อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

สงครามที่โลกลืม ศึกสามก๊กเยเมน

ความพยายามของคณะมนตรีถ่ายโอนอำนาจดินแดนทางใต้ (เอสทีซี) ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในเมืองเอเดน ทางตอนใต้ของเยเมน ในการประกาศ “เขตปกครองตนเอง” ครอบคลุมทางตอนใต้ของเยเมน ถือเป็นการเปิดแนวรบอันตรายใหม่ในสงครามกลางเมืองของเยเมน อาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2563 เวลา 09.30 น.

ความพยายามของคณะมนตรีถ่ายโอนอำนาจดินแดนทางใต้ (เอสทีซี) ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในเมืองเอเดน ทางตอนใต้ของเยเมน ในการประกาศ “เขตปกครองตนเอง” ครอบคลุมทางตอนใต้ของเยเมน ถือเป็นการเปิดแนวรบอันตรายใหม่ในสงครามกลางเมืองของเยเมน ที่ปะทุเมื่อกองกำลังฮูตีบุกยึดกรุงซานา เมื่อปี 2557 และยังคงยึดครองเมืองหลวงทางราชการของเยเมนไว้ได้อย่างเหนียวแน่นจนถึงปัจจุบัน แต่ในระหว่างนั้นซาอุดีอาระเบียนำพันธมิตรเข้ามามีส่วนร่วมในสมรภูมิแห่งนี้ ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2558 เป็นต้นมา
        
อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนรัฐบาลพลัดถิ่นของเยเมนที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) รับรองเช่นกัน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอับดรับบูห์ มานซูร์ ฮาดี แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารสำคัญของรัฐบาลริยาดสนับสนุนเอสทีซีโดยไม่ปิดบังเช่นกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของเยเมนจึงกลายเป็น “ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์” ระหว่างทั้งสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจนำไปสู่ “จุดเปลี่ยน” ของสงครามในเยเมนที่ซาอุดีอาระเบียกำลังพยายามหาทางออกจากสมรภูมิแห่งนี้ด้วย


        
ทั้งนี้ ความพยายามดึงตัวเองออกจากสงครามที่ยังไม่เห็นชัยชนะของซาอุดีอาระเบียชัดเจนมากขึ้นช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาลับหลังกับผู้แทนของฮูตี เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลริยาดยังประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวเป็นเวลา 14 วัน โดยอ้างเหตุผลเพื่อสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหลายแห่ง ในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในเยเมน แต่การสู้รบระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป
        
ขณะเดียวกัน การที่เอสทีซีประกาศฝ่ายเดียวในการมีอำนาจเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่ทางใต้ของเยเมน ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึง “ความล้มเหลว” ของข้อตกลงริยาด ที่ซาอุดีอาระเบียและเอสทีซีลงนามร่วมกันเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว โดยนอกจากการที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถแบ่งปันอำนาจกันได้ “อย่างยุติธรรมมากพอ”  ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงแล้ว “การยุติสงครามกลางเมืองย่อยในสงครามกลางเมืองขนาดใหญ่” ย่อมห่างไกลจากความเป็นจริงมากขึ้นทุกขณะ เพราะตราบใดที่รัฐบาลพลัดถิ่นเยเมนกับเอสทีซียังไม่สามารถจับมือกันได้ “สนิทใจ” ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่จะเกิดพันธมิตรย่อยภายใต้การควบคุมอีกชั้นหนึ่งโดยซาอุดีอาระเบียและยูเออี ในการต่อสู้กับกลุ่มกบฏฮูตีที่ฝักใฝ่อิหร่าน
        
