อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563

'โอ๊ต-รัฐธีร์' ยึดคติทุกงานคือคุณภาพและความตั้งใจ

สัปดาห์นี้ yimyim จะพาไปพูดคุยกับนักแสดงหนุ่มสุดหล่อ โอ๊ต-รัฐธีร์ ดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากๆ ถึงมุมมองการทำงานและชีวิตส่วนตัวแบบหมดเปลือก พฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2563 เวลา 11.00 น.


ขึ้นแท่นนักแสดงหนุ่มหล่อมีสไตล์ที่น่าจับตามองมากๆ สำหรับหนุ่ม โอ๊ต-รัฐธีร์ วรโรจน์โยธิน นักแสดงช่อง 7 คนดังที่หลายคนอยากรู้จักตัวตนและมุมมองการทำงานในวงการของเจ้าตัวอย่างมาก ด้วยลุคสุขุมและมีเอกลักษณ์ทำให้สาวๆยิ่งอยากค้นหาหนุ่มคนนี้อย่างมาก

ล่าสุด yimyim มีโอกาสได้ต่อสายตรงไปหาหนุ่มโอ๊ตเพื่ออัพเดทตัวตนและมุมมองต่างๆ ซึ่งต้องบอกเลยว่าน่าสนใจมากๆ งานนี้ใครที่ยังไม่ได้เป็นแฟนคลับ ยื่นใบสมัครได้เลยจ้าเพราะหนุ่มโอ๊ตน่ารักมากจริงๆ



งานตอนนี้ที่กำลังถ่ายทำอยู่มีอะไรบ้าง?
“ตอนนี้ผมเหลือถ่ายเรื่องทะเลเดือดอยู่เรื่องเดียว แต่ที่เพิ่งปิดกล้องไปเป็นเรื่องหนี้เกียรติยศ ซึ่งเรื่องหนี้เกียรติยศเป็นรีเมคของละครเรื่องหยดน้ำในตะวัน ที่มีพี่ชมพู่-อารยา เคยเล่นไว้ ก็ถ่ายจบแล้ว แต่เรื่องทะเลเดือดเหลือถ่ายอีกเยอะ ซึ่งผมเล่นเป็นพี่ชายของพี่หลุยส์ เฮส เดอสัน ด้วยความที่เป็นละครบู้เลยเหลือเยอะที่เป็นซีนบู้ใหญ่ๆ เพราะต้องเข้ากับคนนั้นคนนี้ด้วยเลยต้องถ่ายอีกเยอะ แถมติดเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกเลยต้องเบรกไปก่อน”
 
การถ่ายทำยากไหมสำหรับทะเลเดือด?
 “จริงๆด้วยความที่ผมเล่นบู้มาเยอะและเทรนด์การเล่นบู้มานาน ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้ยาก แต่ถ้าพูดตามตรงพอเป็นละครบู้มันยากหมดทุกเรื่องอยู่แล้วเพราะเราต้องเตรียมตัวและร่างกายให้พร้อม แล้วยิ่งพอเราต้องถ่ายต่างจังหวัด ไหนจะซีนกลางวัน กลางคืนบ้าง บางทีเราก็บู้กันทั้งวัน ซึ่งอาจจะต้องไปบู้ที่โกดังหรือที่อื่นๆ ความยากมันอยู่ที่สถานที่มากกว่าและการทำงานในวันนั้นที่อาจจะมีเรื่องของอากาศร้อนได้ แต่ท่าเป็นเรื่องท่าบู้ยากๆผมว่าไม่มีปัญหา”


 
นักแสดงในดวงใจที่นำมาเป็นแบบอย่างในการทำงานคือใคร
“ผมว่าเราน่าจะเริ่มจากคนที่เราเคยทำงานด้วยมากกว่าเราถึงจะพูดถึงเขาได้อย่างสบายใจมากกว่า สำหรับผมก็คือพี่ต๋อง-สาวิตรี(ยิ้ม)จริงๆผมเล่นละครก็เจอคนน่ารักหลายคนใช่ไหม อย่างพี่อ๊อฟ-ชนะพล พี่นิว-วงศกร แต่พี่ต๋องเป็นคนที่ผมเล่นด้วยเยอะสุดเพราะเล่นเป็นแม่ผม แล้วตลอดการแสดง 13-14 ตอนผมอยู่กับพี่ต๋องทุกตอนเลย ฉะนั้นผมถึงผูกพันกับพี่เขามากและพี่ต๋องเคยเจอผม

