อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

เปิดมุมมองแจกโจ๊กด้วยใจ แยกแยะหน้าที่-ความเป็นมนุษย์

อย่าทำให้คนทำความดีต้องท้อแท้ เปิดมุมมองสาวใจบุญ “แจกโจ๊กด้วยใจ” ย้ำไม่ได้ฉวยโอกาสวิกฤติโควิดฯสร้างภาพ เธอทำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมนี้มาแล้วมากมาย วอนจนท.แยกแยะหน้าที่กับความเป็นมนุษย์ เสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2563 เวลา 10.00 น.


วันก่อนเห็นภาพข่าวในเฟซฯ ตำรวจอเมริกาคนหนึ่งตามไปจับคุณแม่ลูก 1 ก่อเหตุลักทรัพย์ในซูเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงบ้านตำรวจถามว่าเธอขโมยอะไรไป...ผู้ก่อเหตุตอบว่า “ไข่ 5 ฟองเพื่อมาทำอาหารให้ลูกของฉันที่กำลังหิว” ทั้งนี้ตำรวจได้พาเธอกลับไปที่จุดเกิดเหตุอีกครั้ง ก่อนจะซื้ออาหารให้เธอและลูกของเธอ ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับร้องไห้ก่อนถามว่า คุณตำรวจนี่มันมากเกินไปแล้วที่คุณทำเพื่อฉัน...” ตำรวจคนดังกล่าวตอบไปว่า “บางครั้งเราไม่ควรทำตามกฎหมาย แต่ต้องทำตามความเป็นมนุษย์”





ตัดภาพมาที่ประเทศไทย กรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊ก@เฟิร์น ปันน้ำใจ หญิงสาวใจบุญ นำโจ๊กไปแจกให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่เทศบาลยึดของไปทั้งหมด ก่อนจะเอาไปแจกชาวบ้านเอง ให้เหตุผลว่าผู้ว่าฯไม่อยากให้มีการรวมตัวกัน เกรงจะเกิดการแพร่กระจายของโควิดฯ ทั้งนี้หญิงสาวคนดังกล่าวได้ออกมาขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถทำตามสัญญาได้ อย่างไรก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้นสังคมมี 2 มุมมอง



แต่น้ำหนักความเห็นอกเห็นใจไปอยู่ที่สาวใจบุญ เพราะเธอทำไปด้วยความตั้งใจดี ต้องการช่วยเหลือผู้คนจริง ๆ ย้ำว่าเธอไม่ได้ฉวยโอกาสโควิดฯมาสร้างภาพล้านเปอร์เซ็นต์  เนื่องจากก่อนหน้านี้ก็ไปแจกโจ๊กมาแล้วหลายวัน เธอเข้าใจเรื่องการแพร่ระบาดฯ...เมื่อท้องหิวคนต้องกินข้าวเพื่อให้มีเรี่ยวแรงต่อสู้ชีวิตไปวัน ๆ เพื่อยืนยันสิ่งที่เธอทำ และรู้จักตัวตนของผู้หญิงคนนี้ วีคนี้เลยขอนำเรื่องราวของสาวใจบุญ “น.ส.กัญญณัฎฐ์ สิริธารเบญจกุล” หรือเฟิร์น อายุ 43 ปี มาให้สังคมได้เห็นสิ่งดี ๆ ที่เธอเสียสละทำมาอย่างต่อเนื่องกันดู
 


“กัญญณัฎฐ์” บอกว่า ปัจจุบันมีอาชีพธุรกิจส่วนตัว เปิดร้านกาแฟสด-ชานมไข่มุก และเป็นรองประธานมูลนิธิปั้นเด็กดี ส่วนประธานมูลนิธิฯคือนายจาตุรันต์ วัฒนประทีป มูลนิธิฯก่อตั้งเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.60  อยู่ใน อ.เมือง จ.นครปฐม รูปแบบการทำงานเป็นการเข้าไปช่วยเหลือ-มอบสิ่งของ-อบรมฝึกอาชีพให้กับเยาวชนในกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ และเรือนจำจังหวัดกาญจนบุรี แรงบันดาลใจในการตั้งมูลนิธิฯ เกิดขึ้นเพราะอยากเห็นเด็ก และเยาวชนที่กระทำความผิดได้มีโอกาสกลับตัว-กลับใจเป็นคนดีของสังคม จึงได้จัดตั้ง โครงการปันน้ำใจคืนเด็กดีสู่สังคม





