อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

การรถไฟฯ-ขสมก.เดินหน้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ

ล่าสุดขสมก.ได้จัดทำรายละเอียดแผนฟื้นฟูฯเสร็จแล้ว ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ (บอร์ด) ขสมก.และกระทวงคมนาคมแล้วอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) อังคารที่ 26 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00 น.


นอกจากบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ต้องเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการแล้ว... หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมกำกับดูแลทั้ง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเดินหน้าสู่แผนฟื้นฟูเช่นกัน  มีบริบทขององค์กรที่เหมือนกันคือเป็นรัฐวิสาหกิจ มีสหภาพแรงงาน และมีปัญหาหนี้สินสะสม  ขสมก.ตัวแดงโร่มีหนี้1.2แสนล้านบาท  ส่วนการรถไฟฯแบกหนี้กว่า 1.7 แสนล้านบาท
 
ล่าสุดขสมก.ได้จัดทำรายละเอียดแผนฟื้นฟูฯเสร็จแล้ว ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ (บอร์ด) ขสมก.และกระทวงคมนาคมแล้วอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หากผ่านความเห็นชอบคาดว่าจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ภายในเดือนก.ค.นี้
 
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม  ได้สรุป 5เรื่องที่ขสมก.ต้องดำเนินการตามแผนฟื้นฟูดังนี้ 1.การลดค่าครองชีพของประชาชน โดยปรับลดอัตราค่าโดยสารให้ถูกลงจากอัตราเดิม15-25บาท ปรับเป็น3ลักษณะ คือตั๋วรายวันในราคา30บาทตลอดวัน  ขึ้นรถเมล์ได้ทุกเที่ยวทุกเส้นทาง ,ตั๋วรายเดือนที่ใช้ขึ้นรถเมล์ได้ทุกสายทุกเส้นทางเช่นกันแต่เฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่วันละ25บาทเท่านั้น  และตั๋วที่จ่ายตามการใช้บริการจริงในเส้นทางสั้นๆ หรือวันละไม่เกิน30บาท

รวมถึงออกบัตรส่วนลดให้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ เช่น นักเรียน  นักศึกษาและผู้สูงอายุ เป็นต้น  ทั้งนี้จากผลการศึกษาระบุว่าการปรับลดค่าโดยสารเหลือวันละ30บาทจะทำให้ประชาชนได้รับผลต่างค่าใช้จ่ายที่ลดลงไม่น้อยกว่า20บาทต่อคนต่อวัน


 
2.ปรับปรุงเส้นทางการเดินรถไม่ให้ทับซ้อนกัน เพื่อแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดบนถนน ซึ่งปัจจุบันขสมก.มีเส้นทางเดินรถเดิม269เส้นทาง จากนี้ไปได้ปฏิรูปเหลือเพียง162 เส้นทาง แบ่งเป็นของขสมก.108เส้นทาง และของผู้ประกอบการเอกชนร่วมบริการผู้ได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) 54เส้นทาง
 
ส่วนรูปแบบรถเมล์ที่นำมาให้บริการจะเป็นรถปรับอากาศ(แอร์)ทั้งหมด ยกเลิกรถเมล์ร้อน ซึ่งรถแอร์จะมีขนาด 10-12 เมตร มีทั้งสีฟ้า และสีขาว ภายในรถจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้ ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี และผู้พิการ คาดว่าเริ่มต้นมีรถแอร์ให้บริการได้ในเดือนมี.ค.64 และจะส่งมอบรถได้ครบทั้งหมดภายในเดือนก.ย.2565
 
3.การลดมลภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยขสมก. ต้องใช้รถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การใช้รถเอ็นจีวี หรือรถไฟฟ้า (อีวี)  4.ขสมก.ต้องแก้ปัญหาการขาดทุนอย่างยั่งยืน  หากดำเนินการตามแผนฟื้นฟูภายใน7ปี ขสมก.จะพ้นภาวะขาดทุน ซึ่งปัจจุบัน ขสมก. มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เพราะเก็บค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง ทำให้ประสบผลการขาดทุนมาโดยตลอด  ขาดสภาพคล่องทางการเงิน มีภาระหนี้สินและดอกเบี้ยสูงขึ้นต่อเนื่อง

โดย ณ วันที่ 29 ก.พ.63 มีหนี้สะสมรวม 129,507.311 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีรถเมล์ที่มีอายุใช้มานานมากกว่า 20 ปี เกิดสภาพชำรุด ทรุดโทรม ต้องจ่ายค่าซ่อมบำรุงรักษาสูงตามสภาพรถเมล์เก่า และบางคันจอดเสียไม่สามารถซ่อมได้ ทำให้จำนวนรถไม่เพียงพอต่อการให้บริการอย่างทั่วถึง


