อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2563

เสร็จศึกสงครามตัวแทน ถึงเวลา"บิ๊กป้อม"คุมทัพพปชร.

หลังจากทำสงครามผ่านตัวแทน เพื่อช่วงชิงอำนาจในการดูแล "พลังประชารัฐ" มานานพอสมควร ในที่สุดกลุ่มที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ภายในพรรคแกนนำรัฐบาล ก็เลือกวันที่ 1 มิถุนายน เดิมเกมให้กรรมการบริหารพรรค 18 คนลาออก เพื่อนำมาสู่การเปลี่ยนตำแหน่งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค อังคารที่ 2 มิถุนายน 2563 เวลา 12.00 น.


ใครตามการเมืองไทย เห็นบรรยากาศที่เกิดขึ้นใน “พลังประชารัฐ (พปชร.)” ก็คงประเมินได้ไม่ยากว่า คงหนีไม่พ้นต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในพรรค และ เชื่อมโยงไปถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)  
 
แม้ก่อนหน้านั้น "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเคยพูดไว้ตอนหนึ่งระหว่างการประชุมครม.ว่า “ไม่มีการปรับ ครม.ใดๆ ทั้งสิ้น ผมคนเดียวเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสินใจได้ ไม่ต้องต่อรอง ไม่ต้องเจรจา ผมเป็นนายกฯ ผมทำคนเดียว” 
 
แต่ในข้อเท็จจริง จะเป็นไปอย่างที่หัวหน้ารัฐบาลพูดได้หรือ ในเมื่อฝ่ายบริหารที่ดูแลประเทศอยู่ในขณะนี้ มาจากพรรคการเมืองต่างๆที่ผ่านการเลือกตั้ง ไม่ได้มาจาการยึดอำนาจเหมือนเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ดังนั้นมือที่อยู่ในสภาฯ ที่มีส่วนสนับสนุน บิ๊กตู่ จึงมีความสำคัญ และทรงพลังเป็นอย่างมาก  
 
และในฐานะผู้นำประเทศจะทนได้หรือ ถ้าในแต่ละวันจะมีสมาชิกพปชร. ออกมาออกตอบโต้ด่าทอผ่านสื่อ เพราะชักธงเชียร์ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอยู่ เปรียบเสมือน "การทำสงครามตัวแทน"
 
แม้รัฐบาลจะมีผลงานมากแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าในรัฐบาล มีปัญหาความไม่ลงรอยกัน นั่นหมายความว่า ความขัดแย้งในฝ่ายบริหาร ก็จะมาบดบังเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลทันที


 
อย่างกรณี “นายวัชระ กรรณิการ์” สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ และโฆษกกระทรวงพลังงาน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นกรณีสมาชิกกลุ่มสามมิตร ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองในพปชร.ประมาณ 20 คน นำโดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เข้าพบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานยุทธศาสตร์พปชร. ว่า บางคนอาจมองว่ากลุ่มสามมิตรทรงพลังเหลือเกิน แต่ตนอ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกตกใจ กลุ่มสามมิตรน่าจะอยู่ในช่วงขาลงอย่างที่มีคนว่าจริงๆ ซึ่งทีแรกตนก็ไม่เชื่อ แต่ครั้งนี้ต้องเชื่อและยอมรับว่า กลุ่มสามมิตรหมดลาย และสิ้นมนต์ขลังแล้ว
 
ที่บอกว่า สามมิตร เป็นขาลงอีกข้อหนึ่ง ก็คือ ก่อนเลือกตั้ง กลุ่มสามมิตรอ้างว่า กำลังในมือเกือบ 100 คน แต่ตอนนัดรวมพลกินข้าวที่โรงแรมกลางเมืองเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ยังว่ากันที่หลัก 40-50 คนอยู่เลย แต่วันนี้เหลือแค่แตะๆ 20 กว่าคน

“แว่วว่ายังต้องโทร.ตามจิกกันนาทีต่อนาทีเลย เห็นว่าคนโทร.ตามเหนื่อยแทบรากเลือด เพราะฉะนั้นก็จงดูกันเอาเองนะครับว่า “สองมิตร” ที่เหลือจะลากกันไปต่ออย่างไร?”



