อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

โควิด ปัญหาเศรษฐกิจ มุมมองต่อธุรกิจสีเทา

“สงครามเย็นใหม่” คราวนี้ความชะงักงันรอบใหม่ก็กลับมา ในขณะที่ประเทศไทยพยายามอุ้มหลายภาคส่วนโดยมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะที่รู้จักกันมากที่สุดคือการให้เงินกินเปล่าเดือนละ 5,000 บาท พฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2563 เวลา 12.00 น.


ปลายสัปดาห์นี้คงเป็นสัปดาห์ที่หลายๆ คนตุ้มๆ ต่อมๆ ว่า จะมีการคลายล็อคมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มมากขึ้นแค่ไหน เช่น พวกวงการบันเทิง ทั้งภาคหนังละครที่ลุ้นมาตรการออกกองเกิน 50 คน เพราะจะได้ออกกองถ่ายละครโดยไม่ต้องเอาของเก่ามารีรัน  ที่ลุ้นที่สุดเห็นจะเป็นพวก “วงการกลางคืน” ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ทำเงินมหาศาลพอสมควร แต่ถูกแช่แข็งไว้ตั้งแต่ 18 มีนาคม ที่คำสั่งห้ามเปิดสถานบริการออกครั้งแรกใน กทม.

ผับบาร์บางแห่งก็เตรียมมาตรการ Social distancing ของตัวเองไว้บ้างแล้ว เพราะกลัวว่าถ้าระบาดรอบสองแบบที่อิแทวอน เกาหลี ก็ถูกสั่งปิดอีก แต่ผลกระทบสำคัญก็คือการทำ Social distancing มันลดจำนวนลูกค้าที่มาเที่ยวลงอย่างช่วยไม่ได้แน่ๆ นึกถึงภาพผับบาร์ที่คนเคยเบียดเสียดกันแน่นดู รายได้ก็ดี แต่ถ้าต้องรักษาระยะทางสังคม มันต้องมีพื้นที่ว่างอาจถึงขนาดแบบโต๊ะเว้นโต๊ะ คนก็จะบางตา เผลอๆ อาจมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบคนก็หมดอารมณ์เที่ยว



ไม่ใช่แค่นั้น ธุรกิจภาคกลางคืนไทยมีเม็ดเงินสะพัดจากต่างชาติมหาศาล โดยเฉพาะจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ถ้ายังมีการปิดเส้นทางการบินลูกค้าเหล่านี้ก็หายตาม และก็ส่งผลกระทบต่อภาคโรงแรมด้วย เม็ดเงินที่สะพัดในสองภาคนี้มาจากขาท่องเที่ยวต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็พูดได้แค่ว่า “ยังไงก็ต้องปรับตัวกันไปก่อน” คงจะเจ็บอีกอย่างน้อยที่สุดคือในปีนี้ ถ้าวัคซีนสามารถใช้ได้เดือน ก.ย.อย่างที่หวังไว้จริงๆ แต่เศรษฐกิจจะทรุดยาวแค่ไหนไม่รู้

ความเป็นโลกาภิวัตน์ ทำให้ถ้าชาติมหาอำนาจขยับขึ้นมามันจะกลายเป็นกระแสที่กระทบไปทั้งโลก “เศรษฐกิจทรุดยาวแค่ไหน” ก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของมหาอำนาจ อย่างตอนนี้มีข่าวว่าอยู่ๆ อเมริกาชักจะกลับมาสนใจทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองแล้ว เหมือนแสดงท่าทีต่อต้านหรือตอบโต้จีนกลายๆ เป็นการหาแพะในเหตุการณ์ระบาดจนคนอเมริกาเสียชีวิตไปเกือบล้านคน ถ้าอเมริกาทำ จีนก็ต้องประกาศแสนยานุภาพคืน

มันจะทำให้โลกเราเข้าสู่ภาวะ “สงครามเย็นใหม่” คือยังไม่รบกันจังๆ หรอก แต่มันเป็นภาวะที่สร้างความวิตกกังวลว่า “ถ้ามีการรบขึ้นมาจริงๆ หรือมีการเดินเกมการค้าต่อรอง กดดันอะไรขึ้นมาจริงๆ ประเทศต่างๆ จะต้องถูกบีบให้เลือกข้าง”ก็ทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจชะงักออกไปอีกยาวกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ที่บ้างก็ว่าสองปี สามปี แล้วถ้านโยบายต่างประเทศเราไม่เข้าตาฝั่งไหนขึ้นมา ไทยเราก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย



