อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 5 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 5 สิงหาคม 2563

"สู้!!"ล่าฝันการเรียน..กับ"โควิด"

หลายคนคิดว่า“นักเรียนนักศึกษาไทยในต่างแดน” ที่เรียนอยู่ “ชีวิตดี๊ดี” ครอบครัวมีฐานะดี...ก็ประมาณนั้น มี “นักเรียนนักศึกษาไทยในต่างแดน” ไม่น้อยมิได้สุขสบายอย่างที่คิด และ มาเผชิญกับไวรัสร้าย “โควิด-19” อาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2563 เวลา 10.30 น.

ต่ไหนแต่ไรมาหลายคนคงคิดว่า นักเรียนนักศึกษาไทยในต่างแดน เด็กหรือเยาวชนไทยที่ไปเรียนอยู่ในต่างประเทศนั้น ชีวิตดี๊ดี  ดูแล้วชีวิตน่าจะมีความสุขมาก ๆ กับการได้ไปอยู่ในต่างประเทศนาน ๆ ได้เที่ยวยาว ๆ โดยไม่ต้องซื้อทัวร์แพง ๆ จากประเทศไทยไป ซึ่งสำหรับเด็กหรือเยาวชนไทยที่ครอบครัวมีฐานะดี...ก็อาจจะประมาณนั้น

อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้วก็มี “นักเรียนนักศึกษาไทยในต่างแดน” จำนวนไม่น้อยที่ชีวิตในต่างประเทศมิได้สุขสบายอย่างที่ใคร ๆ คิด และยิ่งมาถึงยุคที่ชีวิตผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับไวรัสร้าย โควิด-19” กับ ชีวิตนักเรียนนักศึกษาไทยในต่างแดน หลาย ๆ คนก็ยิ่งถือว่า...ยิ่งต้องสู้!!”  นี่ก็รวมถึงรายที่ทีมวิถีชีวิตจะนำเสนอวันนี้...

      
นิชา ลีฬหากาญจนาที่ปัจจุบันวัย 22 ปี คือเจ้าของ วิถีชีวิตไทยในต่างแดน ที่ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวชีวิตของเธอมานำเสนอในวันนี้ ทั้งนี้ เธอคนนี้คืออีกหนึ่ง สาวน้อยเลือดไทยหัวใจแข็งแกร่ง ที่ต้องต่อสู้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศเพียง ลำพัง... .
      
ซ้ำยังต้อง ผจญกับไวรัสโควิด-19” อีกต่างหาก!!
      
ย้อนดูวิถีชีวิตของ นิชา ในวัยเด็กเล็ก ชีวิตของเธอในตอนนั้นอยู่ในครอบครัวที่มีความสุข โดยไม่มีใครคาดคิดว่าวันหนึ่งจะ   มีเหตุ โชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตของเธอและครอบครัว ครอบครัวของเธอต้องแตกแยกตั้งแต่เธอยังอายุ 7 ขวบ ซึ่งในช่วงนั้นเธออาศัยอยู่กับคุณพ่อที่เริ่มป่วยเป็นมะเร็ง ส่วนคุณแม่ของเธอ คือ ฉัตรวดี เหมวงษ์ ที่เปลี่ยนใช้นามสกุลเดิม พร้อมกับแยกตัวไปอยู่ต่างหาก ทำงานเป็นเลขาฯ ฝรั่งในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งวันหยุดสุดสัปดาห์ เสาร์-อาทิตย์ คุณแม่ก็จะรับเธอไปอยู่ด้วย 2 วัน แล้วจากนั้นก็ต้องพามาส่งให้อยู่กับพ่อเหมือนเดิม โดยคุณแม่ของเธอจะสอนเธออยู่เสมอ ๆ ว่า...ให้อดทน


      
จากช่วงชีวิตที่โชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตของ นิชา และครอบครัว ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ชีวิตเธอเกิดจุดประกายความฝัน อยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และหลังจากเรียนที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ตั้งแต่ชั้น ม.1 จน ถึงชั้น ม.3 ทางโรงเรียนได้ส่งเธอไปสอบชิงทุน I-Study ซึ่งด้วยความที่เธอเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอสอบข้อเขียนผ่าน มีโอกาสจะได้ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่เอาเข้าจริงเธอต้องสละสิทธิ์เพราะคุณแม่ไม่ยอมให้ไปสหรัฐอเมริกา โดยไม่ยอมพาเธอไปสอบสัมภาษณ์ 
      
