อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563

วิเคราะห์การศึกษา'ออนไลน์'ของไทย

"อธิการบดี"สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เกริ่นว่ามีการปรับตัวของแวดวงการศึกษา หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ในทุกระดับชั้น ปรับตัวตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยมาเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์ จันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00 น.


ลูกของผมเพิ่งเปิดเรียนออนไลน์ต้นเดือนนี้ครับ แต่ผมเห็นเด็กในหมู่บ้านที่เรียนโรงเรียนอินเตอร์เรียนออนไลน์ไปก่อนหน้านี้แล้ว ลูกชายที่ผ่านการเรียนออนไลน์จะครบอาทิตย์มาบ่นว่า “เหนื่อยมากเลยพ่อ อยากไปเจอเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนมากกว่า” แต่เขาอยู่ระดับมัธยมแล้ว เขาเข้าใจดีว่าต้องอดทนรอ อยู่กับบ้านเพื่อลดความเสี่ยง และเฝ้าสังเกตการณ์ว่าหลังจากปลดล็อกแล้ว การแพร่ระบาดระลอกสองจะกลับมาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมฟังสัมมนาออนไลน์ ที่จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยมีหัวข้อในการสนทนาวันนั้นว่า  Living with COVID-19: ตอน “How to Empower Digital Citizenship in COVID-19 Era”  ผมชอบที่ .ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้กล่าวถึงการศึกษาออนไลน์ในประเทศไทยและการพัฒนาคนรุ่นใหม่ จึงอยากยกการสนทนาในวันนั้นมาให้ท่านได้อ่านกันครับ



.ดร.สุชัชวีร์ หรือ “พี่เอ้” อธิการบดีของน้อง ๆ นักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เกริ่นว่ามีการปรับตัวของแวดวงการศึกษา หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ในทุกระดับชั้น ปรับตัวตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เปลี่ยนการศึกษาภาคปกติเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ถือว่าเป็นการผ่าทางตันด้านการศึกษา อย่างไรก็ตามเหรียญมี 2 ด้าน มีทั้งวิกฤตและโอกาส

เรียนออนไลน์มีมานานแล้ว
การเรียนออนไลน์พัฒนาในต่างประเทศมีมานานแล้ว 10 ปี MIT หรือ Harvard University เปิดโอกาสให้คนพันล้านคนทั่วโลกได้เรียน จริง ๆ ประเทศไทยก่อนยุคโควิด19 ก็มีความพร้อม สถาบันการศึกษาหลาย ๆ แห่ง มีระบบอินเทอร์เน็ตที่ดี แพลตฟอร์มก็ค่อนข้างสมบูรณ์ แชร์การเรียนฟรีก็มี แต่การเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบยังไม่เคยมีในประเทศไทย ต่างจากต่างประเทศที่มีเรียนออนไลน์และรับปริญญากันมานานแล้ว

ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานหรือซอฟต์แวร์ที่พร้อมอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่ไม่ได้ทำแบบในต่างประเทศเพราะนักการศึกษาและคนไทยยังไม่ได้เปิดใจกว้างพอที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะการศึกษาตลอด 30-40 ปี

ที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครเคยเอากล้องมาบันทึกการสอนแล้ววิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา จึงสรุปเองว่าการสอนในห้องแบบเดิมนั้นก็ดีอยู่แล้ว เราจึงมีความสุขใน comfort zone กันมานาน

โควิด-19 ผู้วางศิลาฤกษ์การศึกษาออนไลน์ของประเทศไทย
แต่พอมีโควิด-19 การศึกษาไทยสามารถปรับเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์ได้เพียงชั่วข้ามคืน ต้องถือว่าโควิดเป็นผู้วางศิลาฤกษ์การศึกษาออนไลน์ของประเทศไทยอย่างแท้จริง ที่กล่าวเช่นนี้ได้ เพราะที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ประกาศให้หยุดการเรียนแบบปกติช่วงกลางเดือนมีนาคม

เพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพ เด็กและอาจารย์มหาวิทยาลัยมีความเสี่ยงที่จะติดโรคได้ จึงประกาศหยุดการสอนแบบปกติ แล้วให้เปลี่ยนเป็นการเรียนการสอนแบบออนไลน์เต็มรูปแบบ แต่ละมหาวิทยาลัยก็สามารถทำการเรียนการสอนออนไลน์ได้ในทันที

บริษัท Microsoft มาคุยกับ ศ.ดร.สุชัชวีร์ (ผู้เป็นประธานที่ประชุมอธิการมหาวิทยาลัยแห่งประเทศ) บอกว่าประเทศไทยมีคนเรียนออนไลน์หมื่นคน แต่หลังจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยประกาศเข้าสู่ยุคการเรียนออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องโควิด ภายใน 1 สัปดาห์ จำนวนคนที่เรียนออนไลน์เพิ่มขึ้นไปถึงหลายแสนคนทันที

ในขณะเดียวกัน ก็เกิดคำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมสูงมาก ๆ แต่หลายมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้มีความพร้อมถึงขนาดนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสื่อสารออนไลน์ของอาจารย์ การจัดการของมหาวิทยาลัย ที่ประชุมของอธิการแห่งประเทศไทยจึงรวมตัวกัน หาอาจารย์เก่ง ๆ เพื่อมาให้ความช่วยเหลือมหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีความพร้อม



ประเทศไทยไล่ตามมหาอำนาจทางการศึกษาด้านการเรียนออนไลน์
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การเรียนออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อจำจัด ข้อดีอย่างแรกคือ ลดช่องว่างระหว่างการเรียนออนไลน์ในประเทศไทยกับประเทศที่มีการศึกษาชั้นนำอย่างอเมริกา ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ และประเทศในสหภาพยุโรปที่เคยมีความแตกต่างกันมาก

หลังจากโควิด การศึกษาออนไลน์ของไทยเริ่มไล่ตามการศึกษาออนไลน์ในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว แถมยังส่งผลรวมไปถึงนอกวงการศึกษา ทั้งการทำงานที่บ้าน การประชุมออนไลน์ ทำให้ความรู้ด้านดิจิทัลของพลเมืองไทยถูกโควิดผลักดันขึ้นมา ถือเป็นการ fast forward ทำให้คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ แบบฉับพลัน

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นถกเถียงกันว่าการเรียนออนไลน์นี้ยังมีข้อจำกัด เพราะการเรียนออนไลน์ต้องใช้สมาธิมากขึ้น และอาศัยความอดทนในการนั่งอยู่กับที่มากกว่าการเรียนในห้องเรียนแบบเดิม จึงเหมาะสมกับนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ไล่ลงมาถึงชั้นมัธยมและชั้นประถม ซึ่งพอจะค่อยๆ ฝึกฝนได้บ้าง แต่ถ้าเป็นนักเรียนในระดับชั้นอนุบาลนั้นดูไม่น่าจะเป็นไปได้เลย

ในประเด็นนี้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมดนัก เพราะเคยเห็นผู้ปกครองหลายท่านที่มีลูกเล็ก ก็เปิด youtube ให้ดูกันแล้ว บางทีเด็กร้องไห้ ซน ดื้อ ก็เปิดสื่อออนไลน์ให้เด็กดูอยู่บ่อย ๆ เมื่อดูแล้วเด็กก็นิ่งสนิทเลย แสดงว่าโลกออนไลน์สำหรับเด็กก่อนอนุบาลก็มีกันแล้ว

ศ.ดร.สุชัชวีร์ จึงคิดว่าไม่ใช่ตัวเด็กที่มีความพร้อมหรือไม่พร้อม แต่จะการศึกษาออนไลน์สำหรับเล็ก คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองจำเป็นจะต้องอยู่ด้วย เพื่อร่วมสังเกตและปรับกิจกรรมให้เหมาะสม ไม่ใช่นั่งจ้องแต่หน้าจออย่างเดียว ต้องมีเวลาให้กับลูก (ความสำเร็จของเด็กก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่มาจากการเลี้ยงดูและให้เวลาจากครอบครัว)