โควิดถูกนำมาใช้เป็นเรื่องการเมืองเข้าไปอีก ขณะที่เมืองไทยทุกวันนี้หลายอาชีพก็แย่แล้ว ย้อนกลับไปที่พูดข้างต้นคือธุรกิจสถานบันเทิง ท่องเที่ยว ที่พึ่งเม็ดเงินต่างชาติเยอะก็ยิ่งซบเซา ซึ่งคนวงการนี้มีเป็นจำนวนมาก อย่างการพูดถึงธุรกิจสถานบันเทิง ในสถานประกอบการหนึ่งมันก็มีหลายตำแหน่ง ยังไม่พูดถึงธุรกิจสีเทาภาคการค้าบริการทางเพศ ที่มีเอ็นจีโอสรุปออกมาว่ามีผู้ได้รับผลกระทบร่วม 2 แสนคน หรือคนทำตลาดนัดกลางคืนก็มีมากไม่ใช่แค่ภาคสถานบันเทิง

ถ้าเกิดเหตุการณ์ระดับโลกที่ทำให้เกิด “สงครามเย็นใหม่” คราวนี้ความชะงักงันรอบใหม่ก็กลับมา ในขณะที่ประเทศไทยพยายามอุ้มหลายภาคส่วนโดยมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะที่รู้จักกันมากที่สุดคือการให้เงินกินเปล่าเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิ์ล่อเข้าไป 15 ล้านคนแล้ว ก็ต้องมานั่งดูอภิปรายในสภาพุธนี้ที่จะชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงินฯ ว่ารัฐบาลมีทางหนีทีไล่อะไรในการหาเงินมาชำระเงินกู้ และจะเยียวยาภาคธุรกิจอย่างไรถ้าเรื่องเศรษฐกิจซบเซามันไม่จบง่าย



สิ่งที่พรรคเพื่อไทย “เปิดข้อสอบ” ออกมาบ้างแล้วก็เช่นการตั้งคำถามเรื่องแหล่งที่มาของเงิน การใช้เงินเยียวยาอย่างถูกจุดหรือไม่ การหาเงินมาใช้เงินกู้ทำได้อย่างไร และที่สำคัญคือการอภิปรายเรื่องการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ว่ารัฐบาลคงการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไว้เกินความจำเป็นหรือไม่ เพราะรัฐบาลตรึงสถานการณ์การแพร่ระบาดได้จริง แต่เสียมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แบบไทยชนะในการควบคุมโรคแต่อาจแพ้เรื่องผลกระทบต่อปากท้องคน

การอภิปรายเงินกู้จะใช้เวลายาวไปถึง 5 วันรวมเสาร์อาทิตย์เพื่อลงมติวันที่ 31 พ.ค. คราวนี้ก็หวังว่าไม่ใช่แค่เราจะเห็นภาพที่ ส.ส.ฝ่ายค้านดาหน้ากันตำหนิรัฐบาล แต่ช่วยกันเสนอทางออกให้ทุกคน ทุกอาชีพอยู่ได้  แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ในเวลาอันสั้น และน่าสนใจในแง่ของรัฐบาลที่จะตอบว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างไรได้ โดยเฉพาะหากการท่องเที่ยวจากต่างประเทศชะงักงัน การดึงเม็ดเงินพยุงขาท่องเที่ยวโดยกำลังในประเทศจะส่งเสริมอย่างไร

