อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

'มูลนิธิปิดทองหลังพระ' สู้ภัยแล้ง-ลุยโควิดฯช่วยคนไทย

มูลนิธิปิดทองหลังพระ แนะแนว 4 ประสาน 3 ประโยชน์ เป็นแนวทางบรรเทาพิษโควิด-19 ในชนบทได้อย่างยั่งยืน โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอาชีพ และพัฒนาการเกษตร ช่วยให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม เสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2563 เวลา 10.00 น.


ได้รับผลกระทบเดือดร้อนกันถ้วนหน้าจริง ๆ สำหรับเจ้าไวรัสมรณะ โควิด-19 เช่นเดียวกับปัญหาภัยแล้งที่หลายพื้นที่ของไทยกำลังเผชิญหน้า ปัญหาที่เกิดขึ้นภาครัฐ และเอกชนต่างร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง...หนึ่งในหน่วยงานที่ทุ่มเทช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอดก็คือ มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร.9 ร่วมมือกับภาครัฐนำแนวพระราชดำริมาบรรเทาพิษโควิด-19 ส่งเสริมอาชีพ-พัฒนาการเกษตร 34 อำเภอ 3 จังหวัด 83 โครงการมาช่วยให้ประชาชนมีรายได้เพิ่ม สอนให้พวกเขายืนด้วยตัวเอง และรู้ว่าการนำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาใช้ดำเนินชีวิตจะเป็นทางรอดในยามที่บ้านเมืองเกิดวิกฤติได้อย่างแน่นอน
 


หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากเพื่อบรรเทาทุกข์ผู้ตกงานจากภัยโควิด-19 ว่า มูลนิธิฯยึดแนวทางบูรณาการกับภาคีในรูปแบบ 4 ประสาน คือ ราชการ เอกชน ประชาชน และมูลนิธิฯ ในฐานะผู้ริเริ่ม และประสานแผน จึงทำให้โครงการต่าง ๆ เริ่มได้รวดเร็ว และพัฒนาได้อย่างยั่งยืน โดยเวลาเดือนเดียวที่มูลนิธิฯตัดสินใจจะทำก็ได้รับความร่วมมือจากภาคีต่าง ๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ช่วยกันสำรวจแหล่งน้ำต้นทุน สำรวจความคิดเห็นของชาว บ้าน และข้อมูลตลาดสินค้าทำให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจ จึงมั่นใจว่าเรากำลังทำอะไร-เพื่ออะไร
 
ทั้งนี้มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ มีเป้าหมายเบื้องต้น คือการสร้างงานรองรับผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยนำมาผนวกกับการแก้ปัญหาภัยแล้งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่การลงทุน ในระยะที่หนึ่งของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากจะส่งเสริมการมีงานทำด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำ 116 แห่งใน จ.อุดรธานี ขอนแก่นและกาฬสินธุ์ ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้า และเริ่มการพัฒนาแล้ว 83 โครงการ



“ช่วงที่มีปัญหามาก ๆ อย่างตอนนี้ประชาชนจะเห็นว่าพระราชดำริช่วยได้จริง ๆ โครงการนี้ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ เกษตร เอกชนมาร่วมมือกับชาวบ้านทั้งที่ตกงาน แล้วมาทำงานหารายได้ยังชีพ 350 คนกับชาวบ้านอีกเกือบ 4,000 คนที่อาสามาทำงานเพราะเขารู้ว่าเมื่อมีน้ำแล้ว เขาเองจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งระดับชุมชน ท้องถิ่น และระดับประเทศ โครงการแหล่งน้ำทั้ง 83 แห่งครอบคลุม 34 อำเภอ เมื่อคำนวณพบว่าทำให้เกษตรกร 3,844 ครัวเรือนมีน้ำเพียงพอเพื่อการเกษตร คือเพิ่มขึ้น 15.2 ล้านลูกบาศก์เมตร กระจายน้ำได้ครอบคลุม 20,249 ไร่ เราเคยทำโครงการแบบนี้มาก่อนที่อุดรฯ วิจัยแล้วว่าเมื่อมีน้ำเพียงพอรายได้ของชาวบ้านจะเพิ่มขึ้นไร่ละ 7,000 บาทคือจากข้าวประมาณสองพันบาทและจากพืชหลังนาอีกห้าพันบาท ดังนั้นแหล่งน้ำ 83 แห่งจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นอีกปีละประมาณ 141 ล้านบาท ในขณะที่เงินลงทุนรวมเพียง 53 ล้านบาท หรือเฉลี่ยแห่งละ 650,000 บาท”
 