ในยุคต่อไปจากนี้ Winner takes all
เมื่อมีการเรียนออนไลน์ มีกระแสสังคมว่าอาจารย์สอนผิด อาจารย์สอนไม่ดี เกิดการเปรียบเทียบและถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ครูและอาจารย์กลายเป็นอาชีพที่เปราะบาง กลายเป็นว่า ทุกคนคาดหวังว่าเด็กต้องได้เรียนกับครูที่ดีที่สุด เช่น วิชาภาษาอังกฤษ เด็กจะต้องได้เรียนกับครูเจ้าของภาษาที่ Oxford หรือวิชาฟิสิกส์ มีอาจารย์เก่งที่สุดอยู่ที่ MIT ที่ได้รับรางวัลโนเบล

เด็กทุกคนก็จะแห่ไปเรียนที่เดียว แสดงว่าเด็กทั่วโลกจะได้เรียนกับอาจารย์เพียงหนึ่งคน กลายเป็นลัทธิ Winner takes all ทำให้มองได้หลายมุม เช่น เด็กได้เรียนกับคนที่ดีที่สุด ในมุมของอาจารย์ จากคนที่เคยเป็นผู้สอนอย่างเดียว ได้กลายเป็นผู้เรียน วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับการสอนของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม จุดนี้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ มีความเป็นห่วง เพราะการที่เด็กไทยไปเรียนกับคนชาติอื่น ไม่ใช่ความรู้จะติดตัวมาอย่างเดียว มันจะได้ความคิดและลัทธิอื่นแทรกเข้ามาด้วย เป็นการผูกติดกับชนชาติที่สอนแบบไม่รู้ตัว จึงอยากจะบอกว่าเหรียญนั้นมีสองด้าน ต้องระวัง



เลิกตั้งคำถามเกี่ยวกับ New Normal แต่ควรตั้งคำถามว่า “เราควรจะสร้างลูกหลานให้พร้อมได้อย่างไร”
คำว่า New Normal นั้น มีการสัมมนาและตีความไปมากมาย โดยแต่ละคนต่างมีคำตอบที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ได้พบ คนในวัยเรียนหรือคนในวัยทำงานมีทั้งชอบและไม่ชอบ เสียเวลาที่จะไปหาคำตอบกับคำ ๆ นี้ แต่ที่ถูกต้องควรจะตั้งคำถามว่า “เราควรจะสร้างลูกหลานให้พร้อมได้อย่างไร” มีคำกล่าวว่า We cannot always build the future for our youth, but we can build our youth for the future.

อนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดโรคระบาดร้ายแรงอย่างโควิด-19 ขึ้นมา ถ้าเรารู้ก่อนคงกักตุนเครื่องมือแพทย์หน้ากากกันหมดแล้ว แต่เราสามารถเตรียมลูกหลานเราให้พร้อมกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือโรคระบาดใหม่ที่จะเกิดขึ้น ตอนนี้ประเทศจีน อเมริกา ญี่ปุ่น ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ กลับมาโฟกัสที่ลูกหลานของเขา

การสร้างคนโดยการให้ทักษะทุกอย่างตั้งแต่เด็กเรียนอยู่อนุบาล อาทิเช่น ในประเทศจีน ส่งเสริมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยให้นักบินอวกาศมาสอนเด็กอนุบาล เพราะเขารู้ว่าในอนาคต คนของเขาจะอยู่เหนือคนชาติอื่นได้ ต้องมีความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มีความคิดสร้างสรรค์ มีศิลปะ ภาษาครบถ้วน ต้องมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ถ้าทุกวันนี้เด็กไทยยังบอกว่า “ฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง” แล้วก็จะมีคำพูดว่า “ไม่เป็นไร ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่” แบบนี้แย่แน่เพราะความรู้มากับภาษาอังกฤษทั้งนั้น