“สมาชิกจิตอาสาของมูลนิธิฯมีทั้งหมด 10 คน ทุกคนล้วนมีความต้องการที่จะช่วยเหลือเด็กที่ประสบปัญหาครอบครัว และไม่ได้รับการศึกษา ให้พวกเขาได้มีความรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่เยาวชนที่ทางมูลนิธิฯรับเข้ามาฝึกอบรมจะเป็นเยาวชนที่อยู่ในขบวนการของการควบคุมความประพฤติในศูนย์ฝึกอบรมฯ เป็นเด็กที่เคยกระทำความผิดมาก่อน ทางมูลนิธิจะเข้าไปดูแลช่วยเหลือฝึกอาชีพให้เขานำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัว ที่สำคัญต้องไม่กลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก
 
“เฟิร์น” บอกต่อว่า พวกเราทำงานตรงนี้มาประมาณ 6 ปี พบเรื่องราวมากมายมีทั้งประทับใจ และน่าสงสาร น่าประทับใจคือเห็นถึงความตั้งใจ และความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองของเด็กที่ได้รับการ ปล่อยตัวจากศูนย์ฯ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม เป็นที่พึ่งของคนในครอบครัวได้ มันเป็นความภูมิใจสูงสุดของทางมูลนิธิฯ ส่วนที่ทำให้รู้สึกสงสารที่สุด เมื่อได้พูดคุยกับเยาวชนหญิงคนหนึ่ง ถามเขาว่าทำไมถึงกระทำความผิดคดีค้าประเวณี  คำตอบจากปากเด็กบอกว่า หนูไม่มีพ่อ-หนูไม่มีแม่ ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีบ้าน หนูเดินอยู่ข้างถนนไม่มีเงินซื้อข้าวกิน มีสิ่งเดียวที่หนูสามารถแลกกับเงินได้คือการขายร่างกาย ฟังแล้วสะเทือนใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ สะท้อนถึงสังคมที่พ่อแม่ทิ้งลูก ไม่มีความรับผิดชอบต่อเด็กคนหนึ่งที่คุณทำให้เขาเกิดมา
 


ส่วนประเด็นใหญ่ที่กลายเป็นข่าวเรื่องทำโจ๊กแจกให้กับชาวบ้าน จุดประสงค์เดียวเกิดจากความสงสารผู้คน พวกเขาตกงานขาดรายได้ อะไรที่พอจะช่วยกันได้ในช่วงนี้หรือช่วงอื่นหากเราพร้อมทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำด้วยใจให้เขาอิ่มท้องมีแรงสู้กับวิกฤติ ประคองให้ทุกคนอยู่รอดไปด้วยกัน เราเป็นคนไทยรักชาติ-ศาสนา- พระมหากษัตริย์ เราเดินตามรอยพ่อ-เศรษฐกิจพอเพียง การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และขาดโอกาสทางสังคมจึงเป็นหน้าที่พวกเราทุกคน
 


ย้ำว่าเธอกับกลุ่มจิตอาสาสมาชิกมูลธินิฯทำเรื่องดี ๆ ช่วยเหลือผู้คนมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำหรือมาสร้างภาพกับวิกฤติโควิดฯ ทั้งนั้นการรักษาความเป็นระเบียบเพื่อไม่ให้เชื้อร้ายแพร่กระจายเจ้าหน้าที่ก็ทำถูกต้อง แต่ควรมีวิจารณญาณในการทำงานบ้าง...ในเวลาที่ทุกอย่างมันย่ำแย่สิ่งเดียวที่ประชาชนต้องการคือ กำลังใจ และการเยียวยา ส่วนใครก็ตามที่ฉวยโอกาสทำร้ายซ้ำเติมประชาชนที่กำลังเดือดร้อนในช่วงนี้ มันก็คือเศษมนุษย์ดีๆนี่เอง...ท้ายนี้ขอกราบขอบพระคุณที่พวกท่านได้ทำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมมาอย่างต่อเนื่อง จงจำไว้เสมอว่า ความดีมีไว้ให้ทำ-มิได้มีไว้ให้ท้อ สู้ ๆ นะครับ.
....................................
คอลัมน์”คนดีของสังคม”                       
โดย “เหยี่ยวขาว”
ข้อมูล-ภาพ ขจร วัตรเอก เดลินิวส์ออนไลน์ จ.นครปฐม  



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 145