นอกจากการพัฒนาแหล่งน้ำ และระบบกระจายน้ำแล้วมูลนิธิฯ ยังจะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ และภาคเอกชนส่งเสริมการเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มตรงความต้องการของตลาดอีกด้วย จึงจะทำให้เกิดคุณ ประโยชน์หลัก ๆ 3 ด้านคือ เกิดระบบกระจายน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอาชีพเกษตร เกิดธุรกิจใหม่ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงความต้องการของตลาด และเกิดความรู้เพื่อให้ท้องถิ่นและชุมชนพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
 
“การระบาดของโควิด-19 มาซ้ำเติมความแห้งแล้งรุนแรงที่สุดใน 40 ปี เราต้องยอมเหนื่อยกัน แต่เมื่อรัฐบาลเตรียมกระตุ้นการพัฒนาแหล่งน้ำและการเกษตร คิดว่าแนวทางที่เราทำกันอยู่จะทำให้กระตุ้นได้ผลเต็มที่ และยั่งยืนด้วย
 


“ธวัชชัย เนียมศิริ” ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ กล่าวว่า โครงการที่มาร่วมกันทำนี้สามารถทำให้เกิดอาชีพที่มั่นคงระยะยาวแก่ชาวบ้านได้ เป็นการทำแบบเล็กไปหาใหญ่ จึงขอให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยเข้ามาร่วมเพื่อเป็นการเรียนรู้รูปแบบของงานเพื่อให้กาฬสินธุ์ขยายงานต่อไปได้เอง ด้าน“สมศักดิ์ จังตระกุล” ผู้ว่าฯขอนแก่น กล่าวว่า ขอนแก่นมีแนวทางชัดเจนที่จะต่อยอดการพัฒนาแหล่งน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยได้มอบให้หน่วยราชการต่าง ๆ เข้ามามีบทบาท สนับสนุนนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาอาชีพให้เกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป ขณะที่นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” ผู้ว่าฯอุดรธานี กล่าวว่า โครงการที่จังหวัดเข้ามาร่วมงานด้วยไม่เพียงจะบรรเทาทุกข์คนตกงานจากโควิด-19 เท่านั้น แต่เป็นโครงการพัฒนาอาชีพที่จะมีความยั่งยืนตามแนวพระราชดำริได้ต่อไป เพราะสามารถแก้ปัญหาน้ำพร้อมกับเสริมความสามารถทางอาชีพให้แก่ประชาชนไปพร้อม ๆ กัน
 


“พงศ์ภัค สีมี” ชาว จ.อุดรธานี บอกว่า ตกงานจากอาชีพรับจ้างกรีดยางใน จ.สงขลา ต้องกลับบ้านเกิดอุดรฯและสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ในตำแหน่งอาสาพัฒนาหมู่บ้าน (อสพ.) ตอนแรกก็ไม่รู้อะไร แต่พอมาร่วมแล้วก็ดีกว่าที่คิดเพราะมีงานทำชั่วคราว แล้วยังได้เข้าอบรม ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องพระราชดำริ กับเทคนิคการเกษตรอย่างระบบน้ำหยดพลังแสงอาทิตย์ เทคนิคการปลูกผักที่ตลาดต้องการ เป็นประโยชน์กับตัวเอง และชุมชนมาก



