อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563

มากกว่ากลไกคือ"ความเข้าใจ" แบ่งปันกันใช้"แม่นํ้าโขง"

แม่น้ำโขงมีความยาวเป็นอันดับ 12 ของโลก มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัยบริเวณที่ราบสูงทิเบต ไหลลงใต้เป็นระยะทางประมาณ 3,000 กิโลเมตร ไหลลงใต้ผ่านอีก 5 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา ไทย ก่อนออกสู่ทะเลจีนใต้ที่ปากแม่น้ำในเวียดนาม อาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2563 เวลา 09.30 น.

แม่น้ำโขงมีความยาวเป็นอันดับ 12 ของโลก มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัยบริเวณที่ราบสูงทิเบต ไหลลงใต้เป็นระยะทางประมาณ 3,000 กิโลเมตร ไหลลงใต้ผ่านอีก 5 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา ไทย ก่อนออกสู่ทะเลจีนใต้ที่ปากแม่น้ำในเวียดนาม การเดินทางของแม่น้ำโขงถือเป็นเส้นทางผ่าน “หัวใจ” ของอนุภูมิภาคแถบนี้อย่างแท้จริง หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนในบริเวณนี้มากกว่า 60 ล้านคน ทั้งเป็นแหล่งอาหารและสถานที่ทำงานซึ่งธรรมชาติจัดสรรให้มนุษย์ด้วยความสมดุลมาตลอด
        
แต่ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา กิจกรรมที่เกิดขึ้นตามลุ่มน้ำโขงมีบทบาทขยายวงกว้างมากขึ้น จนสร้างความวิตกกังวลให้กับหลายฝ่าย ว่าอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่ โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนชุมชนอีกแห่งที่อาศัยคู่ขนานกับมนุษย์ตลอดมา


        
ยิ่งไปกว่านั้น อุปสรรคสำคัญของบรรดาประเทศที่มีประชากรอยู่รายล้อมลุ่มน้ำโขง คือความร่วมมือระดับพหุภาคี ซึ่งต้องยอมรับว่ายังไม่มีประเทศใดสามารถก้าวขึ้นมามีอิทธิพลในเรื่องนี้ได้มากไปกว่าจีน จึงอาจกล่าวได้ว่าอนาคตของการพัฒนาลุ่มน้ำโขงจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับท่าทีของจีนเป็นสำคัญ
        
เมื่อปีที่แล้วสถานการณ์ในกลุ่มประเทศตอนล่างของลุ่มน้ำโขงวิกฤติหนักที่สุดในรอบนานกว่าครึ่งศตวรรษ อันเนื่องมาจากภัยแล้ง ควบคู่ไปกับโครงการพัฒนาลุ่มน้ำโขงทั้งแม่น้ำสายหลักและสายรองที่มีการเดินหน้าหลายโครงการ ผลงานวิจัยหลายชิ้นตั้งสมมุติฐานไปในทางเดียวกัน ว่าปัจจัยสำคัญของเรื่องนี้คือโครงการก่อสร้างเขื่อนของจีน ขวางกั้นตอนบนของลุ่มน้ำโขง สร้างความผันผวนให้กับทิศทางของกระแสน้ำ และปริมาณน้ำไหลผ่านกลุ่มประเทศลุ่มน้ำตอนล่างที่ลดลง
        
รายงานวิจัยของ “อายส์ ออน เอิร์ธ” บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ระดับน้ำ โดยบริษัทแห่งนี้ได้รับความสนับสนุนด้านงบประมาณจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่าสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำโขง โดยเฉพาะเมื่อท้ายน้ำเมื่อปีที่แล้วรุนแรงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่กองทัพไทยต้องช่วยเหลือประชาชนด้วยการสูบน้ำและการขนน้ำไปแจกจ่ายตามชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เกษตรกรในเวียดนามไม่สามารถปลูกพืชพรรณได้ ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องวิกฤติขาดแคลนอาหารภายในประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ปลาในโตนเลสาบหรือทะเลสาบเขมรมีขนาดเล็กเกินกว่าที่มนุษย์จะใช้บริโภคเป็นอาหาร ทำได้เพียงส่งต่อเป็นอาหารให้กับปลาขนาดใหญ่ที่อยู่ในนั้นต่อไป ซึ่งการที่ระดับน้ำลดต่ำส่งผลต่อค่าออกซิเจนด้วย และยากแก่การดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ


        
ทั้งนี้ การวิจัยของอายส์ ออน เอิร์ธ พุ่งเป้าโดยตรงไปที่จีน และเขื่อน 11 แห่งที่ตั้งอยู่ตอนบนของลุ่มน้ำโขง เก็บกักน้ำได้รวมกันมากถึง 47 ล้านลูกบาศก์เมตร  พร้อมทั้งวิจารณ์อย่างหนักต่อการที่รัฐบาลปักกิ่งไม่ค่อยยอมปล่อยน้ำในยามที่กลุ่มประเทศตอนล่างหรือท้ายน้ำประสบกับภัยแล้งอย่างหนัก
        
ขณะที่รัฐบาลจีนปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดมาตลอด โดยยืนยันว่ามีการปล่อยน้ำ “อย่างสมเหตุสมผล” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับกลุ่มประเทศที่อยู่ตอนล่างของแม่น้ำโขง อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลปักกิ่งยังไม่เคยเปิดเผยหลักฐานที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการปล่อยระดับน้ำจากตอนบนของแม่น้ำโขงลงสู่ตอนล่าง
        
จนถึงปัจจุบันกลุ่มประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขง ยังไม่เคยมีข้อตกลงอย่างเป็นทางการร่วมกัน โดยมีเพียงกลุ่มความร่วมมือในชื่อ “คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง” (เอ็มอาร์ซี) ก่อตั้งเมื่อปี 2538 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา สมาชิกของเอ็มอาร์ซีประกอบด้วยกัมพูชา เวียดนาม ลาว และ ไทย ส่วนจีนยังไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ แต่มีสถานะเป็นประเทศคู่เจรจาตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา
        
ต่อมาเมื่อปี 2557 จีนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและเข้า  เป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (เอ็มแอลซี) ที่มีสมาชิกประกอบด้วย จีน กัมพูชา เมียนมา ลาว เวียดนาม และไทย อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จับมือกันในนามคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง แล้วมีกรอบ ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างเข้ามาอีก จึงทำให้หลายฝ่ายมองว่า เป็นความซับซ้อน และตั้งสมมุติฐานว่าคือความพยายามใช้อำนาจอ่อน เดินเกมรุกขยายอิทธิพลอย่างนิ่มนวลเข้าสู่กลุ่มประเทศแถบนี้อย่างแยบยลหรือไม่
        
ไม่ว่าบทบาทและความต้องการแท้จริงของจีนในการเข้าร่วมเอ็มแอลซีจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายยอมรับคือจีนมีบทบาทสำคัญที่สุดต่อสถานการณ์ในแม่น้ำโขงทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ การที่จีนตั้งอยู่ต้นน้ำถือว่ามีความได้เปรียบในทางภูมิศาสตร์เหนือทุกประเทศที่อยู่ตอนล่างอยู่แล้ว การแสดงออกซึ่งภาวะผู้นำ “อย่างแท้จริง” ในยามนี้ คือ “ความเข้าใจและยอมรับมากกว่านี้” ของ  จีนที่มีต่อความต้องการใช้น้ำของกลุ่มประเทศตอนล่างลุ่มน้ำโขง  ทุกประเทศยังคงรอความชัดเจนในทางปฏิบัติ มากกว่าการแสดงออกในทางทฤษฎี.

..............................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 46