แต่ด้วยความฝันที่เกิดขึ้นแล้ว ที่สุดเธอก็เลยขอคุณแม่ไป เรียนต่อที่ประเทศแคนาดา แทน ตั้งแต่อายุ 15 ปี ยังเรียนชั้น ม.4 หรือเกรด 10 โดย เธอต้องหาที่เรียนและเดินเรื่องเอกสารเองทุกอย่าง จนได้เรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองแวนคูเวอร์ 
      
ขณะที่นั่งเครื่องบินเพื่อเดินทางไปศึกษาที่ประเทศแคนาดา เธอคิดว่า... เราตัดสินใจถูกหรือผิด ที่มาเรียนต่างบ้านต่างเมือง  และไม่รู้จักใครสักคน แต่ในที่สุดเธอก็คิดว่า... เมื่อตัดสินใจเดินทางมาแล้ว แม้ว่าจะลำบากสักเพียงใดก็ตาม ก็จะต้องฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมายให้ได้ตามที่ฝันไว้
      
เมื่อถึงประเทศแคนาดา เธอต้องไปพักอาศัยกับครอบครัวฝรั่ง โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือจ่ายเงินให้เขาเป็นรายเดือน ดังนั้นตลอดเวลาที่เรียนที่นั่นเธอจึงต้อง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่ที่ส่งเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งเธอได้ทำงานในร้านอาหารไทย 2 แห่ง โดยทำหน้าที่ล้างจานและเตรียมอาหารในครัว โดยได้ค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง 
      
หลังจากที่เรียนอยู่ที่ประเทศแคนาดาได้ระยะหนึ่ง เธอก็สูญเสียคุณพ่อจากอาการป่วย แต่ในตอน  นั้นเธอไม่รู้เลยว่าคุณพ่อเสียแล้ว เพราะว่าทางบ้านที่ไทยไม่ได้บอกเธอ เพราะกลัวว่าจะทำให้เธอเสียสมาธิ  ในการเรียน ซึ่งเธอมารู้อีกทีก็เป็นช่วงปิดเทอมแล้วเดินทางกลับมาบ้านที่เมืองไทย
      


ตลอดเวลาที่เรียนในแคนาดา เธอต้องจับกลุ่มกับนักเรียนชาวเอเชียเท่านั้น ทำให้มีเพื่อนค่อนข้างน้อย แต่ก็เป็นผลดีคือทำให้เธอสนใจแต่การเรียน และเวลาว่างหลังจากที่อ่านทบทวนหนังสือแล้วก็จะไปรับจ้างทำงานในร้านอาหาร
      
ที่แคนาดา เธอ ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย    หรือเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ เธอจะพยายามเข้าห้องสมุด  เพื่อหาความรู้ตลอดเวลา เพราะอยากจะเรียนให้จบโดยเร็ว เพื่อจะได้ทำงานเลี้ยงดูคุณแม่ โดยช่วงที่เรียนชั้นมัธยมในแคนาดาเธอเรียนได้เกียรติบัตรเรียนดีทุกเทอม
      
กระทั่งเมื่อเรียนที่แคนาดา จนถึงมหาวิทยาลัยปี  1  ปี พ.ศ. 2561 คุณแม่เธอถูกให้ออกจากงาน ตกงาน ประกอบกับอายุที่มากแล้ว ทำให้ไม่สามารถไปสมัครงานที่ไหนได้ ดังนั้น นิชา จึงต้องหาที่เรียนใหม่ ที่พอจะแบก   รับค่าใช้จ่ายในการเรียนได้ ซึ่งแม้ว่าคุณแม่จะขอให้กลับมาเรียนที่   เมืองไทย แต่เธอก็ไม่ยอม เธอขอต่อสู้เพื่อชีวิตและอนาคตของตัวเองและคุณแม่
      
นิชา ติดต่อสมัครเรียนอีกประเทศหนึ่ง  คือ ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งก็เป็นประเทศที่เธอชื่นชอบเกี่ยวกับระบบการศึกษาตั้งแต่เด็ก  อีกทั้งค่าเรียนและค่ากินอยู่ที่เกาหลีใต้ก็ถูกกว่าที่ประเทศแคนาดา เกือบครึ่งต่อครึ่ง ซึ่งในที่สุดเธอก็สอบติดมหาวิทยาลัย 2-3  แห่ง แล้วเลือกที่จะเข้าเรียนที่นั่น แม้ว่าต้องเสียเวลาเริ่มเรียนปี  1 ใหม่ก็ตาม 
      
สุดท้ายเธอเลือกเรียนที่ มหาวิทยาลัยคยองฮี  กรุงโซล ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศและวิวที่สวยติดอันดับ  1  ใน 10  ของประเทศเกาหลีใต้ และเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของกรุงโซล ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิค มีสวนที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวเกือบทุกคนที่ไปเที่ยวกรุงโซลต้องเข้าไปเที่ยวชมและถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
      