จาก Globalization กลับมาสู่ Localization
แล้วอย่าเพิ่งดีใจว่าประเทศเราสามารถกดกราฟ ควบคุมการติดเชื้อจากโควิดได้ แค่นั้นไม่สามารถชี้อนาคตของประเทศไทยได้เลย ศ.ดร.สุชัชวีร์ยอมรับว่าหมอไทยและพยาบาลไทยเก่งที่สุดในโลก แต่ข้อเท็จจริงคือ หมอและพยาบาลทำงานมือเปล่าได้หรือไม่ อุปกรณ์ทางการแพทย์ของเรายังต้องซื้อเขามาทั้งหมด มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้ เครื่องช่วยหายใจ หน้าการ N-95 ถ้าเขาไม่ขายเราก็ซื้อไม่ได้ และเราก็ผลิตเองไม่ได้

โลกจะเปลี่ยนจาก Globalization มาเป็น Localization ทุกอย่างต้องทำให้ได้และจบในประเทศตัวเอง เพราะฉะนั้นถ้าประเทศจะทำทุกอย่างให้จบในตัวได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทรัพยากรมนุษย์



ต่อไปโลกดิจิทัลจะเป็นเกมของ “ขุน” กับ “เบี้ย”
ในปัจจุบัน ถ้าหากจะคิดผลักดันให้คนไทยมีความรู้ด้านดิจิทัลหรือ Digital Literacy แค่นี้ไม่ได้อีกแล้ว เพราะเป็นการมองเกมที่สั้นเกินไป ถ้าจะมองการสร้างคนรุ่นใหม่ ต้องเล่นเกมแบบยาวๆ

ในยุคต่อไป ถ้ามองเกมสั้น แค่ทำให้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ รู้จักการใช้เทคโนโลยีเพียงผิวเผิน คนในประเทศเราจะกลายเป็นแค่เบี้ยดิจิทัลหรือทาสดิจิทัล ไม่ได้เป็นนายหรือเป็นขุนของดิจิทัล ซึ่งจะเป็นคนที่สร้างผลผลิตจากดิจิทัลด้วยตัวเอง

ตรงนี้ถือว่าเป็นความท้าทายและเป็นโอกาสที่ดีของคนไทย สังเกตทุกสิ่งทุกอย่างที่เราใช้แพลตฟอร์มกันอยู่ ไม่มีอันไหนที่เป็นแพลตฟอร์มของคนไทยเลย แม้กระทั่งที่ออนไลน์คุยกันอยู่ตอนนี้ใช้โปรแกรม zoom ก็ไม่ใช่ของคนไทย การติดต่อสื่อสารไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ line ก็ไม่ใช่ของไทย เราถูกดูดข้อมูลไปหมดแล้ว เสียเงินไปเท่าไหร่กับแพลตฟอร์มของคนอื่น

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่เก่ง ไม่มีความสามารถ หรือไม่มีแพลตฟอร์มที่เป็นของคนไทยเลย ถ้าพิจารณาดี ๆ ยังมีอยู่และได้รับความนิยม เช่น อยากไปกินข้าว ก็ต้องเปิดดูรีวิวจาก wongnai หรือจะไปหาข้อมูล ก็ไปดู pantip.com แสดงว่าคนไทยก็ยังใช้ของคนไทยอยู่ แต่การที่จะเป็นนายดิจิทัลให้คนมาใช้ได้ ต้องมีการวางแผนและเป็นเรื่องท้าทายที่จะให้คนไทยสร้างแพลตฟอร์มเพื่อคนไทยและทำประโยชน์ให้กับคนไทยได้

เพราะฉะนั้นเราควรมีความเป็นชาตินิยมในเรื่องเหล่านี้ เพราะประเทศที่ประสบความสำเร็จ มีความเป็นชาตินิยมทั้งนั้น เช่น จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกัน อิสราเอล แม้กระทั่งล่าสุด การทำรายการทีวี ซีรี่ย์ต่าง ๆ จากเกาหลี เขาก็ฝังความเป็นชาตินิยมเกาหลีลงไปในนั้นด้วย

หลัก 3 ข้อเพื่อเล่นเกมยาว
พลเมืองยุคใหม่ต้องทันโลก ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำของรัฐและเอกชน ต้องช่วยกันวางหมากสร้างเกมยาวๆ โดยใช้หลัก 3 ข้อคือ

