อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อย่าห่วงประชาชน...ระวังแต่รัฐบาล"การ์ดจะตก"มากกว่า

ตั้งเป้า 3 ล้านคนตอนนี้บานไปถึง 16 ล้านคนถึงขั้นมีการประท้วงขู่ฆ่าตัวตายหน้ากระทรวงการคลัง จนกลายเป็น ”ดราม่าการเมือง” ก็เพราะการทำงานแบบ ”การ์ดตก” พฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00 น.


ข่าวดีเมื่อวันอังคาร ที่ผ่านมา “หมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิน” โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ออกมารายงานพบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 1 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ติดเชื้อจะเป็นเลขตัวเดียวติดต่อกันหลายวันแม้ว่าจะมาสะดุดเมื่อวันจันทร์ที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 18 รายแต่เป็นแรงงานต่างชาติที่โดนกักตัวอยู่ในศูนย์กักกันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามแม้ตัวเลขจะดีวันดีคืน แต่ หมอทวีศิลป์ มักจะตบท้ายทุกครั้งว่า ”ขอให้ประชาชนการ์ดอย่าตก” ฟังบ่อยๆจนอยากจะบอกหมอกลับไปว่า ทุกวันนี้ ประชาชน ”ยังตั้งการ์ดสูงไม่เคยตก” แม้จะ ”ยกจะการ์ดจนเมื่อย” แล้วก็ตาม



ตรงข้ามก็เห็นแต่รัฐบาลที่ ”การ์ดตกบ่อยๆ” นับตั้งแต่มีไวรัส โควิด-19 ระบาดในเมืองไทย รัฐบาลก็การ์ดตกที่ยอมปล่อยนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาได้อย่างเสรีกว่าจะตั้งหลักกำหนดโควต้าได้ นักท่องเที่ยวจีนก็นำเข้าเชื้อโควิด-19 มาระบาดในบ้านเราแล้ว

ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลเกรงว่าถ้าห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาจะกระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ อีกทั้งกลัวว่ารายได้จากการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนสูงถึง 12% ของจีดีพี จะหายไป



ต่อมาไม่ทันไรรัฐบาลก็การ์ดตกอีกเมื่อเกิดดราม่า ”หน้ากากอนามัยหาย” หมอและพยาบาลขาดแคลนไม่มีใช้ จนโดนสื่อและโซเชียลรุมถล่มเละป่านนี้กระทรวงพาณิชย์ยังไม่รู้ว่าหน้ากากหายไปไหน ใครเป็นคนเอาไป

แต่ที่เสียฟอร์มหนัก เมื่อรัฐบาลมีนโยบายแจกเงินเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 รายละ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือนโดยกระทรวงคลังเป็นเจ้าภาพก็เกิดชุลมุนวุ่นวายคนที่ควรได้กลับไม่ได้คนที่ไม่ควรได้กลับได้ ตัวเลขโควต้าที่ตั้งเป้ากับจำนวนคนยื่นขอต่างกันลิบลับตอนแรกตั้งเป้า 3 ล้านคนตอนนี้บานไปถึง 16 ล้านคนถึงขั้นมีการประท้วงขู่ฆ่าตัวตายหน้ากระทรวงการคลัง จนกลายเป็น ”ดราม่าการเมือง” ก็เพราะการทำงานแบบ ”การ์ดตก” นั่นเอง



ต่อมาก็มีกระแสข่าวว่า งบกองทุนหลักประกันสุขภาพของ ”สปสช.” ซึ่งเป็นเงินสนับสนุนสำหรับประชาชนผู้ใช้บัตรทองจำนวน 2,400 ล้านบาท และงบของกระทรวงสาธารณสุข อีก 1,200 ล้านบาท ถูกตัดไปโดยที่ไม่มีใครรู้

แม้กระทรวงสาธารณสุขจะออกมาแก้เกี้ยวว่า เงินจากบัตรทอง ที่ถูกตัดไปนั้นจะโยกมาใช้เป็นค่าจ้างบุคคลากรที่บรรจุเพิ่มเติม 45,684 ตำแหน่ง แต่ฟังดูก็ทะแม่งๆกรณีนี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ รัฐบาลเผลอทำการ์ดตกจนโดนถล่มเละ

ล่าสุดก็เกิดความลังเลว่าจะประกาศวันหยุดยาวหรือไม่ จะเปิดให้ขายเหล้าได้หรือไม่รวมถึงเสียงเรียกร้องให้ทะยอยเปิดเมืองได้แล้ว ในที่สุดมติ คณะรัฐมนตรีก็ประกาศให้มีวันหยุดเหมือนเดิม และประกาศให้ขายเหล้าได้แต่ต้องซื้อไปกินที่บ้านและเริ่มเปิดให้ธุรกิจบางประเภทกลับมาเปิดได้โดยมีข้อจำกัด

ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้วจึงจะเห็นความชุลมุนวุ่นวายจากการกรณีที่แรงงานจากกรุงเทพฯและภูเก็ตหลั่งไหลกลับไปตั้งหลักที่ภูมิลำเนาเดิม จนหลายคนหวาดผวาว่าจะเกิดการระบาดรอบ 2 จนรัฐบาลต้องออกประกาศอย่างกระทันหันว่าห้ามเดินทางข้ามจังหวัด



แต่ที่วุ่นวายไม่แพ้กันกรณีที่เกิดการชุลมุนวุ่นวายที่ประชาชนแห่กันไปซื้อเหล้าในห้างค้าส่งชื่อดังโดยที่หลายๆสาขาควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ เพราะรัฐบาลไม่ได้กำหนดรายละเอียดว่าควรปฏิบัติอย่างไร คนหนึ่งซื้อได้เท่าไหร่ ต้องทะเยอยเข้าครั้งละกี่คน ต้องยืนห่างกันกี่เมตร เป็นต้น ความวุ่นวายทั้งสองกรณีล่าสุด ก็เพราะ ”รัฐบาลการ์ดตก” นั่นเอง
 
หลังจากเริ่มทะยอยผ่อนคลายในธุรกิจบางประเภทในสัดาห์ที่ผ่านมา คนก็เริ่มทะยอยเลิกทำงานที่บ้านมาทำงานในออฟฟิศมากขึ้นจนมีข่าวว่ารถสาธารณะกลับมาเบียดเสียดยักเยียดจนหลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้

นับจากนี้รัฐบาลคงจะ ต้องเปิดให้ผู้ประกอบการ บริษัทต่างๆมาดำเนินธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าความยุ่งยากต่างๆก็จะตามมาเป็นระยะๆดังนั้นรัฐบาลจะต้องตั้งการ์ดสูงๆเข้าไว้ ทุกอย่างต้องคิดด้วยความรอบรอบและชอบธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

อย่าห่วงชาวบ้านว่าการ์ดจะตก ห่วงแต่ราชการและรัฐบาลเองนั้นแหละที่ผ่านมาออกมาตรการอะไรก็มักจะมีปัญหาตามมาตลอด เผลอการ์ดตกอยู่เรื่อย
............................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”  

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    85%
  • ไม่เห็นด้วย
    15%

บอกต่อ : 139