บางคนเขาก็คิดไปถึงขั้นว่ารัฐบาลก็ไม่ควรจะเหนียมแล้ว ที่ยกมายาคติเรื่อง “เมืองไทยเมืองพุทธ”มากีดกันธุรกิจสีเทาบางจำพวก เขายกตัวอย่างประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ที่แทบจะไม่มีคนในคุกเลยเพราะสาเหตุว่าอะไรที่ผิดกฎหมาย อย่างกัญชา สถานค้าประเวณี บ่อน พวกนี้ทำให้ถูกกฎหมายหมด รัฐบาลก็น่าจะทำได้เพื่อหาเงินภาษีสรรพสามิต แต่มีการโซนนิ่งเฉพาะบางพื้นที่ จำกัดเฉพาะเท่าที่ควรมี หรือกระทั่งหวยบนดินก็สร้างเม็ดเงินให้ได้มหาศาล

พูดกันเรื่องนี้ก็กลับไปเถียงกับกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีก ที่ท่องคาถา “เมืองไทยเมืองพุทธๆๆ” อยู่ตลอดเวลาเหมือนกับไม่มองความเป็นจริงว่า เมืองไทยคือ“ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” ต่างหาก ปล่อยให้เกิดเม็ดเงินนอกระบบมหาศาลไป และปล่อยให้เจ้าหน้าที่หารายได้โดยการเบียดบัง (หรืออย่างที่เขาเรียกว่า เก็บส่วย) ผู้ลักลอบประกอบการไปเรื่อย แทนที่จะให้มีเงินเข้ารัฐ เราไม่ใช่ว่าพยายามทำสิ่งผิดให้ถูกกฎหมายอยู่ คือกัญชา เรื่องอื่นก็น่าจะมาคิดดู



อย่างบ่อน เด็กอายุ 20 ต้นๆ หลายๆ คนก็รู้แล้วว่า คนไทยจำนวนมากขนเงินไปมาเก๊า ไปปอยเปต ไปสิงคโปร์เพราะจะไปเล่น ถ้าอนุญาตให้มีการเปิดแบบโซนนิ่ง คือเฉพาะเจ้าใหญ่ที่ขออนุญาต เก็บภาษีสรรพสามิตไป มันก็ดึงเงินเข้ารัฐได้ส่วนหนึ่งหรือไม่ รายเล็กบ่อนวิ่งแอบเปิดก็ไล่จับไป การพนันนี่เขาก็รู้กันทั้งเมืองว่า ไอ้ชกมวย ตีไก่ ชนวัวอะไรพวกนี้มันมีการพนันอยู่ในนั้นทั้งนั้น แม้กระทั่งสนามม้า ก็คือธุรกิจแทงม้าคือการพนันนั่นแหละ

หรือสถานประกอบการที่มีค้าประเวณี ก็ไม่ทราบว่ายังมีใครแบ๊วใสอยู่หรือเปล่าว่าที่ไม่รู้ว่า ในอาบอบนวดที่อนุญาตให้เปิดกันได้ใหญ่โตมันทำอะไรกัน เอ็นจีโอคำนวณคนที่ทำงานในระบบตรงนี้ถึง 2 แสนคน ถ้าทำให้ถูกกฎหมายมันจะกลายเป็นเรื่องดีกว่าหรือไม่ ในส่วนของคนทำงานเจ้าของธุรกิจก็เก็บภาษีไป และมีผลดีต่อคนที่ทำงานตรงนี้ในแง่ของสุขภาพและสวัสดิภาพเข้ามาอีก ที่รัฐจะสามารถให้การดูแลได้

อย่างเช่น หากมีการเปิดให้ถูกกฎหมาย คนกลุ่มนี้จะถูกขึ้นทะเบียนแบบลับๆ กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อมอนิเตอร์ผลเลือดทุก 3 เดือน สามารถรับยา PrEP ป้องกันความเสี่ยงได้ หรือเกิดเหตุฉุกเฉินรับยา PEP ป้องกันการติด HIV ได้ทันใน 72 ชม. โดยร่วมใช้สิทธิระหว่างของรัฐกับเอ็นจีโอที่รับเงินกองทุนระหว่างประเทศ และสามารถได้รับสวัสดิภาพหากถูกล่วงละเมิดเกินข้อตกลง ถูกบังคับใช้ยาเสพติด สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้โดยไม่ต้องกลัวถูกจับไปด้วย

ลองคิดดูเรื่องหาเงินโดยทำอะไรใต้ดินให้อยู่บนดิน แล้วถกกันถึงระดับความเหมาะสม จะดีหรือไม่.

คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 191