อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

นพ.แอนโธนี เฟาซี "หมอหมายเลขหนึ่ง"สหรัฐ

ตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐก่อตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อตอบสนองต่อโรคโควิด-19 จากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มรสุมหลายลูกจนนับไม่ถ้วนจากทั่วทุกสารทิศโหมกระหน่ำเข้าสู่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แทบตั้งตัวไม่ติด ยกเว้นสมาชิกในทีมที่แทบไม่ได้รับผลกระทบ ผู้นั้นคือบุคคลผู้นั้นคือ นพ.แอนโธนี เฟาซี อาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2563 เวลา 09.30 น.

ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐก่อตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อตอบสนองต่อโรคโควิด-19 จากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มรสุมหลายลูกจนนับไม่ถ้วนจากทั่วทุกสารทิศโหมกระหน่ำเข้าสู่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จนแทบตั้งตัวไม่ติด แต่ยกเว้นสมาชิกคนหนึ่งในทีมที่แทบไม่ได้รับผลกระทบ หนำซ้ำยังกลายเป็น “ขวัญใจอเมริกา”  ที่อเมริกันชนให้ความเชื่อมั่นมากกว่าผู้นำสหรัฐเสียอีก บุคคลผู้นั้นคือ นพ.แอนโธนี เฟาซี
        
นพ.เฟาซี ปัจจุบันอายุ 79 ปี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและภูมิแพ้แห่งชาติของสหรัฐตั้งแต่ปี 2527 หมาย ความว่า นพ.เฟาซีเป็นหนึ่งในบุคลากรการแพทย์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสาธารณสุขของอเมริกามายาวนาน นพ.เฟาซีสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ เมื่อปี 2509 โดยมีความสนใจเฉพาะทางเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์


        
ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษในวงการสาธารณสุข นพ. เฟาซีเผชิญกับวิกฤติโรคระบาดร้ายแรงและอาการป่วยที่ซับซ้อนมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเอดส์ เชื้อไวรัสเอชไอวี ซาร์ส ซิกา อีโบลา มาลาเรีย วัณโรค หรือแม้แต่แอนแทร็กซ์ โดยไม่ได้อยู่แต่เพียงในห้องทดลอง หรืออ่านจากเอกสาร แต่นายแพทย์อาวุโสผู้นี้ยังลงมือรักษาผู้ป่วยจากโรคร้ายแรงเหล่านั้นด้วยตัวเอง ควบคู่ไปกับการให้คำแนะนำกับประธานาธิบดีสหรัฐย้อนหลังไปจนถึงยุคของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน และได้รับ “เหรียญเสรีภาพ” ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของพลเรือน ในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เมื่อปี 2551
        
ท่ามกลางวิกฤติสาธารณสุขจากโควิด-19 ที่เป็นโรคอุบัติใหม่ ความหวาดกลัว ความตื่นตระหนก และความสับสนของประชาชนซึ่งมีต่อโรคร้ายย่อมเกิดขึ้นมากเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการบริหารจัดการวิกฤติโรคระบาดครั้งนี้ตามแนวทางของรัฐบาลทรัมป์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ชาวอเมริกันจึงเลือกที่จะเชื่อมั่นและไว้ใจนพ.เฟาซี ผู้ที่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง” การอธิบายเรื่องการแพทย์ด้วยการใช้ภาษาชาวบ้าน ไม่สร้างความตื่นตระหนกแต่ขอให้ทุกฝ่ายต้องตระหนัก แม้แต่ทรัมป์เองยังต้องเป็นฝ่ายยอมอ่อนให้ นพ.เฟาซี ซึ่งโต้แย้งผู้นำสหรัฐ ว่ายังไม่มีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับประสิทธิภาพของยาไฮดร็อกซีคลอโรควิน ที่เป็นยาต้านมาลาเรีย ในการใช้รักษาอาการป่วยจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่


        
เกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ในสหรัฐ นพ.เฟาซียืนกรานว่ากระบวนการพื้นฐานที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดในเวลานี้ คือการยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดเข้าสู่ชุมชน การขยายขอบเขตการตรวจคัดกรอง การต้องมีแผนการทั้งระยะสั้นและระยะยาวในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยเฉพาะการพัฒนายารักษาและวัคซีนป้องกัน หากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันปฏิบัติตามกลไกเหล่านี้ได้ อัตราการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐจะผ่านพ้นจุดวิกฤติ “แล้วเข้าสู่ภาวะเสถียร”
        