ตอนผมเล่นละครเรื่องแรกคือสกาวเดือน ซึ่งตอนนั้นพี่ต๋องก็เคยพูดว่าหนูเป็นคนมีของนะ จนวันที่ผมไปฟิตติ้งละครเรื่องดวงใจขบถ ผมกำลังแต่งหน้าอยู่พี่ต๋องเดินเข้ามากอดผมเลยและถามว่าหนูเล่นเป็นลูกพี่หรือเปล่า ผมก็บอกใช่ครับ พี่ต๋องเลยบอกพี่ว่าแล้วคือเวลาพี่จะเล่นพี่จะดูลิสต์รายชื่อว่าใครเล่นเป็นลูกพี่ พอเจอชื่อผมเลยไปเสิร์ซดูและรู้ว่าผมจากสกาวเดือน เขาเลยพูดกับผู้กำกับว่าน้องคนนี้มีของนะและพี่เขาก็เลยแฮปปี้ที่ได้เล่นกับผม”


           
“เชื่อไหมว่าตั้งแต่เปิดกล้องจนปิดกล้องวันสุดท้ายพี่ต๋องสอนผมเยอะมาก ซึ่งพี่ต๋องเขาบอกว่าสนิทกับคนน้อยในกองคือพี่เขาไม่มีลูกไม่มีครอบครัว เวลาเล่นละครมีลูกก็อยากอยู่กับคนที่เล่นเป็นลูกพี่ เพราะพี่อยากซึมซับความรู้สึกตรงนั้น เลยทำให้ตั้งแต่เปิดกล้องจนปิดกล้องพี่ต๋องอยู่กับผมตลอด สอนทุกอย่างให้ผม พี่เขาเป็นคนน่ารักมาก และเป็นคนที่ผมเซอร์ไพร้ส์มากว่านักแสดงที่เล่นมานานและเป็นเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ แต่เขายังสอนและบอกทริคผม แล้วพอเราคุยกันรู้เรื่องเวลาเล่นเลยสบายใจบอกกันได้ว่าผมจะเล่นแบบนี้ดีไหม ยังไงคือปรึกษาพี่เขาได้เลย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมประทับใจพี่ต๋องมากๆครับ”
 
ตอนนี้อยู่วงการมากี่ปีแล้ว เป็นยังไงบ้าง?
“ก็ประมาณ 4 ปีแล้ว ก็สนุกนะ แต่ผมเล่นละครน้อยส่วนหนึ่งคือช่องก็เลือกบทให้เราด้วยให้เข้ากับตัวเรา และผมเองก็เลือกบทที่คิดว่าผมไหว ฉะนั้นละครของผมที่ผ่านมาก็จะมีแค่ 3-4 เรื่อง เราจะเน้นงานที่เราสามารถโฟกัสและเต็มที่กับมันได้ครับ”



ทำงานยึดหลักอะไรบ้าง?
“ผมว่าตั้งใจนะ คำว่าตั้งใจในที่นี้หมายถึงผมรู้ตัวว่าผมเป็นคนคิดเยอะ แล้วผมเข้าใจอะไรยาก ทีนี้พอเราเข้าใจแล้วว่าตัวเองเป็นคนยังไง ต้องบอกก่อนว่าตอนมหาวิทยาลัยผมเรียนศิลปกรรมการแสดงที่ มศว.ซึ่งเรียนการแสดงมันจะเป็นละครเวที ซึ่งมันเป็นการทำงานคนละสาย ถึงแม้จะเป็นเอ็นเตอร์เทนก็แล้วแต่ บางคนอาจจะมีภาพจำว่าละครเวทีต้องเล่นใหญ่ ละครทีวีเล่นโอเว่อร์ หรือหนยังเล่นเล็กๆมันจะมีคำจำกัดความของแต่ละคนแบบนั้น

ผมเลยรู้ว่าสิ่งที่ผมเรียนมามันคือการแสดง ซึ่งการแสดงทุกอย่างมันเหมือนกันหมด มันอยู่ที่ว่าเราใช้มันยังไง พอเราจับจุดมันถูกว่าละครเวทีเรารู้สึกจริงๆอยู่แล้ว แต่เราแค่เล่นขยายมากขึ้นให้คนที่อยู่ข้างหลังมันเห็น มันชัด หรือเรามาเล่นทีวีเราก็ต้องเล่นให้ชัด เพราะคนที่เขาดูอยู่ที่บ้านเขาต้องการดูแล้วเข้าใจ ดูแล้วเก็ต หรือเล่นหนังจอมันใหญ่อยู่แล้ว คุณเล่นน้อยหรือความรู้สึกได้ หรือเล่นเอ็มวีมันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง พอเราเข้าใจแบบนี้ และเรารู้ว่าเราควรจะเล่นยังไง”



