อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2563

"ชีวิตเกษตร"ชุมชนหนองสนิท สุรินทร์ ปรับตัว"เพื่อฝ่าภัยโควิด"

ตั้งแต่เกิดโควิดก็กระทบเหมือนกัน แต่ชุมชนเรายังโชคดี ถ้าเทียบกับในเมือง เพราะแม้จะล็อกดาวน์นานแค่ไหน ชาวบ้านก็ไม่อดอยาก เพราะที่นี่เราผลิตข้าวปลาอาหารกันได้เอง” เสียงจาก ป้าทองม้วน พวงจันทร์ รองประธาน กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองสนิท บอกเรา อาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม 2563 เวลา 10.30 น.

ตั้งแต่เกิดโควิดก็กระทบเหมือนกัน แต่ชุมชนเรายังโชคดี ถ้าเทียบกับในเมือง เพราะแม้จะล็อกดาวน์นานแค่ไหน ชาวบ้านก็ไม่อดอยาก เพราะที่นี่เราผลิตข้าวปลาอาหารกันได้เอง เสียงจาก ป้าทองม้วน พวงจันทร์ รองประธาน กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองสนิท บอกเรา ซึ่งสะท้อนความจริงจากวลีที่ว่า เงินทองเป็นของมายา ข้าวปลาเป็นของจริงและนอกจากจะไม่ต้องขาดแคลนด้านอาหารแล้ว ชุมชนนี้ก็ยังทำหน้าที่เป็นคลังอาหารด้วยการส่งเสบียงไปช่วยเหลือผู้คนในอีกหลายพื้นที่ ซึ่งก็รวมไปถึง คนจีนที่เมืองอู่ฮั่น ด้วย!! ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจของชุมชนแห่งนี้นำมาฝากกัน...

e e e e


      
กลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองสนิท ตั้งอยู่ในพื้นที่ .หนองสนิท อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ โดยเป็นพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของ จ.สุรินทร์ ซึ่งแนวคิดที่ทำให้ชุมชนหันมาทำการเกษตรรูปแบบนี้ ทาง ป้าทองม้วน รองประธานของกลุ่มฯ เล่าว่า การทำเกษตรอินทรีย์นั้น พื้นที่เพาะปลูกจะต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดี คือจะต้อง   ดีทั้งดิน น้ำ ปุ๋ย และอากาศ ซึ่งชุมชนแห่งนี้มีความสมบูรณ์พร้อมครบทุกด้าน ทำให้เกษตรกรในชุมชนตัดสินใจเลือกที่จะทำการเกษตรแบบปลอดภัย โดยการทำเกษตรอินทรีย์นี้สอดคล้องกับแนวคิดของทางองค์การบริหารส่วนตำบลหนองสนิท ที่มีแนว  คิดต้องการให้นักเรียนในพื้นที่  ได้บริโภคอาหารกลางวันจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัย จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้ามา สนับสนุนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตำบลหนองสนิท ให้เป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยใหักับพื้นที่ ต.หนองสนิท จนเกิดเป็น โครงการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในการเพิ่มคุณภาพและมาตรฐานผลผลิตทางการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของทุนพัฒนาอาชีพที่ใช้ชุมชนเป็นฐานของ กสศ.


        
ป้ามองว่าเรื่องนี้จะช่วยเพิ่มโอกาส และสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพให้คนในชุมชนมีรายได้มากขึ้น และไม่ต้องขวนขวายดิ้นรนออกไปหางานที่ในเมือง ที่ต้องห่างบ้าน ห่างครอบครัว ทั้งยังช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่งด้วยป้าทองม้วน ระบุเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนี้ โดยในฐานะที่ป้าทองม้วนเป็นเกษตรกรและเป็นคนในชุมชน ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากโครงการดังกล่าว ก็ทำให้ป้าทองม้วนรู้สึกดีใจมาก เพราะนอกจากผลผลิตที่ปลูกจะทำให้คนในชุมชนมีรายได้แล้ว ยังช่วยทำให้เด็ก ๆ ลูกหลานในชุมชน มีแหล่งอาหารที่ปลอดภัยอีกด้วย
                      