หลังจากได้ที่เรียนใหม่แล้ว เธอเริ่มหาที่อยู่ที่นั่นเอง พร้อมกับเดินเรื่องเอกสารทั้งการเรียนและใบอนุญาตการทำงานด้วย  ซึ่งที่เกาหลีใต้นั้นจะขอใบอนุญาตการทำงานได้ก็จะต้องรู้ภาษาของเขาค่อนข้างดีในระดับหนึ่งก่อน 
      
ช่วงที่ นิชา เรียนในประเทศเกาหลีใต้ เธอพยายามหางานทำ ซึ่งนอกจากค่าเรียนและค่าที่พักที่คุณแม่ออกให้แล้ว ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ นั้นเธอพยายามทำงานหาเงินจ่ายเอง ซึ่งเรื่องงานนั้นโชคก็ดูจะเข้าข้างเธอ เมื่อเธอเรียนเทอมแรกของปี 1 ปรากฏว่าทางมหาวิทยาลัยมีโครงการสอนภาษาไทยกับบุคลากรของมหาวิทยาลัย โดย เธอได้รับเลือกให้เป็นครูสอนพิเศษวิชาภาษาไทยให้อาจารย์เกาหลีคนหนึ่ง ซึ่งลูกศิษย์ของเธอเป็นถึงระดับดอกเตอร์ โดยค่าจ้างที่ได้นั้นเธอใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำวัน 


      
แม้ว่าเธอต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แต่เธอก็คิดเสมอว่า... ต้องเรียนให้ดีที่สุด ซึ่งด้วยความที่เธอมุ่งมั่นตั้งใจเรียน เธอจึงได้ทุนการศึกษาเรียนดี  (ราว 9 แสน-1 ล้านวอน) จากมหาวิทยาลัยเกือบทุกเทอม
      
และเรื่องงานนั้น นอกจากสอนภาษาไทยอาจารย์ในมหา วิทยาลัยแล้ว เธอยังได้ทำงานฝ่ายการตลาดประเทศไทยของสถาบันศัลยกรรมแห่งหนึ่งในกรุงโซลด้วย ซึ่งในขณะที่ทุกอย่างดูกำลังจะไปได้สวย โชคชะตาเล่นตลกกับชีวิตสาวน้อยเลือดไทยคนนี้อีกครั้ง... ทั้งเรื่องงาน เรื่องการไปเรียน โดย ชีวิตถูกปิดล็อกไว้ในห้องพัก เพราะการระบาดของ โควิด-19”

      
ระหว่างที่กรุงโซล ล็อกดาวน์ นั้น... สำหรับสาวน้อยวัยเรียนจากไทยที่ชื่อ นิชา ลีฬหากาญจนาเธอก็ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในห้องพัก จะออกไปข้างนอกได้ก็แค่ตอนที่ต้องซื้ออาหารมาตุนไว้ ซึ่งตั้งแต่ในตอนที่ยังคาดคะเนไม่ได้เลยว่าอีกนานแค่ไหนกรุงโซลจึงจะปลดล็อก เธอคนนี้ก็คิดว่า...ครั้นจะเดินเรื่องกลับเมืองไทยก็จะต้องถูกกักตัวก่อนขึ้นเครื่อง 14 วัน

พอมาถึงเมืองไทยแล้วก็จะต้องถูกกักตัวอีก 14 วัน แล้วก็ต้องกลับไปเรียนอีก ซึ่งดู ๆ ไปแล้วน่าจะยิ่งเพิ่มความเป็นห่วงและเพิ่มภาระให้กับคุณแม่ของเธอมากขึ้นไปอีก ดังนั้น เธอจึงคิดว่า... ดีที่สุดคือกักตัวเองในห้องพักให้ปลอดภัย พร้อมกับภาวนาให้คุณแม่ และเอาใจช่วยคนที่อยู่ในเมืองไทย ขอให้ทุก ๆ คนรอดพ้นจากวิกฤติโควิด-19” ส่วนตัวเธอเองก็ กัดฟันสู้ อดทน รอจนได้เวลา ไล่ล่าฝันเรื่องการเรียนในต่างแดน อีกครั้ง...
      
ณ ที่นี้ก็ขอร่วมเป็นกำลังใจให้กับสาวน้อยคนนี้
      
อีกหนึ่ง สาวน้อยเลือดไทยหัวใจแข็งแกร่ง”.

..............................................................................
   บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์
โยธิน พรหมชัย : รายงาน

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 53