จากนั้น นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พปชร. ออกมาตอบโต้ว่า วันที่ 31 พฤษภาคม พปชร.ได้มีการนัดประชุมพรรคที่รัฐสภา เวลา 10.30 น.แทน แต่นายอุตตม สาวนายน  รมว.คลัง ในฐานะ หัวหน้าพรรคพปชร. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพปชร. พร้อมด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลับนัด ส.ส.ในกลุ่มของตัวเองในเวลาเดียวกัน

"จึงอยากถามไปถึงทั้ง 3 คนว่า รู้จักหน้าที่ของตัวเอง และให้เกียรติพรรคหรือไม่ เพราะทางพรรคได้นัดเวลา สถานที่ เพื่อประชุมอย่างชัดเจน ซึ่งมีการแจ้งต่อสมาชิกทุกคนให้ทราบล่วงหน้าแล้ว แต่กลับไม่ให้ความสนใจกิจกรรมของพรรค หรือว่าทั้ง 3 ท่านมีความคิดที่จะไปตั้งพรรคใหม่ตามที่มีข่าวออกมา จึงไม่ใส่ใจกิจกรรมของพปชร.แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมขอถามไปถึงนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ ว่ายังสมควรที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าและเลขาธิการพรรคต่อไปหรือไม่ เพราะผมไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนี้ทำไปเพื่อสร้างความขัดแย้งภายในพรรค หวังผลให้มีความแตกแยกหรือไม่ ซึ่งผมคิดว่าทั้ง 3 คนควรที่จะหยุดบิดเบือนสร้างความแตกแยกได้แล้ว” นายสิระกล่าว 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจำนวน ส.ส.ที่ไปร่วมให้กำลังใจอุตตม นายสิระกล่าวว่า มีรายชื่อ ส.ส.ที่ไปร่วมมีจำนวนเพียงแค่ 26 คน แต่ที่กล่าวอ้างว่ามีถึง 60 คนนั้น คิดว่าเป็นการพูดให้ดูมีจำนวนมาก เปรียบเสมือนการนำ ส.ส.ไปชุบแป้งทอด ให้ดูใหญ่และเยอะขึ้น โดยคาดว่าน่าจะเป็นแป้งจากประเทศออสเตรเลีย 


 
ขณะที่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563  ก็มีความเคลื่อนไหวสำคัญ “นายไพบูลย์ นิติตะวัน” รองหัวหน้าพปชร. แถลงข่าวว่า วันนี้กรรมการบริหาร พปชร. ได้ลาออกแล้ว 18 คน ตามข้อบังคับพรรค เมื่อกรรมการบริหารพรรคลาออกเกินกึ่งหนึ่ง ทำให้นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค และกรรมการบริหารพรรค สิ้นสุดทั้งคณะ
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ขึ้น  สปอตไลท์ และแสงไฟทางการเมืองก็จับไปที่ พล.อ.ประวิตร หลังจากมีความพยายามของสมาชิกพรรคหลายกลุ่ม ต้องการผลักดันให้ “บิ๊กป้อม“ เข้ามารับหน้าที่แม่ทัพ พปชร. เพื่อขับเคลื่อนทางการเมือง เนื่องจากเชื่อมั่นในอำนาจและบารมี อีกทั้งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ก็มีบทบาทสำคัญ ในการนำพาให้ พปชร. ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และได้เป็นแกนนำรัฐบาล 
 
ก่อนหน้านั้น “พล.อ.ประวิตร” ได้กล่าวกับ “เดลินิวส์ “ หลังจากถูกคำถามว่า จะรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพปชร.หรือไม่ว่า “เป็นเรื่องของพรรค ในส่วนของผมก็ต้องดูก่อน ยังขอไม่ปฏิเสธและไม่ตอบรับ ทั้งนี้หลังจากที่ผมมาทำหน้าที่เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ส.ส.ของพรรคก็พอใจ เพราะเรารู้จักกันมาตั้งแต่ตอนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค และผมก็พอใจบทบาทของส.ส.ในพรรคเป็นอย่างมากในการทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน สนับสนุนประชาชนให้มีงานทำ โดยทุกคนเมื่อลงพื้นที่กลับมาก็ทำรายงานมาส่ง มีผบ.ภาคของพรรคทำหน้าที่คุมส.ส.แต่ละพื้นที่อยู่"

