อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

สร้างกุศลด้วยการบริจาคโลหิต ช่วยชีวิตมนุษย์ (2)

ศูนย์บริจาคโลหิต​แห่งชาติ​ สภากาชาดไทย ​ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ขาดแคลนโลหิต ​เนื่องจากประชาชนบริจาคโลหิตน้อยลงเหลือเฉลี่ยวันละ​ 1,800-2,000  ยูนิต​ พฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2563 เวลา 10.00 น.


การเขียนบทความเรื่องนี้เป็นการเขียนขึ้นอีกคำรบหนึ่งหลังจากที่เคยเขียนมาก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่​ 14 พ.ย.​62 ในห้วงเวลานั้น ศูนย์บริจาคโลหิต​แห่งชาติ​ สภากาชาดไทย ​ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ขาดแคลนโลหิต ​เนื่องจากประชาชนบริจาคโลหิตน้อยลงเหลือเฉลี่ยวันละ​ 1,800-2,000  ยูนิต​

ในขณะที่มีความต้องการใช้โลหิตในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยเฉลี่ยวันละ​ 2,600-3,000 ยูนิต​ ส่งผลให้ปริมาณสำรองโลหิตอยู่ในภาวะวิกฤตเพราะไม่สามารถจ่ายโลหิตให้เพียงพอกับความต้องการของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในระดับประเทศ ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่ต้องใช้โลหิตในการรักษาเป็นประจำ อาทิ​ โรคโลหิตจาง ​(ธาลัสซีเมีย)​ โรคไขกระดูกฝ่อ​ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน​ (ลูคีเมีย)​ รวมถึงการมีภาวะเลือดออกจากอุบัติเหตุหรือจากการผ่าตัดและคลอดบุตร

ต่อมาเมื่อวันที่​ 26 เม.ย.63​ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้ออกมาเชิญชวนประชาชนร่วมกันบริจาคโลหิต ภายใต้สถานการณ์​การแพร่ระบาดของโควิด-19​ ซึ่งเป็นสาเหตุที่มีความต้องการใช้โลหิตเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เนื่องจากประชาชนมีความกังวลในการเดินทางออกจากที่พักอาศัย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงได้จัดรถออกหน่วยเคลื่อนที่ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อรับบริจาคโลหิตตามองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนทั่วกรุงเทพมหานคร



และเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 63 ธนาคารเลือด โรงพยาบาลศิริราช ได้เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้มีการบริจาคโลหิตลดลง​ ทำให้ได้รับผลกระทบในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ต้องรับการผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือดที่ต้องใช้โลหิต ซึ่งในขณะนี้ธนาคารเลือด โรงพยาบาลศิริราชกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนโลหิตโดยเฉพาะ กรุ๊ป เอ และ กรุ๊ป​ บี ส่วนกรุ๊ปอื่นแม้จะยังไม่ถึงกับขาดแคลนแต่ก็เกรงว่าจะไม่เพียงพอเช่นกัน จึงขอเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันบริจาคโลหิต ที่ศาลาศิริราช 100 ปี ได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุด​นักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 08.30 -16.00 น. ติดต่อสอบข้อมูลได้ที่ โทร. 02-419 -8081 ต่อ 123 หรือ 128



นับเป็นแบบอย่างที่ดีแก่องค์กรทุกภาคส่วนซึ่ง​ พลเรือเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย ผู้บังคับบัญชาระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการและกำลังพลกองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิตให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ณ สโมสร กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ด้วยมีจิตศรัทธาในการช่วยบรรเทาปัญหาโลหิตสำรองขาดแคลน และเพื่อให้สภากาชาดไทย ได้นำไปรักษาพยาบาลผู้ป่วยต่อไป

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผู้คนทั่วไปในสังคมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตอย่างถูกต้อง จึงขอนำสาระสำคัญเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตมาให้ได้รับทราบกันดังนี้​ การบริจาคโลหิตคือการสละโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้กับผู้ป่วยซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค เพราะร่างกายแต่ละคนจะมีปริมาณโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ โดยที่ร่างกายต้องการใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น

ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ การบริจาคโลหิตสามารถกระทำได้ทุก 3 เดือน เพราะหลังการบริจาคโลหิตทุกครั้ง ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ถ้าไม่ได้บริจาคโลหิตร่างกายจะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว หมดอายุออกมาทางปัสสาวะหรืออุจจาระ

