่เดือนเดียว” และหวังว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้น

ไปดูรอบโลก หลายประเทศก็เดือดร้อนเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อ เผลอๆ การเยียวยาก็ไม่ได้ดีเท่าประเทศไทย หรือมีบางแง่มุมที่น่าสงสาร เช่นเรื่องสัตว์ ในประเทศไทยนั้นมีข่าวว่า พอกิจการคาเฟ่หมาแมวไม่รุ่งช่วงปิดเมือง ก็กลายเป็นมีคนเอาหมาแมวพวกนั้นไปทิ้งวัด ก็หวังว่ามีคนใจบุญไปให้ความช่วยเหลือพวกมันบ้าง พวกองค์กรสิทธิสัตว์อะไรพวกนี้ อย่างน้อยช่วยให้อาหาร ช่วยจับทำหมัน ฉีดยาพิษสุนัขบ้า สัตว์ก็มีชีวิต ต้องหากิน เผลอๆ สัตว์เลี้ยงมันหากินเองไม่เป็น อีก



หรืออย่างในเยอรมัน สวนสัตว์ประสบภาวะขาดทุนเป็นแสนยูโรเพราะไม่มีคนเที่ยว มันก็มีปัญหาเรื่องการจ่ายค่าอาหารสัตว์ ก็เลยเกิดข่าวสะเทือนใจคนรักสัตว์ว่า อาจต้องเลือกสัตว์บางตัวให้เป็นอาหารของพวกสัตว์กินเนื้อ กระทั่งในอินเดีย มาตรการปิดเมือง ก็ส่งผลกระทบให้เกิดหมาแมวจรจัดจำนวนมาก ซึ่งประเทศนี้ประชากรก็หนาแน่นอยู่แล้ว การช่วยเหลือเยียวยาอะไรคนก็ต้องมาก่อนสัตว์ ก็ไม่รู้ชะตากรรมหมาแมวพวกนั้น

การล็อคเมืองยาวนานเกินไปก็ทำให้ประชาชนทั้งเดือดร้อน ทั้งเกิดอาการเครียดจัด อย่างในอเมริกานี่ชัดเลยว่า มีบางรัฐเริ่มออกมาประท้วงมาตรการแล้ว เพราะทำให้คนตกงานจำนวนมาก เช่นที่ชิคาโก ทีมีภาพข่าวถือปืนประท้วงกันทีเดียว บางคนความเดือดร้อนทำให้เลือกจะ “แปลงสาร” เพื่อจัดการความคิดของตัวเอง เช่นที่เราเห็นป้ายประท้วงในอเมริกา บางคนเขียนป้ายว่าเรื่องโควิดเป็นแค่ข่าวปลอม นั่นเพราะเขาทุกข์กับการปิดเมืองมาก

พอพูดถึงอเมริกา ก็มีข่าวขำแบบขื่นๆ ที่โด่งดังอยู่วันสองวัน คือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปถามฝ่ายสาธารณสุขว่าถ้าเข้าฤดูใบไม้ผลิ แดดดี แดดจะฆ่าเชื้อโรคได้หรือไม่ ซึ่งเอาจริงอเมริกาอยู่ในเขตอบอุ่น แดดดีมันก็ไม่ช่วยเท่าไรนัก ที่ฮือฮากันคือทรัมป์ไปถามว่า แล้วถ้าฉีดหรือกินยาฆ่าเชื้อช่วยได้หรือเปล่า จนบริษัท dettol กับ Lysol ผู้ผลิตยาฆ่าเชื้อเจ้าใหญ่รีบออกมาปรามบอกว่าผลิตภัณฑ์ของเขาใช้ทำความสะอาดพื้นผิว



ทรัมป์ก็แก้เก้อไปบอกถามเล่น ๆ อ่านแล้วนึกถึงกรณีที่คนเหน็บผู้นำไทยเรื่องเซลส์สมอง 84,000 เซลส์ อย่างน้อยการดำเนินนโยบายอะไรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก็ยังเน้นฟังหมอเป็นหลัก อีกประเทศหนึ่งที่นักการเมืองมีนโยบายแผลงๆ ก็เคนยา นักการเมืองชื่อ Mike Sonko  แจกเหล้าคอนญัคมากับถุงยังชีพด้วย แบบอ้างว่า ฟังอนามัยโลกมานี่หว่าว่าแอลกอฮอล์มันฆ่าเชื้อ เลยให้เหล้า จนโดน African Medical and Research Foundation (AMRF) ออกมาเบรกว่าไม่ช่วย

ทางอิหร่านก็น่าสงสาร เพราะมีข่าวปล่อยอีกเหมือนกันว่า แอลกอฮอล์ใช้ฆ่าเชื้อโควิดได้ คราวนี้ ความที่เป็นประเทศมุสลิม มันหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้ ก็เลยมีคนไปเที่ยวหาของเถื่อนมากิน ซวยที่ไปได้เอาเมธิลแอลกอฮอล์ ทำให้มีรายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศเมื่อต้นเดือน เม.ย.ว่า คนอิหร่านตายเพราะกินเมธิลแอลกอฮอล์ไปถึง 480 คน แถมอาการหนักอีกราว 2,800 คน ซึ่งเมธิลแอลกอฮอล์นี้กินแล้วมีผลทำให้ตาบอดได้

ที่กล่าวมาคือยกตัวอย่างว่า จากภาวะการระบาดของโควิด ทำให้ประชาชนเดือดร้อนแทบจะทั่วโลก ลามไปถึงสัตว์ด้วย ที่น่ากลัวคือเอาความเชื่อผิดๆ มาใช้แล้วส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อย่างมีข่าวลืออีกว่า กินแมวดำรักษาโควิด เตือนเชื่อผิด!'กินแมวดำ' ไม่รักษาโควิดแถมเสี่ยงโรค! อันนี้ก็อย่าเชื่อ ระวังจะได้โรคใหม่แถม เพราะโรคอุบัติใหม่หลายโรคมาจากการกินแปลกๆ

นาทีนี้ สิ่งที่เราต้องช่วยกันทำคือฟังหมอ อย่าไปเชื้ออะไรผิดๆ ไม่งั้นสถานการณ์อาจเลวร้ายลง.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 161