“ตอนแรกที่ผมมาเล่นช่อง 7 ครั้งแรก ผมเล่นไม่ได้เลยเพราะผมยอมรับว่าหนึ่งผมมีอีโก้ คือผมรู้สึกว่าผมเรียนพวกนี้มา ผมจะเล่นไม่ดีเลยเหรอ แต่สุดท้ายพอผมคุยกับครูหลายๆคน หรือผู้กำกับหลายๆคนเราก็ได้เข้าใจว่า จริงๆแล้วมันอยู่ที่แพลตฟอร์มว่าเราไปเล่นที่ไหนแล้วเราควรปรับตัวกับมันยังไง พอรู้แบบนั้นปุ๊บ ผมก็รู้แล้วว่าต่อไปนี้การทำงานของเราก็คือเราเข้าใจตัวเองก่อนว่าเรามีปัญหาอะไร เช่น เรามีปัญหาเข้าใจยาก ไม่เก็ต มีอีโก้ หรือช้อยส์ที่เราเลือกมันถูกหรือผิด ฉะนั้นพอเรารู้ปัญหาเราก็ลดอีโก้ลง พยายามคุยกับคนอื่นมากขึ้น ถามคนอื่นมากขึ้น ผมว่าตรงนี้มันสอนผมและทำให้การทำงานของผมเปลี่ยนไป ปรับมุมมองไปได้”

จริงๆเป็นผู้ชายสไตล์ไหน?
“(ยิ้ม)เอาจริงๆถ้าถามตัวเราตรงๆ เราก็ไม่รู้ว่าเราเป็นคนสไตล์ไหน(เขิน)บางคนเห็นในไอจีผมหรือรู้จักผม หรือบางเพจเอารูปผมไปลง เขาก็จะมองว่าโอ๊ตเป็นคนเซอร์ เท่ หรืออะไร แต่ผมว่าผมเป็นคนปกติมากๆ ผมยังคิดเลยว่าถ้าเรามีแฟนหรือต้องเป็นไอดอลคนหนึ่ง

คนจะเบื่อเราไหม เพราะผมรู้สึกว่าผมอยู่บ้านผมเฉยๆมากเลย(หัวเราะ)ผมอ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ไม่เคยคิดเลยว่ายามบ่ายต้องนั่งจิบกาแฟ แล้วหยิบกีต้าร์ขึ้นมาดีดหรือคูลๆด้วยการมานั่งปลูกต้นไม้ ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลยเพราะผมเป็นคนปกติมากๆเลยไม่รู้จริงๆ”



“แต่ถ้าให้ผมนิยามตัวตน ผมก็คงเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ใช้ชีวิตทั่วไปเหมือนทุกคน แต่ผมจะมีความชอบของผม เช่น ฟังเพลง แล้วนั่งคิดวิเคราะห์ บางทีก็เขียนในเฟซบุ๊กตัวเองว่าวันนี้ฟังเพลงจากอัลบั้มนี้ มารีวิวอัลบั้มนี้นะ ผมมองในอีกแนวทางหนึ่ง ที่สำคัญผมเป็นคนชอบดูหนังเก่ามาก หนังฝรั่งเก่าๆยุค 50-60 ผมดูและวิเคราะห์ไปเรื่อยๆ และอ่านหนังสือ ซึ่งหนังสือก็ต้องเป็นแบบสืบสวนสอบสวน หรือหักมุม โดยที่ผมจะใช้เวลาตรงนี้กับสิ่งเหล่านี้ ผมรู้สึกว่าผมชอบแบบนี้ เลยทำให้คิดมองว่าเราคูลหรือเท่มากกว่า แต่ถ้าถามผมจริงๆ ผมว่าผมเป็นคนธรรมดา”

