อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563

ถึงเวลาปลดล็อคประเทศ... ฟื้นฟูเศรษฐกิจก่อนพังพินาศ

การล็อกดาวน์นาน ๆ ทำให้คนไม่มีรายได้ หลายคนตกงาน หรือโดนลดเงินเดือน ส่งผลให้กำลังซื้อหดหายไปค่อนข้างมาก แม้จะมีเงินเยียวยา16 ล้านคน พฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00 น.

 
หากเรามองการบริหารจัดการในสถานการณ์โรคระบาดวิกฤติโควิด-19 ของรัฐบาล ”ลุงตู่” ก็ต้องยอมรับว่า ”การบริหารจัดการด้านสุขภาพ” นั้นสอบผ่านแบบไม่มีข้อกังขาสะท้อนจากตัวเลขปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสะสมแค่ 3 พันกว่า ๆ เสียชีวิตแค่ 57 คนเท่านั้น อยู่ในอันดับ76ของโลก กระทั่งประเทศไทยเป็นที่กล่าวขวัญในเรื่องการจัดการโรคระบาดได้ดีติดอันดับต้น ๆ ของโลกเลยทีเดียว
 
ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องให้เครดิตกับทีมสาธารณสุข ตั้งแต่คณะแพทย์ บุคคลากรสาธารณสุข ที่สำคัญอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรือ ”อสม.” ที่มีบทบาทโดดเด่น กลายเป็น”อาวุธลับ”สำคัญของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลในการรับมือกับโรคระบาดโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี


 
แต่อีกด้านหนึ่งคือผลกระทบด้าน ”เศรษฐกิจ” นั้นถือว่าการบริหารจัดการล้มเหลวไม่อย่างเป็นท่าตั้งแต่การตัดสินใจปิดประเทศช้าเกินไป ในช่วงประเทศจีนที่เป็นต้นตอในการเกิดโรคโควิด-19 ระบาด รัฐบาลยังเปิดรับนักท่องเที่ยวจากจีนเข้ามาเพราะยังห่วงรายได้จากการท่องเที่ยวและหวั่นจะเสียความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การล็อคดาวน์ประเทศโดยไม่มีการวางแผนชัดเจน จึงมีผลกระทบตามมามากมาย 
 
ความผิดพลาดครั้งนี้เป็นเพราะ การที่รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับด้านสุขภาพ โดยไม่คำนึงด้านเศรษฐกิจ แม้ว่า ตัวเลขผู้ป่วยจะลดลง แต่ก็ยังไม่คลายมาตรการล็อกดาวน์เท่าที่ควรจะเป็น  จนดูว่าจะเป็นการ ”ล็อกอำนาจ” ไว้ในมือเพื่อผลทางการเมืองมากกว่า แม้จะคลายล็อกเฟส 2 แต่ก็ยังมีกฏกติกาหยุมหยิม ทำให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจเป็นไปด้วยความยากลำบาก



ความสำเร็จเพียงด้านเดียวของรัฐบาลสะท้อนจากรายงานของเว็บไซต์จากต่างประเทศระบุว่าการบริหารจัดการของรัฐบาลไทยนั้นได้ผลในเรื่องสาธารณสุขดีมาก แต่การบริหารทางเศรษฐกิจไม่ดีเลย

การล็อกดาวน์นาน ๆ ทำให้คนไม่มีรายได้ หลายคนตกงาน หรือโดนลดเงินเดือน ส่งผลให้กำลังซื้อหดหายไปค่อนข้างมาก แม้จะมีเงินเยียวยา16 ล้านคน คนละ 5 พันบาทเป็นเวลา 3 เดือน แต่ก็ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำเกือบครึ่ง คนที่ได้รับการเยียวยาก็จะเอาไปใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นจริงๆจึงไม่มีพลังพอที่จะมากระตุ้นอำนาจซื้อ ขณะเดียวกัน คนที่พอจะมีอำนาจซื้อก็ไม่แน่ใจอนาคตจะเป็นอย่างไรจึงยังไม่อยากใช้เงินเก็บเงินไว้ก่อน ไม่นำมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
 
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบกันหมด เป็นห่วงโซ่ธุรกิจ เช่น เมื่อศูนย์การค้าปิด ผู้ประกอบการก็กระทบด้วย และกระทบต่อไปยังโรงงานที่ผลิตสินค้ามาขาย โลจิสติกส์ การขนส่ง กระทบต่อไปเป็นทอด ๆ เป็นลูกโซ่ แม้ว่าบางธุรกิจจะเพิ่มช่องทางค้าขายทางออนไลน์ สัดส่วนก็เพียงแค่ 10% เท่านั้น ไม่สามารถทดแทนยอดของร้านค้าปกติที่หายไปได้


 
เรียกว่าขณะนี้กำลังซื้อในประเทศไทยแทบจะไม่เหลือแล้วพราะวิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติส่งผลกระทบกันหมดตั้งแต่ระดับบนลงลึกถึงรากหญ้าคาดกันว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยกว่าจะกลับมาเป็นปกติ อาจจะต้องฟื้นฟูนานถึง 2 ปี นั่นแปลว่าเราจะต้องรอกระทั่งปี 2565 เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางเนื่องจากไปยึดโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวและการบริการกับการส่งออกเป็นหลัก
 
นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังผูกติดกับจีนอย่างแนบแน่น นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวในไทยจะเป็นนักท่องเที่ยวจีน การส่งออกของไทยในตลาดจีนก็เติบโตอย่างต่อเนื่องจนขึ้นแท่นขึ้นเป็นอันดับ 1 แซงตลาด CLMV 
 
ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นขึ้นมา อย่างได้ภายในปี 2564 เพราะทุกวันนี้ ทั้งสองประเทศยังไม่เปิดให้มีการบินระหว่างกัน และการท่องเที่ยวจีนยังเน้นให้มีการท่องเที่ยวเฉพาะภายในมณฑล ซึ่งเป็นสเต็ปแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจึงจะผ่อนผันให้มีการเที่ยวระหว่างมณฑลและให้เปิดคนจีนไปเที่ยวต่างประเทศต่อไป อาจจะราวๆกลางปี หรือไตรมาส 3 ปี 64 และก็ไม่ได้หมายความว่านักท่องเที่ยวจะทะลักเหมือนก่อนเพราะส่วนใหญ่ก็ยังไม่พร้อม 
 
ที่สำคัญนโยบายจีนค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าจะใช้นโยบายปิดประตูบ้านเน้นค้าขายกันเองและเน้น ท่องท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลั จึงเป็นสัญญาณว่าอีกนานที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้น 

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรจะคลายล็อกมากขึ้น การคงมาตรการเข้มงวดต่อไป มีแต่จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อเศรษฐกิจในประเทศจนยากจะฟื้นฟูได้และควรหันมาให้ความสำคัญกับการพึ่งตัวเองแทนการยืมจมูกคนอื่นหายใจ 
............................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    65%
  • ไม่เห็นด้วย
    35%

บอกต่อ : 148