โรงเรียน และศูนย์เด็กเล็กใน ต.หนองสนิท รวมถึงโรงพยาบาลจอมพระ ก็จะใช้พืชผักของที่นี่นำไปประกอบอาหาร นอกจากจะช่วยชุมชนให้มีรายได้แล้ว ก็ยังเชื่อมั่นได้ในเรื่องของความปลอดภัยอีกด้วย ซึ่งนอกจากโรงเรียนกับโรงพยาบาลแล้ว ตอนนี้ผลผลิตของกลุ่มก็นำไปขายที่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่โรบินสันสุรินทร์ด้วย


                      
ป้าทองม้วนเล่าให้ฟังอีกว่า ตนเองทำเกษตรอินทรีย์มาตั้งแต่ปี 2550 โดยก่อนหน้านี้เป็นแกนนำของกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในชุมชน ซึ่งเมื่อหมดฤดูปลูกข้าว ก็จะชักชวนให้เพื่อนเกษตรกรมาปลูกผักอินทรีย์ โดยวิธีนี้นอกจากจะเป็นการลงมือปลูกพืชล้างนาแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้เสริมในช่วงว่างเว้นจากการทำนาได้อีกด้วย จนเมื่อมีโครงการดังกล่าวนี้เข้ามา จึงทำให้ความฝันในหัวของคุณป้าเรื่องของการจะส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชนหันมาทำเกษตรอินทรีย์เป็นรูปธรรมขึ้น
                      
ช่วงเริ่มต้น ช่วงแรก ๆ นั้น ทางกลุ่มฯ จะมีการให้ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ให้กับปราชญ์ชาวบ้านที่มีความสนใจ และมีความรู้เรื่องเกษตรปลอดภัยเป็นทุนเดิมอยู่บ้างแล้ว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการนี้มี 10 หมู่บ้าน โดยแต่ละหมู่บ้านก็จะมีปราชญ์ชาวบ้านประจำอยู่หมู่บ้านละ 1 คน ซึ่งจะทำหน้าที่เข้าไปชวนกลุ่มเป้าหมายมาพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนคติ และถ่ายทอดความรู้ให้กันและกัน โดยดูความต้องการของชาวบ้าน ของชุมชนนั้น ๆ เป็นตัวตั้ง หลังจากนั้นก็จะแบ่งกลุ่มให้สมาชิกทั้ง 80 คน โดยจัดสรรแบ่งพื้นที่เพาะปลูกส่วนกลางของกลุ่มออกเป็น 9 ไร่ ให้สมาชิก 36 คน ส่วนสมาชิกกลุ่มอีก 44 คน ก็ให้ใช้พื้นที่เพาะปลูกของตัวเองในการทำเกษตรอินทรีย์ คุณป้าคนเดิมกล่าว



สำหรับการเพาะปลูก ป้าทองม้วนบอกว่า สมาชิกจะปลูกผักตามตารางที่กำหนด ซึ่งแต่ละกลุ่มมีกฎเหล็กว่า... จะต้องไม่ปลูกพืชซ้ำซ้อนกัน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดเมนูอาหารกลางวันให้กับโรงเรียนในชุมชน และจะหมุนเวียนกันไปตามความต้องการของตลาดภายนอกด้วย โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนกลางจะปลูกผักแต่ละชนิดตามช่วงวันที่กำหนด ขณะที่ภารกิจของ ป้าทองม้วน นั้น จะปลูกผักอินทรีย์ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งผักที่ปลูกมีทั้ง ฟักทอง ฟักเขียว มันเทศ แตงโม และ ผักสลัด โดยเมื่อได้ผลผลิตแล้ว ก็จัดส่งไปยังพื้นที่ส่วนกลางของทางกลุ่มฯ เพื่อจัดส่งไปยังโรงเรียนในชุมชนให้นำวัตถุดิบที่จัดส่งไปให้นำไปทำเป็นอาหารกลางวันต่อไป ส่วนตลาดภายนอกนั้น ทางกลุ่มฯ ก็จะส่งผลผลิตให้กับห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และบางส่วนก็จะนำไปวางขายที่หน้าแปลงผักของแต่ละคนเองอีกด้วย ส่งผลทำให้เกษตรกรจะมีรายได้เฉลี่ยต่อวันอยู่ที่วันละประมาณ 400-600 บาท
      
