อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

"เรียนออนไลน์"ตอกย้ำปมเหลื่อมล้ำ"ศก.-การศึกษา"

ทำไมรัฐบาลสั่งเปิดห้างสรรพสินค้าได้แต่เปิดโรงเรียนไม่ได้ รัฐบาลมีทางเลือกแค่ทางเดียว คือ นโยบายให้เรียนทาง”ออนไลน์” หรือ”เรียนทางทีวี.” เหมือนกันทั้งประเทศเท่านั้นหรือ พฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00 น.


ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้นมีหลายมิติ ทั้งในมิติเศรษฐกิจที่รายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งนับวันยิ่งห่างออกไป ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างลูกคนรวยกับคนจน ที่นับวันยิ่งห่างเช่นเดียวกัน ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในระหว่างที่โรงเรียนยังไม่เปิดเทอม กระทรวงศึกษาพยายามเปิดทดลองเรียนทางออนไลน์ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่พร้อมต่างๆมากมาย
 
อย่างไรก็ตามด้วยนโยบายดังกล่าวได้เป็นภาพสะท้อนสังคมไทยอีกมิติหนึ่งที่คุมเครือมานานชัดเจนมากขึ้นนั่นคือ ความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีระหว่างคนจนกับคนรวย ที่มีความพร้อมมากกว่า การเปิดเรียนทางออนไลน์จึงเป็นภาระของคนยากคนจนอย่างมากมาย
 
ขณะเดียวกันก็มีคำถามตามมาว่าทำไมรัฐบาลสั่งเปิดห้างสรรพสินค้าได้แต่เปิดโรงเรียนไม่ได้ เมื่อห้างคุมเข้มได้ ทำไมโรงเรียนจะคุมเข้มไม่ได้ รัฐบาลมีทางเลือกแค่ทางเดียว คือ นโยบายให้เรียนทาง ”ออนไลน์” หรือ ”เรียนทางทีวี.” เหมือนกันทั้งประเทศเท่านั้นหรือ


 
ทำไมไม่ให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่จัดการตามความเหมาะสมโดยเฉพาะพื้นที่ชนบทที่เป็นพื้นที่สีขาวปลอดจากโควิด-19 และมีปัญหา อินเตอร์เนตเข้าไม่ถึง ชาวบ้านยากจน มีลูกหลายคนแต่ไม่มีทีวีไม่มีคอมพิวเตอร์ ทำไมไม่เปิดให้เด็กในพื้นที่เหล่านี้มาเรียนที่โรงเรียน โดยมีครูดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างที่ควรจะเป็น 
 
แม้พื้นที่สีแดง อย่างกรุงเทพฯหรือ ในตัวเมืองใหญ่ๆอาจจะจัดการการเรียนแบบผสมผสาน ระหว่าง “ออนไลน์” สลับ ”ออฟไลน์” เหมือนในต่างประเทศ ถ้าเป็นวิชาหลัก ๆ เปิดสอนในโรงเรียนเช่น คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ แต่วิชาไม่สำคัญให้เด็กเรียนอยู่บ้าน ทำรายงานส่ง  บางวิชาตัดออกไปเลย เช่น พละทัศนะศึกษา กีฬาสี หรืออาจจะให้นักเรียนแต่ละระดับชั้นแยกเรียนที่โรงเรียนชั้นละ 2 วัน/สัปดาห์ หรือ จะเน้นให้ เด็กอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เช่น ป4 ,ป6 , ม.3 ,ม.6 เรียนที่โรงเรียนที่เหลือเรียนออนไลน์ นักศึกษาปีสุดท้ายต้องเรียนมหาวิทยาลัย 
 
หากคิดว่า การมาโรงเรียนเสี่ยงติดเชื้อ การเรียนที่บ้านก็เสี่ยงสูญเปล่า เนื่องจากไม่พร้อมหลายอย่าง เด็กยากจน ไม่มีอุปกรณ์ หรือเด็กที่มีอุปกรณ์ก็ทำเองไม่เป็น แม้แต่ครู ไม่น้อยที่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น ไม่เคยสอนผ่านออนไลน์ อย่าลืมว่า เด็กต้องมีสังคม มีเพื่อน ที่ต้องปฏิสัมพันธ์กัน มีเล่น มีเรียน เป็นทักษะชีวิตจะให้เรียนอยู่ในบ้านทั้งวันจึงเป็นไปไม่ได้ 

ขนาดผู้ใหญ่ ”เวิร์ค ฟอร์ม โฮม” ยังไม่ค่อยได้ผลจะไปหวังอะไรกับ ”เลิร์น ฟอร์ม โฮม”ของเด็กๆการให้เด็กเรียนที่บ้าน จะกลายเป็นความกังวลพ่อแม่ที่ต้องออกไปทำงานการที่ส่งลูกมาโรงเรียน มีครูดูแล สบายใจกว่า 


 
นี่ยังไม่พูดถึงผู้ปกครองต้องจ่ายค่าเทอมให้โรงเรียนตามปกติ  แต่ลูกต้องเรียนที่บ้าน พ่อแม่ต้องเสียเวลาทำมาหากินคอยดูแลลูก ๆ จะเห็นว่า ผลกระทบตามมามันขยายวงกว้างและแรงมาก
 
ที่สำคัญนโยบายนี้สร้างภาระมหาศาลให้กับผู้ปกครองยามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง คนไม่มีรายได้เข้าบ้าน บางคนต้องกู้เงินนอกระบบ ดอกเบี้ยร้อยละ 20 เพื่อซื้อคอมฯ ซื้อทีวี ให้ลูกเรียน พรรคพวกเขียนเฟสเล่าว่า เพื่อนต้องไปซื้อทีวี เพิ่มอีกเครื่อง เพื่อให้ลูกสองคนได้เรียนหนังสือที่บ้าน เช่นเดียวกัน อีกคนเขียนเล่าในเฟสว่า ไปโลตัสจอมทอง

ขณะรอคิวจ่ายเงินเห็นยายแก่ ๆ หยิบเงินที่ม้วนซ่อนตัวอยู่ใต้ถุงพลาสติกออกมานับได้เกือบๆหมื่นบาทสำหรับจ่ายค่าทีวี 2 เครื่อง จึงเข้าไปถามทำไมยายซื้อทีเดียว 2 เครื่อง ยายบอกว่าเอาไว้ให้หลานเรียนออนไลน์ มีหลาน 3 คน คนโตเรียนด้วยโน๊ตบุ๊คคนเล็กอีก 2 คนก็เลยซื้อทีวีให้เรียนกลายเป็นภาระเพิ่มมาอีก
 
อย่างกรณีภาพที่แชร์ในเฟส ยายแก่ ๆ พาหลานชายมาซื้อโทรศัพท์ ยายบอกขอเครื่องละไม่เกิน 2,000 มีเงินแค่นี้ จะเอาให้หลานเรียนออนไลน์ คนขายหยิบให้แล้วพูดว่า ยายต้องจ่ายค่าเน็ตทุกเดือนนะ 
 
ทั้งหมดนี้คือสภาพสะท้อนความเหลี่อมล้ำในสังคมไทยในทุกมิติได้อย่างชัดแจ๋วแว๋วเลยทีเดียว
............................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    90%
  • ไม่เห็นด้วย
    10%

บอกต่อ : 144