อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2563

"เดือนไพรด์"สิทธิความหลากหลายทางเพศไทยวันนี้

ขณะที่ประเทศที่รับบริจาคไปก่อนหน้านี้ก็มีการตั้งเงื่อนไขที่ห้ามการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันล่วงหน้า 3 เดือนถึงจะบริจาคได้ เพราะกลัวบริจาคช่วง window period ที่ยังไม่ตรวจพบเชื้อในเลือด พฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2563 เวลา 12.00 น.


เดือนมิถุนายนของทุกปี จะมีวาระพิเศษของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ที่จะมีการจัดเดินเฉลิมฉลองเพื่อประกาศความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่าง แต่ทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ซึ่ง “หมุดหมาย” ของการแสดงออกนี้ มาจากสหรัฐอเมริกา จาก 2 เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน คือ ในปี ค.ศ.1969 มีตำรวจบุกจับและใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้หลากหลายทางเพศในผับชื่อ stonewall ทำให้อีกฝ่ายต่อสู้คืนกลายเป็นจลาจล

และต่อมา ก็มีตัวแทนกลุ่มหลากหลายทางเพศ คือ Harvey Milk ลงสมัคร ส.ว.รัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ถูกลอบสังหารในเวลาต่อมา ทำให้กลุ่มความหลากหลายทางเพศหรือ LGBT ลุกขึ้นจัดงานพาเหรดเพื่อเรียกร้องถึงการยอมรับการมีตัวตนและการเรียกร้องให้ได้สิทธิเท่าเทียม ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของ LGBT ยุคใหม่ จึงมักจะนับที่สหรัฐอเมริกาเป็นหมุดหมายสำคัญของการเคลื่อนไหว และกระแสก็ไปทั่วโลก

ขณะที่ทางฝั่งยุโรป มีการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิกลุ่ม LGBT ก่อนอเมริกา คือราวปี 1950 ถ้าไปดูหนังเรื่อง the circle จะเห็นภาพว่า การเคลื่อนไหวเกิดจากการรวมกลุ่มแบบลับๆ ผลิตหนังสือ โดยแกนนำคือคู่เกย์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมันก็ขับเคลื่อนไปบนเส้นทางที่ขรุขระพอสมควร เพราะความไม่เข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศก็ยังมีมาก และสังคมยุคนั้นมีความพยายามเชื่อมโยงเกย์กับเรื่องการค้าประเวณีและอาชญากรรม



ณ ปัจจุบันวันนี้ สิทธิความหลากหลายทางเพศมีความก้าวหน้าไปมากแล้วในลักษณะยอมรับการมีตัวตน การออกกฎหมายที่รับรองสิทธิ หรือจะเรียกว่ากฎหมายที่เหมาะกับผู้ถูกบังคับใช้กฎหมายก็ได้ ไปจนถึงการส่งเสริมบทบาท ในปีนี้ที่เป็นข่าวก็เช่นประเทศคอสตาริกา เป็นประเทศล่าสุดที่ให้กลุ่ม LGBT สมรสกันได้ หรือเยอรมนี เพิ่งผ่านกฎหมายให้การ “บำบัดเกย์” (conversion therapy) เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และบางรัฐในสหรัฐฯ ก็ไม่ยอมรับเรื่องบำบัดเกย์

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เกิดปัญหาในระบบสาธารณสุขที่เลือดขาดแคลน ไกด์ไลน์เดิมจะไม่รับบริจาคเลือดเกย์และกลุ่มข้ามเพศ (ทรานส์) เพราะการตีตราว่าเลือดจะมีเชื้อ HIV แต่ล่าสุด ประเทศฮังการีเป็นประเทศที่เปิดรับบริจาคได้ ขณะที่ประเทศที่รับบริจาคไปก่อนหน้านี้ก็มีการตั้งเงื่อนไขที่ห้ามการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันล่วงหน้า 3 เดือนถึงจะบริจาคได้ เพราะกลัวบริจาคช่วง window period ที่ยังไม่ตรวจพบเชื้อในเลือด (เดี๋ยวนี้หลังเสี่ยง 14 วันตรวจเจอได้)

สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความก้าวหน้าของกลุ่ม LGBT ในประเทศไทย กระแสค่อนข้างโฟกัสไปที่การออก พ.ร.บ.คู่ชีวิต ซึ่งปัจจุบันจะเป็นร่างที่ 4 ที่คาดหวังกันว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในสมัยประชุมนี้ แต่ขณะเดียวกัน ทางตัวแทน ส.ส.LGBT พรรคก้าวไกล เรียกร้องให้มีการแก้ไข ปพพ.1448 ว่าด้วยสิทธิการสมรส ให้เปลี่ยนคำว่า “ชายหญิงสมรสกัน” เป็น “บุคคลสมรสกัน”แทน แล้วก็แก้กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง



ได้มีกลุ่ม LGBT ไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดินซ้ำอีกครั้งว่า ปพพ.1448 ขัดรัฐธรรมนูญเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกันของบุคคลหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการยื่นไปแล้วเมื่อปีก่อน และผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญไม่รับพิจารณา เหตุผลหนึ่งคือ “จะมีการออก พ.ร.บ.คู่ชีวิตอยู่แล้ว” แต่ทางกลุ่ม LGBT มองว่าคู่ชีวิตยังให้สิทธิ์ได้ไม่ครอบคลุม ทำให้ต้องรอดูตอนร่างฉบับที่ 4 เข้าสภาฯ ว่าจะบังคับใช้ ปพพ.บางมาตราโดยอนุโลมหรือไม่