อย่างไรก็ตาม แต่ก่อนหน้าที่ชาวบ้านจะหันมาสนใจทำเกษตรอินทรีย์นั้น ป้าทองม้วนบอกว่า ก็คงคล้าย ๆ กับหลาย ๆ ชุมชน ที่ก่อนจะหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ทุกคนก็คงจะทำเกษตรแบบการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาก่อน เพราะการเกษตรแบบนี้ การปลูกขายแต่ละครั้งจะได้เงินเยอะ แต่สุดท้ายก็จะเจอกับปัญหาเดียวกัน นั่นคือ รายได้ที่ได้มาก็มักจะหมดไปกับการใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนของการปลูก จนเมื่อไปต่อไม่ไหวแล้ว ทุกคนก็จึงหันมาทำเกษตรอินทรีย์ ที่ถึงแม้รายได้จะไม่เป็น กอบเป็นกำ แต่ทุกคนก็มีรายได้ทุกวัน แถมต้นทุนการเพาะปลูกก็ลดลงอีก หรือหากขายไม่ได้ ผักที่ปลูกก็ยังช่วยในเรื่องของการนำมาใช้ประกอบอาหารในครัวเรือน ก็ยังมีประโยชน์ทำให้รายจ่ายครัวเรือนลดลงนั่นเอง ...เป็นข้อดีของการทำเกษตรอินทรีย์ ที่คุณป้ารายนี้ย้ำไว้

ป้าเชื่อว่าการทำเกษตรอินทรีย์จะเป็นการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ชุมชนได้ในระยะยาวแน่นอน ป้าทองม้วนบอกเรื่องนี้ด้วยเสียงหนักแน่น
      
ส่วนช่วงวิกฤติโควิด นั้นชุมชนที่มีวิถีการทำเกษตรอย่าง นี้ได้รับผลกระทบหรือไม่? เรื่องนี้ป้าทองม้วน ได้เล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า แม้จะเป็นชุมชนเกษตรกร แต่เมื่อเกิดไวรัสโควิด-19 กรณีนี้ก็ส่งผลกระทบกับชีวิตของคนในชุมชนแห่งนี้ไม่น้อย โดยทำให้ ต้องปรับตัว-ต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่นกัน โดยป้าทองม้วนได้เล่าถึง นิวนอร์มัล ที่ต้องเจอต้องทำว่า อย่างแต่ก่อนนั้น เวลาที่ทุกคนออกไปทำไร่ทำนา ก็จะมีกระติกน้ำหนึ่งกระติก และมีแก้วเพียงหนึ่งใบ ซึ่งเวลาใครกระหายน้ำ ก็จะมาใช้กระติกน้ำนี้เป็นส่วนกลาง หรือเมื่อพักเที่ยง ก็จะต้องมาล้อมวงทานข้าวร่วมกัน ซึ่งมีภาชนะอะไรก็จะใช้ร่วมกัน แต่หลังจากเกิดโควิด-19 ทุกอย่างก็จึงต้องเปลี่ยน แปลง จะทำเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว เช่น เวลากินข้าว ก็จะนั่งกันห่าง ๆ ไม่นั่งชิดชนิดไหล่ชนไหล่กันเหมือนเดิม ส่วนภาชนะก็จะเตรียมกันมาจากบ้าน แยกออกมาเป็นของใครของมัน ไม่ใช้ร่วมกัน หรือเวลาที่ลงแปลงทำนาพร้อมกัน ก็จะยืนเว้นระยะห่างกัน 1.5-2 เมตร ตามแนวทางโซเชียล ดิสแทนซิ่งพร้อมกันนี้ทางคุณป้าคนเดิมยังบอกว่า...
      