ส่วนอะไรคือเงื่อนไขที่จะตัดสินใจ รับหรือไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค "บิ๊กป้อม" ตอบว่า ยังไม่มีเงื่อนไขอะไร เพราะยังไม่ได้เตรียมการ ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของพรรค ที่ผ่านมา.พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่เคยถามว่าอยากเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ 
 
"เรามีเรื่องอื่นคุยกันมากมาย ส่วนเรื่องที่ลือกันว่าผมกับนายกรัฐมนตรีชอบงอนกันก็ไม่จริง เราคุยกันทุกวัน สำหรับคลื่นใต้น้ำที่ชอบโจมตี ยอมรับว่าก็ต้องมีคนชอบและไม่ชอบบ้าง ซึ่งก็แล้วแต่คน ถามว่าผมจะมาเอาตำแหน่งอะไร เพราะไม่ได้คิดอะไร อยู่แบบนี้ก็โอเคแล้ว"
 
แต่หลายคนเชื่อว่า ในที่สุด พล.อ.ประวิตร คงตัดสินใจรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค พปชร. เนื่องจากะได้แรงสนับสนุนจาก สมาชิกส่วนใหญ่ในพรรค เพราะเชื่อมั่นในอำนาจและบารมี กับการนำพาพรรค ให้คุมอำนาจรัฐได้อย่างต่อเนื่อง 


คำถามคือ..อะไรเป็นสาเหตุ นำมาสู่การแปลี่ยนแปลงในพรรคแกนนำรัฐบาล เหตุผลหนึ่งคือ หลายกลุ่มใน พปชร. มองว่า กลุ่มนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งประกอบไปด้วย นายอุตตม, นายสนธิรัตน์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ซึ่งถูกเรียกขานว่า กลุ่ม 4 ยอดกุมาร นั้น ไม่ได้ยึดโยงกับ ส.ส.ภายในพรรค ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการไม่มี ส.ส.ในมือ และการไม่มีปฏิสัมพันธ์แบบนักการเมือง
 
รวมทั้งการดุแลส.ส. และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆ  เวลามีกิจกรรมการเมืองและเลือกตั้งซ่อม นอกจากนี้แกนนำรัฐบาลยังไม่พอใจ ที่ระยะหลังมักมีข่าวว่า “มีรัฐมนตรีบางคน สั่งการให้สื่อบางสำนักโจมตีหัวหน้ารัฐบาล และพล.อ.ประวิตร หลังมีข่าว เครือข่ายตนเองจะถูกลดบทบาท โดยใช้งบประมาณของหน่วยงาน ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแล มาเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อน" 
 
นอกจากนี้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ยังไม่พอใจ "นายสมคิด" หลังจากส่งคนใกล้ชิดไปทำงานในหน่วยงานสำคัญ แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุน จนกระทั่งส่งสัญญาณให้คนใกล้ชิดลาออก  แต่ถูกผู้มีอำนาจฝ่ายบริหารทัดทานไว้  ซึ่งก่อนหน้านี้หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ได้ช่วยเหลือดูแล "นายสมคิด" มาโดยตลอด
 
จากนี้ต้องรอดูว่า พปชร.โฉมใหม่จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร แต่ปรากฎารณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้รู้ว่า แม้ "พล.อ.ประยุทธ์" จะมีอำนาจสูงล้นในครม. แต่งานการเมือง บิ๊กตู่ ก็ปล่อยให้ บิ๊กป้อม เป็นคนกำหนด เพราะหัวหน้ารัฐบาลรู้ดีว่า..น้องมีวันนี้เพราะพี่เป็นช่วยดูแล และสนับสนุนให้ทุกอย่าง 
................................................
คอลัมน์ : สืบเสาะเจาะข่าว
โดย :  "ระฆังแก้ว"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%