การที่มีความพยายามขับเคลื่อนกฎหมายสมรสเพศเดียวกันอย่างมาก เป็นเพราะมันเป็นกฎหมายที่ดูเป็นสัญลักษณ์ในการยอมรับความรักและการสร้างครอบครัวของ LGBT ไม่ตีตราว่าเป็นกลุ่มที่เปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อย กระแสโลกเคลื่อนไหวโดยใช้ #lovewins เป็นสัญลักษณ์ แต่กลุ่มความเชื่อทางศาสนาก็ไม่ยอมรับเรื่องนี้ อย่างในสหรัฐฯ เอง กฎหมายผ่านในสมัยโอบามา แต่บริษัทจัดงานแต่งหรือหาบุตรบุญธรรมก็ไม่ยอมรับการทำงานโดยอ้างเสรีภาพทางศาสนา

นอกจากเรื่องนี้ ประเทศไทยทำอะไรเป็นรูปธรรม? ทางฝ่าย LGBT หลายคนเขาก็หมั่นไส้นักการเมืองอยู่ที่เหมือนจะ "เห็นหัว” กันในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง เช่นที่เราเห็นก่อนเลือกตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2 ก็มีแต่ละพรรคเชิญตัวแทนกลุ่มหลากหลายทางเพศไปเสนอแนะปัญหา แต่สุดท้ายก็เงียบหมด ทางกลุ่ม LGBT มองว่า เหมือนเป็นการหลอกซื้อใจเพราะฐานเสียงของประชากร LGBT ในประเทศไทยก็มีหลายล้านคน

สิ่งที่ไทยทำเป็นรูปธรรมจริงๆ ก็มี แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึงกันเท่าไรนัก เพราะมัน“ไม่โรแมนติก”เหมือนการผลักดันกฎหมายคู่ชีวิต แต่มันเป็นอะไรที่ถ้าเทียบกันคือเป็น “กล่องใหญ่” กว่าคู่ชีวิต ตรงที่คู่ชีวิตนั้นจะมีประโยชน์สำหรับกลุ่ม LGBT ที่ต้องการสมรส แต่สิ่งที่ไทยทำคือการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นการคุ้มครอง LGBT ทุกอัตลักษณ์ไม่ให้ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ถ้าถูกเลือกปฏิบัติร้องเรียนต่อสายด่วน 1300 ได้



การขับเคลื่อนตาม พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ มาชัดเจนขึ้นในสมัยที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (สทพ.) และนายจุติ ไกรฤกษ์ เป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งพยายามผลักดันโดยการส่งเสริมให้ที่ทำงาน บริษัท สถานศึกษา ร่วมลงนามเอ็มโอยู 6 ข้อเพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างเพศ รวมถึงจังหวัดที่เพิ่งลงนามไปคือจันทบุรีและปทุมธานี

เอ็มโอยู 6 ข้อ มีเนื้อหาที่สำคัญอาทิ การอนุญาตให้บุคคลแต่งกายตามเพศวิถีได้ (แต่ต้องไม่ขัดกับกฎหมายว่าด้วยเครื่องแบบที่บางองค์กรมีบังคับใช้อยู่) การจัดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับกลุ่ม LGBT เช่นในโรงพยาบาล คุก สถานีตำรวจ การไม่เอากรอบเพศมาตัดสินในการประเมินผลงานเพื่อเลื่อนขั้น การใช้ถ้อยคำ กิริยาต่างๆ ที่ต้องเหมาะสมไม่เป็นการล้อเลียน ไปจนถึงการคุ้มครองหากมีการล่วงละเมิดทางเพศในองค์กร ซึ่งเอ็มโอยูเซ็นไปราวเดือน มี.ค.

ขณะเดียวกัน พม. โดยกรมกิจการสตรีฯ เองก็อยู่ระหว่างการพิจารณายกร่าง พ.ร.บ.รับรองเพศ เพื่อเป็นการให้สิทธิคนข้ามเพศได้เท่าเพศใหม่ เช่น การเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ เพราะยังมีกลุ่มคนข้ามเพศจำนวนไม่น้อยที่มีความทุกข์ใจกับการถูกปฏิบัติตามเพศกำเนิด ซึ่งเรื่องการรับรองเพศนี้ก็คงต้องเถียงกันมากว่า จำเป็นจะต้องผ่าตัดแปลงเพศด้วยหรือไม่ เพราะการแปลงเพศถือเป็นความต้องการไม่ใช่บังคับ ก็ต้องรอดูการทำประชาพิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญ ม.77

ในเดือนไพรด์ บางพรรคก็ขยับท่าทีให้เห็นบ้าง เช่น พรรคกล้าของนายกรณ์ จาติกวณิช ที่จะส่งเสริมเรื่องพื้นที่ความเป็นมิตรกับ LGBT ในประเทศไทยเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยว LGBT เข้ามาเพิ่มขึ้น แต่สายสิทธิมนุษยชนเขาก็ดูไม่ค่อยปลื้มเท่าไรถ้าไม่พูดถึงเรื่องสิทธิให้ชัดเจน เพราะจะกลายเป็นว่ามอง LGBT ในมิติแค่หาผลประโยชน์จากการบริโภค เพราะกลุ่มนี้ไม่มีภาระครอบครัว มีกำลังใช้จ่ายตามรสนิยม (เราถึงเห็นว่าเดือนไพรด์ สินค้าสีรุ้งออกมาหลายเจ้า)

โควิดปีนี้ การเคลื่อนไหวในเดือนไพรด์ก็คงลดสีสันลง แต่ภาพรวมในประเทศไทยถือว่าเป็นด้านดี.
..............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%