สร้างสิ่งแวดล้อม เริ่มจากกฎหมาย ทำให้คนไทยไว้ใจรัฐ เชื่อถือในกฎหมายและระบบที่สร้างขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น รัฐออกแอปฯ ไทยชนะ คนไทยบางคนลังเลที่จะใช้ อาจจะมีความกลัวและความไม่มั่นใจอยู่ แต่ถ้ามีกฎหมายระบุว่า ถ้ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐนำข้อมูลของประชาชนไปใช้ เจ้าหน้าที่ หน่วยงาน และผู้มีอำนาจจะถูกลงโทษ ทำให้ไม่มีใครกล้าละเมิดและยิ่งถ้ามีการลงโทษจริงให้เห็น จะทำให้ประชาชนกล้าใช้แอปฯ ของรัฐมากขึ้นเพราะเขารู้สึกว่าเขาได้รับการคุ้มครอง

ความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงเทคโนโลยี ถ้ามองในมุมทางการศึกษา สังเกตได้จากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยไม่ดัง อยู่ต่างจังหวัด นักศึกษาจะใช้อินเทอร์เน็ตแบบ pre-paid หมดแล้วเติม ต่างจากนักศึกษามหาวิทยาลัยในเมืองจะใช้แบบรายเดือน คุณพ่อคุณแม่จ่ายให้ อยากให้เอกชนช่วยอุ้มชูให้สิทธิพิเศษกับการศึกษา ช่วยเหลือนักศึกษาในส่วนที่ยังไม่เข้าถึง

รัฐและเอกชนสร้างสิ่งแวดล้อมดิจิทัลหมดแล้ว เมื่อเด็กไปทัศนศึกษา เด็กเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ประเทศใกล้ ๆ อย่างประเทศสิงคโปร์ พอเดินผ่านต้นไทร จะมีเสียงขึ้นมาบอกพันธุ์และแหล่งกำเนิด เป็นการให้ความรู้โดยใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีแทรกซึมเข้าไปในทุกที่

ทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างสร้างคนยุคใหม่ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ให้เป็นพลเมืองที่สร้างสรรค์ มีความรู้ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล ไม่ใช่เกิดมาแล้วเป็นเบี้ย หรือเป็นทาสดิจิทัลเพียงอย่างเดียว เหมือนกับคนสมัยเรากำลังเป็นกันอยู่ คนรุ่นใหม่ต้องมีศักดิ์ศรีก้าวขึ้นมาเป็นนายของโลกดิจิทัลให้ได้ ต้องฝากความหวังไว้กับการศึกษา ถ้าเด็กขึ้น ม.ปลาย ยังแบ่งแยกสายวิทย์กับสายศิลป์ แบบนี้จบข่าว ศ.ดร.สุชัชวีร์อยากให้เริ่มตั้งแต่เด็กอนุบาล ไม่จำเป็นต้องเรียน coding แต่ขอให้เริ่มสอนเรื่องตรรกะ if then else ถือเป็นจุดเริ่มต้นการมีตรรกะทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะพัฒนาต่อไปให้ประสบความสำเร็จได้ง่าย

สุดท้าย สร้างค่านิยมให้มีความเป็นชาตินิยม ภูมิใจในความเป็นคนไทย ชื่นชมคนไทยด้วยกันเมื่อประสบความสำเร็จ เปลี่ยนความเชื่อใหม่ ให้เชื่อว่าคนไทยทำได้ สนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่วิพากษ์วิจารณ์กันเกินไปว่าทำไม่ได้ ควรให้กำลังใจคนไทยด้วยกัน

ศ.ดร.สุชัชวีร์ ให้ความมั่นใจว่าคนไทยเก่งและปรับตัวได้เร็ว สามารถขึ้นไปสู้กับระดับโลกได้ ขอให้มีใจสู้มากขึ้น ขยันให้มากขึ้น เชื่อว่าคนไทยทำได้แน่นอนครับ
...........................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
หนังสือเด็กก้อนเมฆ


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    92%
  • ไม่เห็นด้วย
    8%

บอกต่อ : 231