ระยะเวลาตามกระบวนการบริจาคโลหิตใช้เวลาเพียง 20 นาที เริ่มต้นตั้งแต่การลงทะเบียน เจ้าหน้าที่จะเลือกเจาะโลหิตที่เส้นโลหิตดำ บริเวณแขน แล้วเก็บโลหิตบรรจุในถุงพลาสติก (blood bag) ตั้งแต่ 350-450 มิลลิลิตร (ซี.ซี.) ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้บริจาค ผู้มีความประสงค์บริจาคโลหิตติดต่อบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย หน่วยเคลื่อนที่รับบริจาคโลหิตทุกแห่ง ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ โรงพยาบาลสาขา และโรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับวันและเวลาในการบริจาคโลหิต ติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถ.อังรีดูนังต์ โทร 02-256-4300



ผู้ที่จะบริจาคโลหิตได้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ มีอายุตั้งแต่ 17-70 ปี สำหรับผู้บริจาคเป็นครั้งแรกที่มีอายุตั้งแต่ 55-60 ปี จะต้องให้แพทย์วินิจฉัยเสียก่อน ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60-65 ปี ต้องเป็นผู้บริจาคโลหิตมาเป็นประจำจนกระทั่งถึงอายุ 60 ปี โดยบริจาคได้ไม่เกินปีละ 3 ครั้งหรือทุก 4 เดือน ส่วนผู้ที่มีอายุ 65-70 ปี ต้องเป็นผู้ที่บริจาคโลหิตต่อเนื่องมาสม่ำเสมอจนถึงอายุ 65-70 ปี โดยสามารถบริจาคโลหิตได้ไม่เกินปีละ 2 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน และไม่สามารถบริจาคกับหน่วยงานเคลื่อนที่

ผู้บริจาคโลหิตจะต้องเป็นผู้ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 45 กิโลกรัมขึ้นไป และน้ำหนักไม่ลดลงผิดปกติในช่วงระยะเวลา 3 เดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพในระยะเวลาที่จะบริจาค รวมถึงจะต้องไม่อยู่ในระหว่างการรับประทานยาแก้อักเสบทุกชนิด หากรับประทานยาแอสไพริน ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวด จะต้องหยุดยามาก่อนบริจาค 3 วัน หากเป็นยาแก้อักเสบจะต้องหยุดยามาก่อนบริจาค 7 วัน

นอกจากนี้แล้วยังป็นผู้ไม่มีประวัติเจ็บป่วยหรือไม่เป็นผู้มีโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคหอบหืด โรคไต โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไทรอยด์ อีกทั้งไม่เป็นโรคมาลาเรีย หากมีประวัติว่าเคยเป็นมาก่อนต้องหายมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี กรณีเพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ต้องผ่านระยะเวลามาแล้วเกิน 6 เดือน ผ่าตัดเล็กต้องเกิน 7 วันจึงจะบริจาคได้ หากถอนฟัน ขูดหินปูน ต้องทิ้งระยะอย่างน้อย 3 วัน กรณีถอนฟันคุด ต้องทิ้งระยะ 6 วัน



ผู้ที่จะบริจาคโลหิตหากเคยได้รับการบริจาคโลหิตของผู้อื่นมา ต้องเกิน 1 ปีจึงจะบริจาคโลหิตให้แก่ผู้อื่นได้ผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน สามารถบริจาคโลหิตได้ หากร่างกายแข็งแรง ไม่มีอาการอ่อนเพลียและตรวจความเข้มข้นของเลือดผ่าน

ก่อนที่จะไปบริจาคโลหิตควรทำการนัดสถานที่ที่จะไปบริจาคโลหิตเพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมการ หากไม่อยากนัด ก็สามารถไปตามโรงพยาบาลหรือรถที่ให้บริการรับบริจาคโลหิตได้

การให้ (ทาน)​ ในทางพระพุทธศาสนา​ มี​ 3​ ประการ คือ​ การให้วัตถุสิ่งของแก่ผู้อื่น (วัตถุทาน) การให้อภัยแก่ผู้อื่น​ (อภัยทาน) และการให้ความรู้ตามหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแก่ผู้อื่น​ (ธรรมทาน)​ เป็นบุญประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการกระทำความดี​ (บุญกิริยาวัตถุ​ 10) การบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์​เป็นการสร้างกุศลที่ไม่ต้องใช้เงินทองหรือวัตถุสิ่งของใดๆ​ แต่เป็นการบริจาคโลหิตส่วนเกินที่มีอยู่ในร่างกายตนแก่ผู้อื่น​

จึงขอเชิญชวนประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในเพศใด​ ประกอบอาชีพอะไร​ นับถือศาสนาใด​ มาร่วมกันบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์จากการเจ็บป่วย​ ขออนุโมทนามา​ ณ​ ที่นี้
.................................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : ธนาคารเลือดโรงพยาบาลศิริราช

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 123