ทั้งนี้ นพ.เฟาซีกล่าวถึงตัวเลขความสูญเสียจากวิกฤติโรคโควิด-19 ในสหรัฐ ว่าผู้เสียชีวิตในประเทศอาจสูงถึงระหว่าง 100,000 ถึง 200,000 คน หากมาตรการป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐ “ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง” หลายฝ่ายมองว่า นพ.เฟาซี ประเมินสถานการณ์ด้วยความตื่นตระหนกเกินไปเสียเอง แต่ตอนนี้ผู้ป่วยสะสมในสหรัฐเกิน 1 ล้านคนไปแล้ว คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของผู้ป่วยทั้งโลก และผู้เสียชีวิตที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องจนทำลายสถิติชาวอเมริกันที่เสียชีวิตในสมรภูมิสงครามเวียดนาม บางทีการคาดการณ์ของ นพ.เฟาซี อาจไม่ได้เกินความเป็นจริงเลยก็ได้
        
ด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ นพ.เฟาซีได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติแล้วมากมาย ซึ่งนอกเหนือจากเหรียญเสรีภาพซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดที่รัฐบาลสหรัฐมอบให้แก่พลเรือน หนึ่งในรางวัลที่ นพ.เฟาซีได้รับ คือรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เมื่อปี 2556 ในฐานะเป็นบุคคลซึ่งปฏิบัติงานดีเด่นด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงแก่ประชาคมโลก
        
อนึ่ง มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ มอบรางวัลให้แก่ นพ.เฟาซี จากผลงานความก้าวหน้าในการศึกษาวิจัยว่าเชื้อไวรัสเอชไอวีทำลายระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ได้อย่างไร นำไปสู่การปูแนวทางใหม่ในการรักษาผู้ป่วยจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยเฉพาะโรคเอดส์ที่เป็น “ภาวะขั้นสุดท้าย” จากการที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี การค้นคว้าของ นพ.เฟาซี ไม่ใช่เพียงแต่นำไปสู่การบูรณาการแนวทางการรักษา แต่ยังปรับเปลี่ยน “นิยาม” ของเอดส์ จากการเป็น “โรคอันตรายถึงแก่ชีวิต” เป็น “อาการป่วยเรื้อรัง” ช่วยรักษาชีวิตชาวโลกได้ปีละหลายล้านคน
        
นพ.เฟาซี ร่วมงานกับประธานาธิบดีสหรัฐมาแล้ว 6 คน และคนปัจจุบันคือทรัมป์ จวบจนถึงปัจจุบัน นพ.เฟาซี ยืนยันว่า หน้าที่ของเขาเมื่อได้รับเชิญให้ทำงานเฉพาะกิจร่วมกับทำเนียบขาว มีเพียง “การพูดความจริงที่อ้างอิงตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์” และการเสนอแนะเชิงนโยบาย “ที่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์” เท่านั้น
        
อย่างไรก็ตาม นพ.เฟาซีกล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ว่าหากรัฐบาลสหรัฐประกาศแนวทางรักษาระยะห่างทางกายภาพและในสังคม “เร็วกว่านี้” สหรัฐอาจไม่สูญเสียประชาชนจากวิกฤติโรคโควิด-19 “มากขนาดนี้” และทรัมป์รีทวีตหนึ่งในข้อความของผู้ที่เรียกร้องให้ปลด นพ.เฟาซี ออกจากตำแหน่ง กลายเป็นกระแสอื้ออึงทันที ว่าผู้นำสหรัฐอาจทำเช่นนั้นจริงหรือไม่
        
ต่อมาทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ปฏิเสธ และทรัมป์ “กลับลำ” ว่าเขาไม่เคยมีความคิดปลดนพ.เฟาซีออกจากตำแหน่ง ขณะที่ นพ.เฟาซีกล่าวว่าเป็นธรรมดาที่คนทำงานร่วมทีมเดียวกันต้องมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่โดยส่วนตัวเขามองข้ามเรื่องเหล่านั้น เพราะตอนนี้มีเรื่องใหญ่กว่าที่ต้องให้ความสำคัญมากกว่า นั่นคือ  การควบคุมโรคโควิด-19 ให้ได้ เพียงเท่านี้ก็ยิ่งเพิ่มเหตุผลให้กับคำตอบของคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดตอนนี้ชาวอเมริกันจึงฟังและเชื้อ นพ.เฟาซี มากกว่าทรัมป์.

........................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 88