 
อีกทั้ง ขสมก.ยังมีพนักงานรวม 13,961 คน เบื้องต้นมีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลีรีไทร์) สามารถเข้าร่วมโครงการได้ หรือจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งงาน โดยเฉพาะพนักงานเก็บค่าโดยสารที่ อนาคตรถเมล์จะมีระบบบัตรโดยสารอีเล็กทรอนิกส์ (อีทิคเก็ต) หากต้องการทำงานต่อก็สามารถฝึกทักษะเป็นพนักงานขับรถที่ขาดแคลนอยู่ได้ เพราะรถ 1 คัน ต้องใช้พนักงานขับรถถึง 3 คน ซึ่งล่าสุดมีมีพนักงานเก็บค่าค่าตั๋วโดยสาร 5,781 คน
 
และ 5.การขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐ 9,674ล้านบาท จะทำให้ขสมก.เลี้ยงตนเองได้ โดยในปีต้นๆ ขสมก.อาจจะมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย แต่เมื่อครบ 7 ปี แล้วมั่นใจว่าขสมก.จะมีรายได้มากกว่ารายจ่ายแน่นอน นอกจากนี้ยังต้องนำที่ดินอู่จอดรถเปิดให้เอกชนเข้ามาพัฒนาที่ดินในระยะยาว  โดยบริเวณอู่รถเมล์บางเขนเป็นพื้นที่มีศักยภาพเพราะอยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ผ่าน
 
เช่นเดียวกับการรถไฟฯ รัฐวิสาหกิจอายุ 123 ปี ปัจจุบันมีหนี้สินสะสม 176,000 ล้านบาท ต้องกู้เงินมาใช้ในการดำเนินการปีละ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการในปี 62 ขาดทุน 21,000 ล้านบาท มติคนร.ให้ฟื้นฟูกิจการของ รฟท. ปี.2561-2570  การเพิ่มขีดความสามารถ โดยรัฐบาลเข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ให้การรถไฟฯ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟทางคู่สายใหม่ รถไฟฟ้าชานเมือง รถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) รถไฟเชื่อมโยงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวัอออก (EEC)


 
สาระหนึ่งในแผนฟื้นฟูคือเปิดช่องให้ขึ้นค่าโดยสารจากปัจจุบันที่ใช้มาตั้งแต่ปี2539 ที่กำหนดอัตราขั้นต่ำชั้นที่ 1 คนละ 6 บาท ชั้นที่ 2 คนละ 4 บาทและชั้นที่ 3คนละ2 บาท กรณีแรกปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสารขั้นต่ำเป็น 10 บาท เฉพาะชั้น 3 ในระยะทางที่กำหนด และปรับค่าโดยสารทุกชั้นเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 50 จะทำให้มีรายได้ 760 ล้านบาทต่อปี กรณีที่สองปรับอัตราเริ่มต้นคนละ 10 บาททุกชั้นและปรับโครงสร้างค่าโดยสารทุกชั้นเพิ่มอีกร้อยละ 50 ทำให้การรถไฟฯมีรายได้เพิ่ม 1,115 ล้านบาทต่อปี
 
ส่วนบุคลากรนั้นรับเพิ่มอีก 19,241 คนเพื่อรองรับรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งให้ตั้งบริษัทลูก “บริษัท บริหารทรัพย์สิน จำกัด” เข้ามาพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของการรถไฟรวม3.9 หมื่นไร่ อาทิย่านสถานีกลางบางซื่อพื้นที่การพัฒนา 1,100 ไร่ ย่านสถานีมักกะสันพื้นที่การพัฒนา 497 ไร่ ซึ่งสถานภาพของพนักงานของบริษัทลูกยังเป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะการรถไฟฯถือหุ้น 100 %
 
“หน่วยงานภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคมอีกหลายหน่วยงานที่มีปัญหาในการบริหารจัดการ และมีหนี้สินจำนวนมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นขสมก. ขณะนี้กระทรวงฯเสนอแผนฟื้นฟูให้คนร.พิจารณาแล้ว หาก ครม. เห็นชอบแผนฟื้นฟู คาดว่าภายใน 7 ปี ขสมก.จะสามารถฟื้นจากการประกอบกิจการที่ขาดทุนได้ ส่วนรฟท.และบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. อยู่ระหว่างเร่งจัดทำแผนฟื้นฟูเช่นกัน คิดว่าไม่เหลือบ่าฝ่าแรงในการแก้ปัญหา” คำยืนยันจากศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม  ที่มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงองค์กรรัฐวิสาหกิจ
 
มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมาหลายรัฐบาล แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งแรงต้านจากสหภาพฯ ผลกระทบจากสังคมโดยเพาะผู้มีรายได้น้อยการเก็บค่าโดยสารเพิ่มทำได้ยากยิ่ง ...แต่ถ้าซื้อเวลาไปตัวเลขขาดทุนสะสมจะไม่หยุดยั้ง
..............................
คอลัมน์ : มุมคนเมือง
โดย "เทียนหยด"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    48%
  • ไม่เห็นด้วย
    52%

บอกต่อ : 76