ออกกำลังกายเยอะมาก ชอบหรือเปล่า?
 “ใช่ๆ ผมชอบนะเพราะตั้งแต่เด็กผมเป็นคนผอมและสูง ซึ่งผมมองว่ามันไม่ได้แล้วเราต้องไปออกกำลังกาย เพราะตอน ม.4 เขาให้ผมไปเล่นละครเวทีของโรงเรียน แล้วครูก็แซวว่าผอม ผมเลยไปดูแลตัวเองมา หลังจากนั้นผมกินเยอะมากและไปฟิตเนสตั้งแต่อยู่ ม.ปลาย ซึ่งผมก็เลยกลายเป็นหุ่นล่ำตั้งแต่นั้นและก็ดูแลตัวเองมาโดยตลอด”



มุมมองความรักเป็นยังไงบ้าง?
“ถ้าบอกจะเหมือนตอบดาราเลยคือผมโฟกัสที่งาน(ยิ้ม)ซึ่งผมคิดแบบนั้นจริงๆ ตอนนี้ผมกำลังอยากชาเลนจ์ตัวเองมากกว่าว่างานผมจะไปสุดได้ขนาดไหน ผมก็เลยรู้สึกว่าผมมองที่งานอย่างเดียว แต่ผมก็ไม่ได้ปิดนะ ถ้าเจอคนที่ใช่ ก็จะโอเคว่าใช่ ถามว่ามีคนเข้ามาไหม ก็ไม่ค่อยนะคือเวลาไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน เขาก็จะถามยังไม่มีจริงๆเหรอ ผมก็จะตอบว่าอืม ไม่ได้ปิดหรืออะไรนะ แต่อาจจะเป็นเพราะชีวิตประจำวันผมไม่ค่อยได้ออกไปไหน ไม่ค่อยได้ไปเจอใครหรือโซเชียลผมก็ไม่ค่อยได้เล่น ผมเล่นโซเชียลน้อยมาก ถ้าไม่เป็นดาราผมแทบไม่เล่นเลยฉะนั้นผมเลยรู้สึกว่าหนทางที่จะเจอใครนั้นน้อยมากแค่นั้นเอง”



สเปกเป็นแบบไหน?
“ผมแทบไม่มีเลยนะเพราะผมรู้สึกว่าแฟนผมแต่ละคนเป็นคนไม่เหมือนกันเลย แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือเขาเป็นคนกวนและเข้ากับผมได้ จริงๆผมเป็นคนชอบกวนคน(ยิ้ม)ปากหมาเวลาแซวหรือคุยกับเพื่อน คือถ้าผมกวนไปแล้วเขากวนกลับผมได้ ผมจะมองว่าคนนี้น่าสนใจจัง(ยิ้ม)หลักๆมีแบบนี้ที่รู้สึกว่าเจอแล้วคลิกเลย แต่ว่าไม่เคยมีสเปกตัวเล็ก ขี้อ้อนหรืออะไรแบบนั้นเลยเพราะผมรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วยังไงเราก็ต้องเรียนรู้กันไป แรกๆเราอาจจะชอบคนขี้อ้อน แต่สักพักอาจจะกลายเป็นรำคาญก็ได้”

ชอบคนในหรือนอกวงการมากกว่ากัน?
“ผมว่าผมชอบคนนอกวงการนะ เพราะว่าส่วนใหญ่มีเพื่อนนอกวงการเยอะกว่าในวงการ เพราะผมโตมากับคนปกติและธรรมดา อีกอย่างคนในวงการเราอาจจะไม่ค่อนได้รู้จักเขาด้วย ตอนนี้ยังไม่เจอคนที่ใช่ครับ ถ้าวันหนึ่งเจอก็เจอและไม่ปิดด้วย ก็พร้อมเรียนรู้กันไปครับ”



ฝากผลงานของตัวเองสักหน่อย?
 “ก็รอละครเรื่องหนี้เกียรติยศครับ เรื่องแรกที่ผมรับบทเป็นพระเอกเต็มตัว ก็น่าจะออนแอร์ไม่นานมาก หรือถ้าคิดถึงกันก็มาคุยกันได้ในโซเชียลของผมได้ครับ”

จริงๆต้องยอมรับเลยจริงๆว่าการเป็นนักแสดงหลายๆคนอาจจะมองว่าเป็นได้ง่าย แต่การเป็นนักแสดงที่ผลิตผลงานที่มีคุณภาพนั้นยากมาก ยังไงก็ฝากเป็นกำลังใจให้หนุ่มโอ๊ตด้วยนะจ๊ะ

---------------
คอลัมน์
“1 Day With ซุปตาร์”
โดย “yimyim”
ขอขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจากอินสตาแกรม @ooathv




คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 136