อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

ทางสู่ตำนานหรือสะดุด? มาครงทาบวีรบุรุษเดอโกล

หากนายพลชาร์ล เดอ โกล อดีตประธานาธิบดีและวีรบุรุษของฝรั่งเศสยังมีชีวิตอยู่ ปี 2563 จะเป็นปีที่นายพลเดอ โกล มีอายุครบ 130 ปี แม้นายพลเดอ โกล ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2513 หรือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม นายพลเดอ โกล ยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมของฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน อาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2563 เวลา 09.30 น.

หากนายพลชาร์ล เดอ โกล อดีตประธานาธิบดีและวีรบุรุษของฝรั่งเศสยังมีชีวิตอยู่ ปี 2563 จะเป็นปีที่นายพลเดอ โกล มีอายุครบ 130 ปี แม้นายพลเดอ โกล ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2513 หรือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ความเป็นตำนานในหลายด้านของนายพลเดอ โกลยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมของฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน และกับผู้นำที่กำลังบริหารประเทศอยู่ตอนนี้ นั่นคือประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ที่บริหารประเทศมานานกว่า 3 ปี ด้วยอุดมการณ์เสรีนิยมยุโรป ที่เปลี่ยนไปเป็นชาตินิยมยุโรปมากขึ้นทุกขณะ
        
ปีนี้ยังครบรอบที่สำคัญของอีกหนึ่งเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์โลก นั่นคือ 75 ปีแห่งการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง มาครงกล่าวยกย่องนายพลเดอ โกล คือบุคคลผู้สร้างความแข็งแกร่งและความรุ่งเรืองให้กับสาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองของฝรั่งเศสจากปี 2501 จนถึงปัจจุบัน นั่นคือจากระบอบรัฐสภาเป็นระบอบกึ่งประธานาธิบดี อีกทั้งยัง “สร้างความเป็นเอกภาพ” ซึ่งเป็นสิ่งที่มาครง เดินตามรอยอย่างแยบยล แสดงบทบาทเดียวกันให้เป็นที่ประจักษ์ของชาวฝรั่งเศส โดยเฉพาะการบริหารความสัมพันธ์กับเยอรมนี สหราชอาณาจักร และอิตาลี ที่ในภาพรวมถือว่าประสบความสำเร็จ


        
แม้เรียกได้ว่า “เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ” ที่ประธานาธิบดีฝรั่งเศสทุกคนในสมัยสาธารณรัฐที่ 5 ต้องมีนโยบายทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศให้สอดคล้องกับรากฐานที่ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐกำหนดไว้ แต่มาครงเป็นผู้นำฝรั่งเศสซึ่งมีจุดยืนชัดเจนกว่าอดีตผู้นำทุกคนที่ผ่านมา ในการแสวงหาพื้นที่บนเวทีโลกให้กับฝรั่งเศสมาครงกล่าวถึงชื่อของเดอ โกล บ่อยยิ่งกว่าใคร ตั้งแต่ช่วงหาเสียงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2560 และการนิยามนโยบายของตัวเองว่าเป็นส่วนผสมระหว่าง “ความเป็นเดอ โกล” กับ “ความเป็นมีแตร์ร็องด์” หมายถึงอดีตประธานาธิบดีฟรองซัวส์ มีแตร์ร็องด์
        
มาครงประกาศตั้งแต่รับตำแหน่งได้ไม่นาน ว่าเขาต้องการกวาดล้าง “แนวคิดอนุรักษนิยมใหม่” ในฝรั่งเศส ที่เป็น “การมีส่วนร่วมแบบแทรกซึม” ซึ่งชัดเจนที่สุดคือการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง มาครงกล่าวว่าฝรั่งเศส “ทำถูกแล้ว” ที่ไม่ร่วมกับสหรัฐและสหราชอาณาจักร เปิดฉากสงครามในอิรักเมื่อปี 2546 แต่กลับ “ทำผิดพลาดมหันต์” ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองในลิเบีย นำไปสู่การถึงแก่อสัญกรรมของพ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี เมื่อปี 2554
        
มาครงใช้แนวทางของนายพลเดอ โกล ชัดเจนที่สุดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศกับเยอรมนี นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล เป็นผู้นำต่างประเทศที่ผู้นำฝรั่งเศสพบหารือด้วยบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ทั้งสองคนประสานความร่วมมือตามแนวทาง สนธิสัญญามิตรไมตรีและการยกระดับความร่วมมือระดับทวิภาคีฉบับใหม่ในชื่อ “สนธิสัญญาอาเคน” ( Aachen Treaty )  ในพิธีซึ่งจัดขึ้นที่ศาลาว่าการเมืองอาเคน ทางตะวันตกของเยอรมนี เมื่อเดือนม.ค. 2562