“คณิศชญานิน นาสมฝัน” ชาว จ.กาฬสินธุ์ หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากโควิดฯบอกว่า สมัครเป็นพนักงานโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการว่างงานที่เกิดขึ้น ของสถาบันปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่ จ.กาฬสินธุ์ เริ่มทำงานเดือนพ.ค.นี้  ก่อนหน้าทำงานบริษัทเอกชนสุดท้ายประสบปัญหาทางธุรกิจต้องออกจากงานมายึดอาชีพขายล็อตเตอรี่ แต่ขายได้ไม่กี่เดือนก็มาเจอปัญหาโควิดฯต้องหยุดขาย ก่อนมาสมัครเป็นพนักงานโครงการดังกล่าว ได้ประชุมร่วมกับชาวบ้านใน ต.โนนศิลาเลิง เพื่อช่วยกันนำท่อลงไปในลำน้ำเลิงจะได้ผันน้ำมาใช้ทำการเกษตร รับหน้าที่เป็นผู้ประสานโครงการติดต่อคนในชุมชนให้มาร่วมกันทำ โดยใช้ระบบโซลาร์เซลล์ในการผันน้ำเป็นการลดต้นทุนการใช้ไฟฟ้า
 




โครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานรากฯ เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะทำให้คนในหมู่บ้านมีรายได้ และยังมีน้ำใช้ในการทำเกษตรด้วย ซึ่งหมู่บ้านก็น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้อยู่แล้ว และมีโครงการพระราชดำริของพระองค์ท่าน อย่างเช่น โรงสีข้าวพระราชทาน นอกจากนี้ยังมองว่าทำเลของหมู่บ้านนี้ดีมีลำน้ำเลิงน่าจะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นแลนด์มาร์คของหมู่บ้าน ได้ เพื่อให้คนในหมู่บ้านมีรายได้จากการท่องเที่ยว”
 
“พงศ์ภัค สีมี” ชาว จ.อุดรธานี  กล่าวว่า เรียน กศน.จบม.6 ก่อนหน้านี้รับจ้างกรีดยางที่ จ.สงขลา พอเศรษฐกิจไม่ดีราคายางตกนายจ้างก็เลิกจ้าง ตกงานจึงต้องกลับมาบ้าน และสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ตำแหน่งอาสาพัฒนาชุมชน(อสพ.) ก่อนที่จะทำงานทางปิดทองฯได้จัดอบรมเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติของโครงการ ทำให้ได้เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ผ่านมามีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้างแต่ไม่ลึกซึ้ง และยังมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานแปลงเกษตรในพื้นที่ ซึ่งมีการใช้โซลาร์เซลล์ และยังได้เรียนรู้เรื่องการตัดแต่งใบ เพื่อให้ได้ผลผลิตดี นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เรื่องระบบน้ำ ซึ่งในการประชุมร่วมกับชาวบ้าน ทุกคนสนใจเรื่องน้ำกันมาก



“คำภา รูปสะอาด” บอกว่า เคยทำงานก่อสร้างที่มาเลเซียมา 17 ปี เมื่อหมดสัญญาจ้าง ต้องกลับบ้านเกิด และสมัครเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งทางปิดทองฯให้ค่าแรงวันละ 320 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รับหน้าที่เป็นคนต่อท่อน้ำจากแหล่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน ทั้งนี้หลังจากจบโครงการฯ คิดว่าจะไปปลูกข้าวและพืชผักสวนครัวในที่ดินของครอบครัวจำนวน 18 ไร่ เพราะมาทำงานในโครงการนี้ได้เรียนรู้วิธีการทำเกษตรด้วย



เขียนมาหลายต่อหลายครั้ง นี่ก็เป็นเรื่องราวดี ๆ อีกตอนที่ยืนยันได้ว่า การนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียง ของพ่อหลวง ร.9 มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตจะทำให้เรามีความสุข ใช้ชีวิตอยู่ได้อย่าไม่ลำบาก โดยเฉพาะช่วงที่ทุกคนกำลังเดือดร้อนเพราะผลกระทบจากโควิดฯ ...ลงมือทำแล้วจะพบกับความสุขที่แท้จริง ที่พ่อมอบไว้ให้.
.....................................
คอลัมน์”คนดีของสังคม”
โดย “เหยี่ยวขาว”
ขอบคุณข้อมูล-ภาพจากมูลนิธิปิดทองหลังพระ



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 115