จริง ๆ ก่อนจะมีวิกฤติโควิด ชาวบ้านก็พยายามรักษาระยะห่างกันอยู่ระดับหนึ่งแล้ว นับตั้งแต่ตอนที่มีไข้หวัดใหญ่ระบาดในพื้นที่ พอมามีโควิดซ้ำอีก ทุกคนก็จึงใช้มาตรการรักษาระยะห่างเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อกันเข้มขึ้นมาอีกระดับ ซึ่งถ้าหากจะถามว่า...ถือเป็นนิวนอร์มัล เป็นชีวิตวิถีใหม่ของเกษตรกรหรือเปล่า ป้าว่า...ก็คงจะใช่นะ

e e e e
      
ก่อนจากกันวันนั้น ป้าทองม้วน ยังเล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังถึงช่วงที่ กรุงเทพฯ ล็อกดาวน์ และก็ มีแรงงานหลั่งไหลกลับบ้านว่า ชุมชนที่นี่ก็มีลูกหลานหลายคนเข้าไปแสวงหาโอกาส เข้าไปหางานทำในเมือง แต่พอเกิดวิกฤติโควิด-19 กิจการต่าง ๆ ต้องปิดตัว ก็ทำให้ตัดสินใจมุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิด ซึ่งกับบางพื้นที่อาจมีปัญหาเรื่องการไม่ยอมรับ หรือไม่อยากให้คนที่มาจากกรุงเทพฯ เข้ามาในชุมชน แต่เรื่องนี้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะชาวบ้านไม่มีการตั้งแง่รังเกียจ แต่จะช่วยกันดูแลควบคุมให้ผู้ที่เดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ ต้องกักตัวในสถานที่เฉพาะให้ครบ 14 วัน ซึ่งคนที่ต้องไปกักตัวนั้น ก็เต็มใจ เพราะไม่ได้ลำบากมาก เนื่องจากพื้นที่กักตัวส่วนใหญ่จะเป็นไร่นา และเมื่อถึงเวลาอาหาร ก็จะมีคนในชุมชนหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันนำอาหารไปให้
      
...เป็นเรื่องราวดี ๆ ของ ชุมชนตำบลหนองสนิท แห่งนี้ ผ่านคำบอกเล่าจาก ป้าทองม้วน พวงจันทร์ หนึ่งในชาวบ้านของชุมชนดังกล่าว ในฐานะเกษตรกรคนหนึ่งของชุมชน ที่นอกจากจะฉาย ภาพชีวิต ผู้คนที่นี่แล้ว...
      
ยังสะท้อน ภาพวิถีใหม่ ของเกษตรกรด้วย.

ข้าวไทย..ตัวแทนกำลังใจ



อีกเรื่องที่น่าสนใจของ “กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านโนนงิ้ว” นั้น หนีไม่พ้นเรื่องราวโด่งดังในช่วงที่ “โควิดระบาดในประเทศจีน” โดย “ข้าวหอมมะลิอินทรีย์” ของทางกลุ่มฯ ถูกเลือกจาก จาพนม ยีรัมย์ นักแสดงชื่อดังชาวไทย ที่ร่วมกับทีมงานภาพยนตร์ จากประเทศจีน นำข้าวอินทรีย์ของทางกลุ่มฯ จัดส่งไปให้คนจีนเมืองอู่ฮั่นซึ่งขณะนั้นประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างหนัก หลังรัฐบาลจีนได้สั่งปิดเมืองดังกล่าว โดย “ข้าว” ที่ถูกจัดส่งไปตอนนั้น ถือเป็น “ตัวแทนน้ำใจของคนไทย” ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน...ให้มีกำลังใจต่อสู้กับ “ไวรัสโควิด”.

.........................................................................
ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 37