        
สำหรับสนธิสัญญาอาเคนถือเป็น “ฉบับปรับปรุง” จาก “สนธิสัญญาเอลีเซ” (Élysée Treaty) ที่นายพลเดอ โกล และนายกรัฐมนตรีคอนราด อาเดเนาเออร์ ผู้นำเยอรมนีตะวันตก ลงนามร่วมกันที่ทำเนียบเอลีเซ ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2506
        
ขณะที่อีกหนึ่งแนวทางดำเนินนโยบายต่างประเทศที่น่าสนใจของมาครง คือประเด็นเกี่ยวกับสหราชอาณาจักร ที่ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา สิ้นสุดกระบวนการเบร็กซิตที่ยืดเยื้อตั้งแต่การลงประชามติเมื่อเดือนมิ.ย. 2559 ท่าทีทั้งอ่อนและแข็งสลับกันไปของมาครงที่มีต่อรัฐบาลสหราชอาณาจักร ทำให้หลายฝ่ายนึกถึงเมื่อครั้งเดอ โกล คัดค้านความพยายามของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2506 และ 2510 ในการเข้าเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (อีอีซี ) โดยนายพลเดอ โกล กล่าวว่าสหราชอาณาจักร “มีความเป็นหัวขบถแบบฝังรากลึก” ต่อการบูรณาการยุโรปให้เป็น “ตลาดร่วม” คือเขตการค้าและศุลกากรเสรีสำหรับประเทศที่เป็นสมาชิก        
        
นอกจากนี้ “หากอยู่ในยามคับขัน” หรือ “ภาวะวิกฤติ” นายพลเดอ โกล กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้สูงมาก” ที่สหราชอาณาจักรจะหันไปหาความสนับสนุนจากประเทศที่อยู่นอกทวีป นั่นคือสหรัฐ กว่าสหราชอาณาจักรจะเข้าเป็นสมาชิกอีอีซีได้สำเร็จ ต้องรอจนถึงปี 2516 พูดให้ง่ายคือต้องรอให้นายพลเดอ โกล ถึงแก่อสัญกรรมไปก่อนนานถึง 3 ปี ทั้งนี้ แหล่งข่าวในรัฐบาลสหราชอาณาจักรเคยเผยกับเดอะ การ์เดียน หนึ่งในสื่อใหญ่ของประเทศ ว่าหากจำแนกการเจรจาเรื่องเบร็กซิตออกเป็นรายประเทศ การประชุมร่วมกับฝรั่งเศสนั้นยากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเสนออะไรออกไป และต่อให้มีการเป็นฝ่ายยอมอ่อนข้อให้มากแค่ไหน ปฏิกิริยาตอบสนองของมาครงมีเพียงอย่างเดียวคือ “ไม่”
        
นายพลเดอ โกล ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วครึ่งศตวรรษ นับจากวินาทีนั้นจนถึงปัจจุบัน หลายสิ่งหลายอย่างในทวีปยุโรปเปลี่ยนแปลงไปมาก อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่มาครงเชื่อมั่นด้วยความหนักแน่นแบบเดียวกับนายพลเดอ โกล นั่นคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้และทวีปยุโรป ฝรั่งเศส “ต้องเป็นผู้นำให้ได้เสมอ”
        
จริงอยู่ที่นักการเมืองฝรั่งเศสมีนายพลเดอ โกล เป็น “ไอดอล” หรือบุคคลสร้างแรงบันดาลใจ “ไม่ใช่เรื่องแปลก” และแม้บทบาทของมาครงบนเวทีโลกเป็นที่ยอมรับ แต่สถานการณ์ภายในประเทศตอนนี้ ที่วาระแห่งชาติคือการบริหารจัดการวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งสร้างผลกระทบไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จะเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่ไม่ว่าจะออกมาดีหรือร้าย ชาวฝรั่งเศสจะจดจำและใช้เป็นตัวตัดสินในอีก 3 ปีนับจากนี้ คือในปี 2565 ว่ามาครงจะได้รับโอกาสให้เดินต่อเพื่อสร้างตำนานสานต่อจากนายพลเดอ โกล หรือไม่.

......................................................
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 93