ในส่วนท่าทีของยูเออีนั้น ความสนใจในภูมิภาคทางใต้ของเยเมนเชื่อมโยงกับเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้ของเยเมน ทั้งนี้ ยูเออีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก และยังเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ “ดีพี เวิลด์” บริษัทชิปปิ้งทางทะเลรายใหญ่ของโลกด้วย แต่การที่ยูเออีสนับสนุน ขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายใต้ของเยเมน น่าจะมีเหตุผลมากกว่าการได้ครอบครองหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์การเดินทางที่สำคัญของตะวันออก กลาง นั่นคือทะเลแดง แต่ยังเป็นการสกัดความพยายามขยายอิทธิพลของพรรคอิสลาห์ พรรคการเมืองซึ่งเป็นสาขาในเยเมนของกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ซึ่งรัฐบาลริยาดให้ความสนับสนุนด้วย เนื่องจากยูเออี เป็นหนึ่งในประเทศทรงอิทธิพลของตะวันออกกลางที่ขัดขวางการเคลื่อนไหวของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมในแถบนี้ แม้กลุ่มภราดรภาพมุสลิมมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์ก็ตาม


        
การที่ยูเออีเปิดหน้าสนับสนุนฝ่ายใต้ของเยเมนชัดเจนมากขึ้น กลายเป็นว่าภูมิภาคแห่งนี้กลายเป็นสมรภูมิสงครามตัวแทนแห่งที่สอง ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับยูเออี เป็นศึกย่อยอีกศึกหนึ่ง ซ้อนสงครามใหญ่ระหว่างกองกำลังฮูตีกับซาอุดีอาระเบียและยูเออี ยิ่งเพิ่มความยุ่งยากและซับซ้อนให้กับสถานการณ์ในเยเมน ที่เปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นับตั้งแต่การสถาปนาประเทศเมื่อปี 2533 ที่เป็นผลจากการผนวกรวมดินแดนระหว่างเยเมนเหนือกับเยเมนใต้ ที่ชื่อเดิม  ของดินแดนทั้งสองส่วนคือ “สาธารณรัฐอาหรับเยเมน” และ “สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยเมนใต้”
        
แม้รวมประเทศกันเป็นเยเมนเดียวแล้ว แต่สถานการณ์ภายในประเทศแทบไม่มีเสถียรภาพ โดยมีความขัดแย้งกันตามเชื้อชาติ
ซึ่งมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลาย ลักษณะทางภูมิศาสตร์ และจุดยืนดั้งเดิมทางการเมืองของแต่ละฝ่าย สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ
นอกจากคร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 100,000 ศพ แต่ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนเยเมนที่รับเคราะห์ นอกจากนั้นยังมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยมาก
กว่า 3 ล้านคน ตามด้วยวิกฤติด้านมนุษยธรรมทั้งการอดอยาก และโรคระบาดอีกหลายโรค ผลจากการสู้รบที่ทำให้ระบบโครงสร้าง
พื้นฐานล่มสลาย ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้
        
จนถึงตอนนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าความพยายามของซาอุดีอาระเบีย ในการนำพาตัวเองออกจากสงครามกลางเมืองในเยเมนที่วุ่นวายและซับซ้อนมากขึ้นตลอดเวลา มีความคืบหน้ามากเพียงใด เนื่องจากรัฐบาลริยาดเองก็เผชิญกับ “ศึกภายใน” และในเวลาเดียวกันยังเป็นผู้จุดชนวนและเข้าร่วมวงข้อพิพาทระหว่างประเทศอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะ “สงครามราคาน้ำมัน” กับทั้งรัสเซียและสหรัฐ
        
แต่ในสงครามกลางเมืองเยเมนที่ยังไม่มีฝ่ายใดพบเส้นทางสู่แสงสว่าง การจมปลักอยู่ในสมรภูมิแห่งนี้นานเท่าไหร่มีแต่ยิ่งเปลืองตัว และตอนนี้กำลังเป็นการพายเรือในอ่างรอบแล้วรอบเล่าไม่จบสิ้น จนกว่าผู้มีอิทธิพลมากกว่าซึ่งคอยชักใยอยู่เป็นทอดจะยอมเลิกรา.

..................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 82